บทที่ สี่สิบเจ็ด
คืนที่วุ่นวาย
ขบวนรถม้าของฟ่านหนิงเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางเปลี่ยวใต้แสงจันทร์กระทั่งมาถึงบ้านร้างที่เชิงเขา บ้านหลังนั้นเก่าทรุดโทรมหน้าต่างแง้มพังไปหลายบาน หลังคาบางส่วนมีเถาวัลย์ปกคลุมคล้ายร้างไร้ผู้ดูแลมาหลายปีเงียบงันจนฟังได้ยินเพียงเสียงแมลงกลางคืน
หลังรถม้าหยุดลงทุกคนก็ไม่รอช้ารีบทำงานตามหน้าที่ไม่ต้องให้มีการสั่งการใดๆหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยที่หมดสติถูกพาเข้าไปในห้องด้านในทั้งสองถูกมัดมืออย่างแน่นหนา ปิดปากและปิดตาด้วยผ้าสีดำเพื่อไม่ให้มีโอกาสดิ้นหนีหรือมองเห็นรอบด้านต้วนอ๋าวเป็นคนลงมือมัดจนเชือกแนบเนียนแน่นพอดีไม่ถึงกับเจ็บปวดแต่ก็ไม่หลุดง่ายๆจากนั้นอู่ปั๋วช่วยตรวจทวนความเรียบร้อยอีกครั้ง
ฟ่านหนิงเมื่อเห็นทุกอย่างด้านนี้เข้าที่แล้วก็หายเข้าไปเปลี่ยนชุดโดยทันทีจากอาภรณ์หรูหราสีม่วงแดงทับทิมที่งามสะดุดตา กลายเป็นอาภรณ์เก่าๆ ซีดมอซอเนื้อผ้าหยาบเดิมทีผ้าเคยเป็นสีน้ำเงินเข้มถูกใช้งานจนเมื่อกาลเวลาผ่านไปกลับซีดจางจนบอกแทบไม่ได้ว่าสีใดผ้าที่จะพรางกายให้ราวกับหญิงบ้านยากจนในที่กันดารไม่มีใครใส่ใจทั้งนางยังถอดเครื่องประดับอันงดงามออกจนหมด คงเหลือเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ
จากนั้นไม่รอช้าจางไป๋ซินนำแป้งที่ผสมผงถ่านเข้ามาตบๆที่แก้มนวลใสสะอาดของฟ่านหนิง เนื้อผิวที่เคยงดงามนวลเนียนพลันกลายเป็นคล้ำมัวหมองเส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างลวกๆ พันด้วยเศษผ้าเก่าที่ขาดรุ่ยปราศจากเค้าลางความเป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลฟ่าน
“คุณหนูใหญ่เหมือนคนละคนเลยเจ้าค่ะ” จางไป๋ซินเอ่ยเสียงแผ่ว ขณะมองนายหญิงของตนด้วยสายตาแปลกใจแต่กระนั้นถึงจะดูเป็นคนละคนแต่ดวงตาสุกสกาวก็ยังฉายแววสูงส่งอยู่ดี “ยกเว้นก็แต่ดวงตา...”
