ตอนที่ 19 ผักกาดดองเผ็ด
เสื้อผ้าชุดแรกที่ยายเสิ่นตัดเย็บเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฝีเข็มของอีกฝ่ายละเอียดมาก ผ้าที่ส่งไปให้ก็ไม่ได้ใช้อย่างสิ้นเปลือง โดยใช้ผ้าไปประมาณหนึ่งในสามก็ตัดเย็บชุดผู้ใหญ่สองชุดและชุดเด็กโตกับเด็กเล็กอย่างละหนึ่งชุดได้
ตอนรับชุดกลับบ้าน เฉินเสี่ยวไช่กับเฉินเสี่ยวม่ายดีใจมาก
เสื้อผ้าบางส่วนของเฉินเสี่ยวไช่กับเฉินเสี่ยวม่ายถูกปรับแก้โดยเฉินเสี่ยวหมี่ ซึ่งฝีมือของเฉินเสี่ยวหมี่ค่อนข้างแย่จริงๆ
หลังจากสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ เฉินเสี่ยวไช่ก็ทำงานไม่คล่องตัว เพราะกลัวจะทำเสื้อผ้าเปื้อน
วันแรกที่ได้รับชุด ลู่หลินก็สวมทันที เดิมทีเสื้อผ้าที่ลู่หลินสวมก่อนหน้านี้เป็เสื้อผ้าเหลือใช้ของเฉินเสี่ยวหมี่ ซึ่งถูกปะแล้วปะอีก ลู่หลินสวมแล้วไม่ค่อยชินจริงๆ
การร่วมมือครั้งแรกเป็ไปด้วยดี ทำให้ลู่หลินเชื่อถือยายเสิ่นขึ้นไม่น้อย
ดั่งคำกล่าวที่ว่า หนึ่งเื่ไม่รบกวนสองเ้า[1] ลู่หลินจึงตัดผ้ามาอีกส่วนและนำผ้าห่มฝ้ายเก่าผืนหนึ่งไปหายายเสิ่น ขอให้ยายเสิ่นช่วยแกะผ้าห่มเก่ามาทำเป็เสื้อนวม
เฉินเสี่ยวหมี่เคยล่ากระต่ายกับจิ้งจอกได้ไม่น้อย ขนของพวกมันสามารถแลกเป็เงิน ซึ่งขนที่สภาพสมบูรณ์ถูกเขาแลกเป็เงินไปหมดแล้ว ส่วนที่เสียหายก็เก็บเอาไว้เอง
เดิมทีเฉินเสี่ยวหมี่ตั้งใจว่ารอถึงฤดูหนาวแล้วจะนำขนสัตว์ที่เสียหายมาเย็บต่อกันทำเป็ผ้าห่ม แต่ตอนนี้มีเงินแล้วจึงไม่ต้องทำ
ลู่หลินเลือกมาบางส่วนให้ยายเสิ่นเย็บติดไว้บริเวณคอเสื้อและปลายแขนเสื้อ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นของเสื้อนวม
ยายเสิ่นคาดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวหมี่จะมีเงินซื้อผ้าครั้งละมากมายเช่นนี้
สำหรับคนชนบทแค่ตัดเย็บเสื้อผ้าสักชุดยังลำบากมาก ไม่คิดว่าลู่หลินจะส่งผ้ามามากมายขนาดนี้ ยังมีขนสัตว์เ่าั้ ถึงแม้จะเป็ขนสัตว์ที่เสียหาย แต่ก็ยังเป็ขนสัตว์อยู่ดี!
การทำเสื้อนวมต้องใช้ฝีมือค่อนข้างมาก และต้องใช้วัสดุมากกว่าชุดปกติอยู่บ้าง ลู่หลินจึงให้ราคาสูงขึ้นเล็กน้อย
หลังจากการร่วมมือครั้งแรกเป็ไปด้วยดี การร่วมมือในครั้งต่อไปย่อมราบรื่นยิ่งขึ้น
่สิบกว่าวันต่อจากนั้น ลู่หลินก็ทยอยรับเสื้อนวมแปดตัวกลับมาจากทางด้านยายเสิ่น
ชุดผู้ใหญ่สี่ตัว ชุดเด็กสี่ตัว
เฉินเสี่ยวหมี่มองเสื้อผ้าเหล่านี้แล้วพูดว่า “เสื้อผ้านี่ตัดเย็บได้ไม่เลวเลย!”
“ใช่แล้ว!” เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าที่เฉินเสี่ยวหมี่ตัดเย็บแล้ว เสื้อผ้ารอบนี้ถือว่าดูดีกว่ามาก คิดถูกแล้วที่ไปหายายเสิ่น
“คาดไม่ถึงว่าจะตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาได้หลายตัวขนาดนี้” เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างรู้สึกทึ่ง
“ยายเสิ่นเป็ผู้มีประสบการณ์ น่าจะตัดเย็บเสื้อผ้าได้ประหยัดกว่า” ลู่หลินพูด
เดิมทีลู่หลินไปหายายเสิ่นโดยหลบเลี่ยงสายตาผู้คน แต่ในชนบทกระจายข่าวได้อย่างรวดเร็ว ส่วนพวกเฉินเสี่ยวหมี่ต่างสวมชุดใหม่ จึงดึงดูดสายตามาก
ลู่ถงเห็นลู่หลินสวมเสื้อผ้าใหม่ ในใจก็รู้สึกอิจฉา
่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ บ้านตระกูลลู่มีแรงงานน้อยลงเพราะครอบครัวลูกชายคนรองไม่อยู่แล้ว งานต่างๆ จึงเพิ่มมากขึ้น นางเองก็ถูกบังคับให้ลงนา ลู่ถงอิจฉาลู่หลินอย่างยิ่งที่สามารถวางตัวอยู่เหนือเื่นี้ จึงคาดหวังให้ลู่หลินประสบโชคร้ายมาตลอด แต่คาดไม่ถึงว่าเฉินเสี่ยวหมี่จะดูแลลู่หลินอย่างดี ทั้งยังเตรียมเสื้อผ้าใหม่แก่เขาด้วย
...
