
.....คุกในสำนักอวิ๋นหลินเงียบสงัด หนาวเย็นและอึมครึม เสียงเทียนค่อย ๆ สั่นไหวตามลมที่แทบไม่มีในอากาศ เสียงฝีเท้าเบา ๆ แต่หนักแน่นดังขึ้นทีละก้าว จนหยุดนิ่งตรงหน้าเจี้ยงหยวนที่นั่งนิ่งในเงามืด
เ้าสำนักผู้มีร่างกะทัดรัดเพรียวบาง ดวงตาเล็กแหลมคมเปล่งประกายวาววับ ภายใต้หน้ากากเงินที่ประณีตเหมือนงานศิลป์ชั้นสูง
ชุดคลุมที่เขาสวมไม่เหมือนใคร ผ้าเนื้อละเอียดสีเทาเงินผสมขาว สะท้อนแสงเทียนเป็ประกายแปลกตา แต่งแต้มด้วยลวดลายอักขระโบราณเรืองแสงระเรื่อราวกับมีชีวิต เสื้อคลุมดูราวกับประกอบด้วยเส้นใยบางเบาเหมือนไม่ใช่ผ้าธรรมดา มีปลายแขนเสื้อยาวเยื้องราวกับปีกนกที่เคลื่อนไหวเบา ๆ ตามจังหวะลมหายใจของเขา
ดวงตาของเ้าสำนักเต็มไปด้วยความเ็าแฝงไว้ด้วยความลึกลับและอำนาจ น้อยคนนักจะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงเื้ัหน้ากากนี้ และยิ่งน้อยกว่าที่จะเข้าใจความคิดของเขา
ดวงตาเล็กแหลมเปล่งประกายเย็นะเืเหมือนปลายกระบี่ที่แหลมคม
“เ้าคือเจี้ยงหยวน... เด็กที่เ้าสำนักคนก่อนฝากฝังไว้กับสำนักนี้ใช่หรือไม่?” น้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าครบครันด้วยอำนาจของผู้ปกครองสูงสุด
เจี้ยงหยวนเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตากร่างและยียวน
“ใช่... แล้วไงล่ะ? เ้าสำนักคนเก่าทิ้งข้าไว้ให้พวกเ้าดูแล ข้าก็อยู่ที่นี่มานานกว่า 10 ปีแล้วนะ แต่พวกเ้าเอาแต่จับข้าขัง ทรมาน ไอ้สำนักกระจอกแบบพวกเ้าเนี่ย!”
เสียงหัวเราะก้องกังวานในคุก ทำให้บรรยากาศตึงเครียดกลับผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เ้าสำนักก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมเสียงทุ้มต่ำแฝงความเยือกเย็น
“เด็กน้อย... ข้าไม่ใช่เ้าสำนักเก่า ข้าคือผู้ที่สืบทอดอำนาจนี้ และต้องรักษาอวิ๋นหลินให้ดำรงอยู่ ข้าไม่สนใจคำพูดกวนประสาทของเ้า”
เจี้ยงหยวนยิ้มมุมปาก
“อืม... เ้าอาจจะมีอำนาจ แต่ข้าไม่เคยกลัวพวกเ้าสักนิด รู้ไหม ข้ากับเ้าเหมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่เคยเข้ากันได้”
เ้าสำนักเหลือบมองด้วยสายตาเ็า
“เ้าอาจคิดว่าตัวเองสำคัญ... แต่ดอกหงเซียงสีดำที่หายไปนั้นคือภัยร้ายของสำนักนี้ และเ้าเป็คนทำให้มันหายไป”
เจี้ยงหยวนหัวเราะอย่างเสียดสี
“บ้าเหรอ? ข้าทำเพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้มันอยู่ที่นี่ มันจะฆ่าพวกเ้าเอง ก่อนที่ข้าจะถูกทำลาย!”
“10 ปีที่ข้าอยู่ในสำนักนี้ ไม่เคยมีใครสนใจข้าเลย นอกจากเ้าสำนักคนเก่าที่ตายไปแล้ว”
เ้าสำนักผ่อนลมหายใจราวกับสวดมนต์ในใจ
“เ้าคือเืเนื้อที่เ้าสำนักเก่าเคยหวงแหน แม้ข้าไม่ชอบเ้า แต่ข้ายังให้เ้าอยู่ในสำนัก เพราะแค่คำสั่งเสียของอดีตเ้าสำนักเท่านั้น"
เจี้ยงหยวนเอี้ยวตัวพร้อมยิ้มกร่าง
“เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร ถึงมาสั่งข้าแบบนี้? ข้าคือเจี้ยงหยวน ไม่ใช่เด็กน้อยที่ใครจะสั่งได้ตามใจ!”
เ้าสำนักมองเจี้ยงหยวนด้วยแววตาเ็า
“ข้าอาจเล็ก แต่มีอำนาจมากพอจะทำให้เ้าเงียบ... หรือเ้าอยากทดสอบ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง เมื่อทั้งสองสายตาประสานกันอย่างดุเดือด
เจี้ยงหยวนยิ้มกว้างพลางพูดด้วยน้ำเสียงท้าทาย
“ลองดูสิ ถ้าพวกเ้ากล้าพอ!”