ฟ่านหนิงเพียงยกยิ้มมุมปาก “ยังจับได้อีกหรือเช่นนั้นข้าจะต้องหลุบตาต่ำเอาไว้สินะ”
จางไป๋ซินพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหันไปหยิบชุดสีม่วงแดงลายวิจิตรขึ้นมาแล้วเปลี่ยนมาใส่อาภรณ์ที่เคยเป็นของคุณหนูใหญ่ตัวนี้แทน ทำให้นางเผยราศีสง่าอยู่ในทีแม้จะไม่เหมือนฟ่านหนิงตัวจริง
เมื่อเรียบร้อยดีแล้วฟ่านหนิงก้าวมายืนตรงกลางห้องเอ่ยสั่งการเสียงหนักแน่นสรุปแผนการ “จางไป๋ซิน เจ้าอยู่ที่นี่หากหวังจิ้งหยูและหวังจิ้งเหมยตื่นขึ้นมา พวกนางในสภาพถูกมัดปิดปากปิดตาย่อมไม่อาจให้สงสัยว่าคุณหนูใหญ่ตัวจริงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วระหว่างที่พวกนางที่ตกใจย่อมไม่ทันคิดละเอียดอ่อนให้พวกนางคล้ำจับอาภรณ์ของข้าแล้วหลงเชื่อไปเช่นนั้น”
จางไป๋ซินโค้งกายรับแล้วฟ่านหนิงก็หันสายตาไปยังต้วนอ๋าวและอู่ปั๋วต่อ“เมื่อถึงเวลานั้น ผู้คุมกันทั้งสองแสร้งสนทนาตามที่ข้าสั่งไว้ก่อนหน้าให้พวกนางได้ยินเพื่อให้พวกนางปักใจเชื่อ”
ต้วนอ๋าวค้อมศีรษะสีหน้าจริงจัง “คุณหนูวางใจได้ข้าจะทำตามทุกถ้อยคำ” อู่ปั๋วเองก็พยักหน้า “แม้แต่น้ำเสียงก็จะไม่พลาดสักคำ”
ถัดจากนั้นฟ่านหนิงหันไปยังสามบุรุษ กู้อวิ้น เฟิงซวนและชายแปลกหน้าที่เพิ่งเข้ามาในแผนการ เซียวกู่จ๋ายร่างสูงกำยำผิวเข้มดุดันที่กู้อวิ้นแนะนำมา “ส่วนหน้าที่ของพวกท่านให้ทำตามเดิมคือพาคนร้ายเหล่านี้ไปสอบสวน หาสถานที่นัดหมายที่พวกมันตั้งใจจะพาข้าไปแล้วรอให้นายจ้างตัวจริงโผล่มา แล้วจงดักจับให้ได้ งานนี้อันตรายขึ้นเพราะพวกเราคนไม่พอพวกท่านระวังด้วย ถ้าจวนตัวให้เอาชีวิตรอดก่อน”
กู้อวิ้นผงกศีรษะรับเล็กน้อย “ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่เป็นห่วงพวกข้าจะทำให้สำเร็จ”
ด้านเฟิงซวนที่ยืนอยู่ข้างๆ กระชับดาบที่เอวแววตาไม่เกรงกลัว “คุณหนูอย่ากังวล ข้าไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวล”
ฟ่านหนิงที่เป็นห่วงกลุ่มนี้ที่สุดเพราะการแบ่งคนที่แผนแยกอย่างฉุกละหุกทำให้มีเพียงสามคนที่จะบุกจับพวกของเจิ้งเปาหย่งเพื่อมัดตัวให้ดิ้นไม่หลุดนางมองทั้งสามด้วยแววตาไม่อาจจะวางความวิตก “อย่างไรก็อย่าได้ประมาท”
หลังจากนั้นทั้งสามก็ไม่เอ่ยมากความรีบนำรถม้าหนึ่งคันที่มีเหล่าคนร้ายออกจากบ้านร้างไปทันที เสียงล้อรถครืดคราดค่อยๆห่างออกไป
บรรยากาศในบ้านร้างกลับมาเงียบงันฟ่านหนิงจึงหันมาทางคนที่เหลือ “ไปกันเถิด”
นางก้าวขึ้นรถม้าอีกคันพร้อมหลินเล่อยวนศิษย์พี่สามของจางไป๋ซินและหลี่เหย่ซูชายหนุ่มที่กู้อวิ้นพึ่งแนะนำเข้ามาใหม่อีกคน ใบหน้าของหลี่เหย่ซูเคร่งขรึมท่าทางสุขุมมองโลกด้วยสายตาเย็นชา แผนการด้านฝั่งของนางไม่ต้องใช้ฝีมือวรยุทธ์ล้ำเลิศนักจึงเลือกผู้ที่อายุน้อยออกมาจากกลุ่ม
ฟ่านหนิงรวบชายขากางเกงขึ้นด้วยมือหนึ่งข้างก่อนเปิดประตูรถม้าอีกครั้งพลางกล่าว “พวกเราก็เช่นกัน ครั้งนี้มิอาจชักช้าได้”