ในบ้านตระกูลเสิ่น
ยายเสิ่นมองเหรียญอีแปะที่ได้รับมา ในใจก็ยินดีถึงขีดสุด
ยายเสิ่นอาศัยการตัดชุดให้ลู่หลินจนหาเงินได้ทั้งสิ้นสามร้อยห้าสิบอีแปะ นางจึงมีความสุขอย่างยิ่ง
“ท่านย่า พี่ลู่หลินใจกว้างมากเลย!” เสิ่นฉือพูดอย่างทนไม่ไหว
ยายเสิ่นพยักหน้าพูดว่า “ใช่แล้ว! มีเหรียญอีแปะมากมายขนาดนี้ ก็ซื้อข้าวกับแป้งเพิ่มได้แล้ว”
รสชาติของการทนหิวในฤดูหนาวนี่มันแย่มากจริงๆ
เสิ่นฉือกลอกตาทีหนึ่งแล้วพูดว่า “ท่านย่า ข้าได้ยินคนบอกว่า พี่เสี่ยวหมี่เจอโสมคนต้นหนึ่งบนูเา จึงขายได้เงินก้อนใหญ่”
ก่อนหน้านี้ที่เฉินเสี่ยวหมี่ใช้เงินสิบตำลึงเพื่อหาคนแต่งเข้าบ้าน ตอนนั้นพี่น้องตระกูลเฉินก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างจากนี้ แต่หลังจากลู่หลินแต่งเข้ามาและขายลูกแก้วได้เงินเพิ่มขึ้นอีกหกตำลึงในทันที เฉินเสี่ยวหมี่จึงซื้อของอย่างใจกว้างขึ้นหน่อย
ในหมู่บ้านแทบไม่มีใครพูดคุยกับเฉินเสี่ยวหมี่ เด็กอย่างเฉินเสี่ยวไช่ก็ไม่ค่อยมีวาสนาเื่เพื่อน เด็กในหมู่บ้านไม่ชอบเล่นกับเขา ส่วนเฉินเสี่ยวม่ายเองก็เป็เด็กสมองไม่ค่อยดี จึงไม่มีใครมาเล่นด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่ามีชาวบ้านที่ใคร่รู้จำนวนมาก ผู้ใดเล่าจะไม่อยากมีเงินเพิ่ม จึงมีคนจำนวนหนึ่งไปถามลู่หลิน
ลู่หลินแอบบอกคนเหล่านี้ว่า เฉินเสี่ยวหมี่ขุดเจอโสมคนในูเาลึก
พอลู่หลินพูดส่งๆ ไปเช่นนี้ ไม่นานนักคนกว่าครึ่งหมู่บ้านก็รู้ว่าเฉินเสี่ยวหมี่ขุดเจอของดีได้จากูเาลึก
“จะว่าไปก็แปลก หลังจากลู่หลินแต่งเข้าตระกูลเฉิน ความเป็อยู่ของพี่น้องตระกูลเฉินก็ดูดีขึ้น เกรงว่าที่นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลลู่บอกว่าลู่หลินเป็ตัวกาลกิณีจะไม่ใช่เื่จริง ไม่แน่อาจเป็ตัวนำโชค”
เสิ่นฉือพยักหน้าพูดว่า “เป็ไปได้”
ยายเสิ่นอุ้มไหผักกาดดองเผ็ดไหหนึ่งออกมาแล้วพูดว่า “ว่างๆ เ้าก็เอาผักกาดนี่ไปให้สามพี่น้องตระกูลเฉินที ต้องขอบคุณพวกเขา ครั้งนี้ถึงหาเงินได้มากมายเช่นนี้”
ยายเสิ่นคิดว่าสามพี่น้องตระกูลเฉินนั้น เฉินเสี่ยวหมี่ยุ่งกับการล่าสัตว์ เฉินเสี่ยวไช่ยังเป็เด็ก ส่วนเฉินเสี่ยวม่ายก็ไม่รู้เื่รู้ราว สามพี่น้องไม่มีที่นา อาหารที่กินส่วนใหญ่คงเป็ผักป่าที่ขุดมา
อาหารที่กินแต่ละวันคงไม่พิถีพิถันมากนัก ส่วนลู่หลินเป็บุรุษ น่าจะทำอาหารไม่เป็
หลังจากลู่หลินได้รับผักกาดดองเผ็ดที่เสิ่นฉือส่งมาให้ก็ดีใจอย่างยิ่ง ่นี้ลู่หลินยุ่งกับการสร้างเตียงเตา ไม่ค่อยมีเวลาทำอาหาร จึงกินเพียงอาหารที่เรียบง่าย สามพี่น้องตระกูลเฉินล้วนเป็พวกทนลำบากได้ กินอะไรก็ได้ไม่ใช่ปัญหา แต่กลับทำให้คนเลือกกินอย่างลู่หลินต้องกลัดกลุ้ม ซึ่งผักกาดดองเผ็ดไหนี้มาได้ถูกเวลาจริงๆ กินคู่กับข้าวอร่อยมากทีเดียว
ผักกาดขาวของโลกนี้ล้วนถูกปลูกตามธรรมชาติ รสชาติจึงดีอย่างยิ่ง
เชิงอรรถ
^ หมายถึง เรื่องหนึ่งไม่ควรไปขอความช่วยเหลือจากหลายคน