เ้าสำนักหันหลัง เดินจากไปทิ้งไว้เพียงคำพูดหนักแน่น
“เ้าไม่มีทางเลือกนอกจากเปิดเผยทุกอย่าง... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
"ผู้คุม ใช้พิษหมื่นปีศาจ"
เจี้ยงหยวนได้ยินก็หัวเราะเสียงดังลั่น เขานั่งลงในความมืดอีกครั้ง....
"พิษหมื่นปีศาจ" เป็พิษต้องคำสาปชั้นสูงที่หายากที่สุดในโลกเซียน มันถูกปรุงขึ้นจากส่วนผสมของสารพัดอสรพิษอันตรายที่ผ่านกระบวนการปลุกิญญามืดและการประสานพลังหยินหยางที่ผิดธรรมชาติ
เมื่อพิษนี้เข้าสู่ร่างกายแล้ว ร่างกายจะเริ่มเน่าราวกับถูกไฟเผาลามจากภายในออกสู่ภายนอก
เนื้อหนังเปื่อยยุ่ย แผลลึกที่กรีดได้ทุกอณูอย่างทรมานไม่รู้จบ
สายเืจะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็ดำคล้ำ แล้วกลายเป็น้ำเหลวเน่าเหม็นรุนแรง
ความเ็ปแผ่ซ่านทั่วกายจนอาจทำให้ผู้ถูกพิษหลุดหลงไปในภวังค์ทรมานอย่างไม่รู้ตัว
แต่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือพิษนี้ไม่เพียงแต่ทำลายร่างกาย
มันยังปลุกเร้าิญญาของผู้ถูกพิษให้ถูกบังคับให้ตอบคำถาม
ทุกคำถาม ทุกคำตอบ แม้จะเป็ความลับลึกสุดใจ ิญญาก็ไม่อาจปิดบังหรือขัดขืนได้
เหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความเ็ปและความหวาดกลัว
เมื่อถูกบังคับถามจนหมดความลับ ิญญาก็จะค่อย ๆ แตกสลายไปตลอดกาล
พิษหมื่นปีศาจจึงเป็อาวุธทรมานที่เลวร้ายที่สุดในโลกเซียน
ไม่มีผู้ใดยินดีจะต้องเผชิญหน้ากับมันมากกว่าหนึ่งครั้ง
และไม่มีวิธีรักษาที่แท้จริง
มีแต่การทนทน และรอวันสิ้นลมหายใจอย่างช้า ๆ ทรมานที่สุดเท่านั้น....
....ในค่ำคืนนั้นความเงียบงันของห้องขังมืดมิด เสียงลมหายใจของเจี้ยงหยวนสั่นเครือเบา ๆ ราวกับถูกจับจ้องด้วยความมืดมิดที่ไม่สิ้นสุด ใบหน้าซีดเซียวและเปื้อนฝุ่น ดวงตาที่เคยเจิดจ้ากลับดูหม่นหมอง เหมือนน้ำตาไม่อาจหลั่งออกมาได้อีกแล้ว
ใจของเขาสะท้อนถึงความเ็ปลึก ๆ ที่ร้าวรานยิ่งกว่าแผลกายที่โดนทรมาน
แม้รู้ชัดว่าพรุ่งนี้คือวันตายของตัวเอง แต่สิ่งที่หนักหนากว่าก็คือภาพของหานเหวิน ศิษย์น้อยผู้ไร้เดียงสาแต่กล้าหาญที่เคยหัวเราะกับเขาในวันที่แสนสุข
“เ้าจะต้องเข้มแข็งนะ…” เสียงในใจของเจี้ยงหยวนกระซิบดังราวกับเป็คำอธิษฐาน
แม้จะไม่มีโอกาสพบกันอีก แต่ความผูกพันที่มีต่อหานเหวินนั้นหนักแน่นราวกับหินผา
เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดหรือโกรธหานเหวินเลย หานเหวินคือเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา มีเพียงความห่วงใยเท่านั้น
เจี้ยงหยวนถอนหายใจลึก ๆ เหมือนปลดปล่อยความเ็ปทั้งหมดออกมาในลมหายใจเดียว
“อยากเห็นหน้าเ้าอีกสักครั้งจัง คนแซ่หลี่”
น้ำเสียงของเขาแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความหวังที่แสนเศร้า
ในค่ำคืนนี้ เจี้ยงหยวนเฝ้ามองดวงจันทร์ที่ส่องแสงลอดผ่านกรงเหล็ก แสงนั้นดูเ็าและเหงาเปล่า
แต่สำหรับเขา มันคือแสงสุดท้ายที่ปลอบโยนใจให้รู้ว่ายังมีบางสิ่งที่งดงามแม้ว่าพรุ่งนี้เขาจะคือวันสุดท้ายในชีวิตของเขาแล้ว....