หลินเล่อยวนยกมือผายให้หญิงสาวขึ้นรถม้าก่อน “ข้าจะคุมม้าด้านหน้าเอง คุณหนูใหญ่เชิญขึ้น” หลังจากฟ่านหนิงเข้าไปในรถม้าแล้วหลี่เหย่ซูก็กระโดดขึ้นนั่งเฉลียงรถม้าข้างๆหลินเล่อยวน
ทันใดนั้นรถม้าก็เคลื่อนออกจากบ้านร้างอีกคัน ฝุ่นควันลอยคลุ้งกลางแสงจันทร์ขบวนเล็กๆ ของฟ่านหนิงมุ่งหน้าสู่เส้นทางบนเขาความเงียบสงัดถูกแทนที่ด้วยเสียงกีบม้าสะท้อนก้องในหุบเขา
ขณะที่ฟ่านหนิงนั่งอยู่ในรถม้ามือบางกุมเข้าหากันแน่นแล้วคลายออกครั้งแล้วครั้งเล่าความรู้สึกในอกเหมือนมีมดนับพันตัววิ่งพล่าน นางเอียงตัวมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงเงาไม้กับความมืดสลัวของเส้นทางขึ้นเขา ใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะยิ่งคิดยิ่งร้อนรน ไม่ใช่เพราะกลัวอันตราย แต่กลัวว่าทุกอย่างจะไม่ทันการณ์
“เหตุใดทั้งถังหลันชิงทั้งฟ่านลี่ถึงต้องทำให้งานของข้ายุ่งยากขึ้นด้วย!” ฟ่านหนิงพึมพำพลางกัดริมฝีปากตนเบาๆความหงุดหงิดผสมกับความวิตกทำให้นางเอนพิงเบาะไม้แข็งๆ ของรถม้าแต่ก็ไม่อาจผ่อนคลายได้เลย
เรื่องราวทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นแค่วันนี้หากแต่ย้อนไปตั้งแต่วันที่นางได้รับภารกิจจากระบบ เมื่อตรวจสอบข่าวสารเพื่อวางแผนนางก็รู้แล้วว่าหานหรูเอ้อร์ฮูหยินหง...ป้าแท้ๆ ของหานอี้เหอมักไปมาหาสู่กับหลี่เสวียนฮูหยินถัง...มารดาของถังหลันชิง ฟ่านหนิงจำได้ในชาติที่แล้วเพราะหานหรูเอ้อร์คนนี้เป็นกำลังหลักที่อยากผลักดันให้ถังหลันชิงได้เป็นสะใภ้สกุลหานเพราะถูกตาต้องใจมาจากงานเลี้ยงครั้งแรกๆ ทำให้ทั้งสตรีวัยเดียวกันสองสนิทสนมถึงขั้นขึ้นเขาไปถือศีลด้วยกันหลายครั้งซึ่งข่าวนี้ฟ่านหนิงจับตาไว้นานเพราะเป็นเบาะแสที่จะใช้ได้ในอนาคต
ยิ่งกว่านั้นยังได้ให้สายคอยสอดส่องอยู่ใกล้จวนสกุลถังมาหลายวันเพื่อรอโอกาสและช่วงบ่ายของวันนี้สายก็รายงานกลับมาว่าที่สกุลถังมีการจัดเตรียมรถม้า โดยบ่าวรับใช้ออกไปซื้อของหลายอย่างที่ใช้ในการเดินทางขึ้นเขาไหว้พระครั้นฟ่านหนิงได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันที ‘วันนี้แหละโอกาสที่ถังหลันชิงจะขึ้นวัดคนเดียว!’เพราะตนจำได้ว่ามารดาของถังหลันชิงพึ่งไปถือศีลกับหานหรูเอ้อร์หนึ่งวันก่อนหน้าแล้วทำให้เหลือเพียงถังหลันชิงที่น่าจะอยากตามไปทีหลัง
แต่สิ่งที่คาดกลับไม่เป็นเช่นนั้น จนพระอาทิตย์คล้อยต่ำฟ่านหนิงยังไม่เห็นการเคลื่อนไหว จึงคิดว่าถังหลันชิงคงไม่ไปเสียแล้วประจวบเหมาะกับฟ่านลี่เสนอให้ไปชมงานโคมไฟนางจึงตัดสินใจออกมาเดินชมโคมเพื่อไม่ให้เสียเวลา จะได้เก็บซ้อนแผนของฟ่านลี่ก่อนก็ยังดีคิดไม่ถึงว่าในช่วงที่นางกำลังสนุกสนานอยู่ในงานเทศกาลโคมไฟจางไป๋ซินก็รีบมากระซิบรายงาน สีหน้าของสาวใช้บอกชัดว่าเรื่องสำคัญ
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะเมื่อครู่ต้วนอ๋าวเพิ่งแอบส่งข่าวมา ถังหลันชิงออกจากจวนแล้วเจ้าค่ะพร้อมกับข้าวของที่ไปที่ศีล แต่นางไม่ได้มุ่งไปวัดกลับแวะมาชมงานโคมเช่นกันอีกทั้งยังมากับหงเหรินเซียงบุตรีของหานหรูเอ้อร์!”
คำรายงานจบคราวนั้นฟ่านหนิงแทบจะหัวหมุน ราวกับเกิดความเร็วเกินไปจนทำให้นางหายใจไม่ทัน‘นี่มันอะไรกันนักหนา!’ฟ่านหนิงพลันเข้าใจลำดับการของถังหลันชิงพวกนางต้องการเดินชมโคมจนจบแล้วค่อยขึ้นเขาไปชมแสงโคมจากบนเขาแน่ๆแล้วพวกนางจะได้แวะไปหามารดาของสตรีทั้งสองที่วัดต่อ ‘เช่นนั้นแผนของฟ่านลี่ก็จะซ้อนทับพอดีกับถังหลันชิงไม่ใช่หรือ?’ นางกัดฟันแน่น ความขุ่นเคืองตีขึ้นมาที่อก
แต่เมื่อตั้งสติได้ ฟ่านหนิงก็ครุ่นคิดรวดเร็วต้องหาทางแก้อย่างน้อยก็มีข้อดีแม้จะเพียงอย่างเดียวของสถานการณ์นี้คือหากหงเหรินเซียงไปกับถังหลันชิงจริง เช่นนั้นย่อมที่จะปล่อยให้มีคนรอดไป ได้มีหนึ่งเสียงกลับไปแจ้งหานอี้เหอที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันได้เร็วขึ้นแล้วก็เท่ากับว่าพระเอกของเรื่องจะรู้ถึงสถานการณ์อันตรายเร็วกว่าที่คิด และมาช่วยถังหลันชิงก่อนจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน‘ไม่ทำให้เส้นเรื่องเสียก็ดี’ ความคิดนี้แม้จะพอปลอบใจได้แต่ก็ยังทำให้นางถอนหายใจยาวอยู่ดี
เมื่อนึกถึงตนเองที่ต้องวิ่งวุ่นก็ยังอดส่ายหน้าไม่ได้ “ทำไมการเป็นนางร้ายของข้าครั้งนี้ถึงไม่ได้อย่างใจเลยจริงๆ” ระหว่างนั้นรถม้าที่เร่งรีบสั่นสะเทือนเล็กน้อยเมื่อเคลื่อนผ่านเส้นทางหินจนตัวเซศีรษะไปกระแทกเบาๆกับผนัง ดวงตานางฉายประกายทั้งไม่สบอารมณ์ทั้งกังวล “เอาเถอะภารกิจหลักต้องมาก่อน”
เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนเขาบรรยากาศยามค่ำคืนมีหมอกจางๆลมหนาวเย็นพัดผ่านใบไม้ให้เสียดสีกันดังกรอบแกรบหลังรถม้าหยุดลงฟ่านหนิงก้าวลงจากรถม้าโดยไม่รีรอนางเดินไปยืนริมทางก่อนจะหันกลับมาสั่งเสียงเรียบ “พังรถม้าซะแล้วเอาม้าไปซ่อนในป่า”
คำสั่งเด็ดขาดนั้นทำให้หลินเล่อยวนตะลึงเล็กน้อยรีบก้าวเข้ามาถามเสียงเบา “คุณหนูใหญ่เพียงแค่จอดขวางไว้ก็พอแล้วกระมังขอรับ?”
ฟ่านหนิงส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ “ไม่พอ! หากตอนนี้ถังหลันชิงยังไม่ขึ้นไปถึงวัดและกำลังเดินทางมาจริงๆ รถม้าขวางเฉยๆ จอดขว้างไม่มีทางหลอกตานางได้ต้องทำให้พังจริงๆ” เพราะถังหลันชิงเป็นคนช่างสังเกตนักจะเอาส้มใหม่มาหลอกว่าเน่าได้อย่างไร
แต่หลินเล่อยวนก็ยังเม้มปากอ้ำอึ้ง “แต่ถ้าเช่นนั้นแล้วคุณหนูใหญ่จะกลับลงเขาอย่างไรเล่าขอรับ?”
ฟ่านหนิงหันขวับไปมองอีกฝ่ายใบหน้าหวานบึ้งตึงทำไมคนผู้นี้ถามมากนัก! “ยังมีม้าอีกสองตัวไม่ใช่หรือ?”
ขณะที่หลี่เหย่ซูที่ยืนเงียบมาตลอดเพียงพยักหน้าก้าวไปลงมือพังล้อรถม้าอย่างจริงจัง เสียงไม้หักและเหล็กเสียดสีดังสะท้อนในหุบเขาจนเหมือนล้อรถม้าแตกหลินเล่อยวนจึงจำใจจูงม้าสองตัวเข้าไปผูกซ่อนในป่าลึก ระหว่างที่เดินไปก็พลางคิดในใจว่า...หากถึงเวลาคุณหนูใหญ่ต้องลงเขาก็จะต้องซ้อนม้าไปกับเขาหรือกับหลี่เหย่ซูคนใดคนหนึ่ง เช่นนั่นจะมิเป็นเรื่องน่าเก้อเขินหรือไรความคิดนี้ทำให้หน้าของเขาแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นรถม้าล้อแตกกีดขวางถนนอยู่เรียบร้อยดีแล้ว เส้นทางที่หากใครผ่านมามีเพียงสองทางเลือกย้อนกลับลงไปหรือเดินเท้าขึ้นเขาเท่านั้น
ฟ่านหนิงตรวจดูสถานการณ์แล้วพยักหน้าอย่างพอใจก่อนสั่งการต่ออีกครั้ง“หลินเล่อยวน เจ้าอยู่ตรงนี้ อย่าแสดงพิรุธ หากมีใครผ่านมาเจ้าบอกว่าให้ย้อนกลับไปเถิด แต่ถ้าเป็นกลุ่มถังหลันชิง จงแนะนำให้เดินขึ้นเขาบอกว่านายหญิงของเจ้าก็เพิ่งเดินขึ้นไปตอนล้อรถม้าพังและพวกเจ้ากำลังจะตามไปหลังจัดการรถม้าเสร็จ รอเมื่อพวกนางเดินผ่านไปแล้วเจ้าก็รีบเก็บรถม้าออกจากทางให้เร็วที่สุด แล้วก็ไปเอาม้ารอพวกข้าอยู่ที่นัดพบเข้าใจหรือไม่?”
หลินเล่อยวนพยักหน้ารับหนักแน่น “รับทราบขอรับ”
จากนั้นฟ่านหนิงกับหลี่เหย่ซูจึงแยกตัวเดินขึ้นไปตามเส้นทางสู่ยอดเขาที่ระหว่างทางทั้งสองแอบดักรอจุดที่คาดว่าถังหลันชิงจะต้องผ่านฟ่านหนิงยืนย้ำเท้ากับที่ไล่ความหนาว เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยามในใจที่กระวนกระวายกลับรู้สึกเนิ่นนานราวกับค่อนคืนความกังวลทำให้ยิ่งอึดอัดยิ่งนัก ไม่รู้ว่าป่านนี้ถังหลันชิงเผลอๆอาจจะถึงวัดบนยอดเขาก่อนนางไปแล้วระหว่างที่จัดการเรื่องวุ่นๆ และมีแต่นางที่รอเก้ออยู่
แต่ในที่สุดท่ามกลางความเงียบบนเขาที่มีแต่เสียงลมเสียดสีหวิวๆเสียงฝีเท้ากับแสงโคมก็ปรากฏขึ้นจากไกลๆ ฟ่านหนิงรีบส่งสัญญาณมือให้หลี่เหย่ซูที่ซ่อนตัวในความมืดส่วนตนเองรีบแสร้งทำเป็นหญิงจรจัดเดินช้าๆ อยู่ริมทางไร้เรี่ยวแรงเสื้อผ้าที่สวมอยู่เป็นผ้าขาดรุ่ยหม่นหมอง เส้นผมหลุดลุ่ยกระเซอะกระเซิงใบหน้าแต่งหมองคล้ำด้วยฝุ่นดิน
โดยไม่นานนักถังหลันชิงก็เดินตามขึ้นมาทันนางปรากฏตัวขึ้นพร้อมหงเหรินเซียงและสาวใช้ประจำตัวอีกสองคนทั้งสี่ถือโคมไฟคนละดวงที่อาจจะได้มาจากที่งานเทศกาลเดินเรียงซ้อนกันมาอย่างระมัดระวังแต่ก็พูดคุยถึงงานที่พึ่งไปมาอย่างสนุกนานไปพร้อมๆกัน
รอเมื่อทั้งสี่เดินมาจนถึงตัวฟ่านหนิงที่ก้มหน้าก้มตาตัวสั่นเสียงสั่นก็เอ่ยอย่างน่าสงสาร“ขอเศษทานหน่อยได้หรือไม่คุณหนู...”
ถังหลันชิงเหลือบมองก็ชะงักเล็กน้อยก่อนหันไปบอกสาวใช้คนสนิทของตัวเอง“อาเจา ให้เงินนางสักหน่อยเถอะ”
อาเจาผู้เป็นสาวใช้ไม่พูดห้ามใดๆล้วงเงินออกมาส่งให้หญิงยากไร้ ฟ่านหนิงยื่นมือซีดๆ ที่สกปรกเพียงภายนอกแต่ผิวขาวสะอาดกลับโผล่ให้เห็นแวบหนึ่ง หญิงสาวรับเงินแล้วรีบโค้งคำนับเดินไปเอื้อมจับแขนถังหลันชิงไว้ราวซึ้งใจสูงสุด “ขอบคุณแม่นางๆ” นางพูดซ้ำๆ
ด้านอาเจาที่ให้เงินแล้วเห็นท่าทางหญิงยากไร้ดูจะใกล้ชิดคุณหนูของตนมากเกินไป จึงจะก้าวเข้ามาห้าม แต่ทันใดนั้นเองหลี่เหย่ซูก็โผล่ออกมาจากเงามืดใบหน้าปิดผ้าไว้ครึ่งหนึ่ง เขาชี้ดาบคมวาวไปที่สตรีทั้งสี่ สั่งเสียงต่ำ “ยืนนิ่งๆ อย่าขยับ ห้ามคุยกัน!”
ในขณะที่สตรีคนอื่นตื่นตระหนกที่จู่ๆ ก็มีโจรที่ทางขึ้นวัดแต่ถังหลันชิงกลับเบนสายตากลับมาที่หญิงยากไร้ที่ยังจับแขนตนอยู่มองเห็นเส้นผมหลุดลุ่ยกับเสื้อผ้าขาดๆ ใบหน้าหมองคล้ำ จนมองมาที่มือถึงจะดูเผินๆว่าเปื้อนฝุ่นแต่ฝ่ามือนั้นก็ยังนวลเนียนเกินไปทั้งที่ซอกเล็บไม่ที่แม้แต่เศษดินหญิงผู้นี้ไม่คนเร่ร่อนแน่ ถังหลันชิงจึงพยายามสะบัดออกแต่แรงจับกลับยิ่งแน่นกว่าเดิม
ฟ่านหนิงรู้แล้วว่าถังหลันชิงสังเกตเห็นอะไรสักอย่างทำให้รู้ตัวถึงรู้ตัวแต่ก็สายไป นางแค่นหัวเราะหึๆเอ่ยเสียงสูงแหลมกว่าปกติให้สมว่าเป็นนางร้ายและเพื่อปกปิดตัวตนเสียงนั้นเจือความเย้ยหยัน “รู้เร็วดีนี่...”
หลังถังหลันชิงรู้ว่าหญิงผู้นี้มิใช่คนเร่ร่อนแต่เป็นนางนกต่อแต่จะสะบัดเท่าไรก็ไม่หลุดจึงตั้งท่าจะร้องเรียกสาวใช้แต่ฟ่านหนิงกลับกระชากร่างอีกฝ่ายเข้าหาก่อนจะปักเข็มเล็กที่ซ่อนอยู่ลงที่ผิวกายถังหลันชิงแล้วร่างของทั้งสองก็พากันเซล้มกลิ้งลงไปยังไหล่ทางถังหลังชิงกับหญิงยากไร้หายลับไปพร้อมกันทั้งคู่
ด้านหลี่เหย่ซูที่แสดงเป็นโจรรีบแสร้งทำหน้าตาตื่นแล้วตะโกนอย่างกระวนกระวาย“ข้าไม่เกี่ยว!ข้าเพียงต้องการเงินเท่านั้นพวกนางพลัดตกไปเอง!”
เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสายตาหงเหรินเซียงนางมองตาโตไปยังจุดที่ถังหลันชิงหายตัว แม้ยังตกใจที่พบโจรแต่ก็เป็นห่วงคุณหนูถังมากกว่านางจึงต้องใจกล้าทำอะไรสักอย่าง ทางเดียวคือต้องไปหาความช่วยเหลือ ตอนนี้ควรรีบต่อรองกับโจรผู้นี้ทันทีให้หลุดจากสถานการณ์“ฟังข้า!หากเจ้าปล่อยพวกเราไปตอนนี้แล้วถ้าเราตามหาตัวคุณหนูถังพบ พวกเราจะไม่แจ้งทางการเรื่องเจ้า!”
หลี่เหย่ซูที่คิดว่าเข้าแผนแล้วพอดีที่ตนจะต้องหายไปอยู่แล้วเขาไม่พูดพร่ำเก็บดาบเข้าฝักจากนั้นรีบหันหลังหายวับไปในเงามืดหงเหรินเซียงมองตามไปอย่างงุนงง เพ่งมองไปในเงามืดไม่มีอะไรขยับไหวอีกมีเพียงความเงียบกับเสียงลมหวีดหวิว
“นี่คือ...ไปแล้วหรือ?” หงเหรินเซียงจึงกัดฟันแน่นจึงรีบคว้าแขนสาวใช้ทั้งสองวิ่งกลับไปยังรถม้าที่ด้านล่างด้วยความร้อนรนหวังจะกลับไปขอความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
ความมืดบนไหล่เขาในยามนี้ชวนให้ผู้ที่ไม่รู้เส้นทางดีเกิดความขนลุกได้ง่ายแสงจันทร์ถูกป่าไม้หนาบดบัง เหลือเพียงริ้วแสงรางๆ ตกกระทบพื้นหินและใบไม้ฟ่านหนิงที่กลิ้งตกจากไหล่ทางลงมานั้นแม้ท่าทางจะดูหวาดเสียวแต่แท้จริงแล้วทุกอย่างอยู่ในแผนการที่นางวางไว้ก่อนหน้าจุดตรงนี้นางได้ให้คนไปสำรวจมาแล้ว และทำสัญลักษณ์ไว้ลับๆ ว่าเหมาะสมแก่การ ‘ตก’ ลงมาโดยไม่บาดเจ็บนักเพราะเหมือนจะชันแต่ความจริงกลับสูงไม่มาก
เมื่อตัวหยุดกลิ้งแล้วฟ่านหนิงสะบัดแขนก่อนถึงค่อยๆ พอลุกขึ้นยืนได้โดยมีเพียงอาการมึนที่ศีรษะเล็กน้อยนางปัดฝุ่นใบไม้ที่ติดตามเสื้อคลุมผ้าหยาบสีหม่นออกลวกๆพลางมองไปยังร่างของถังหลันชิงที่ตกลงมาพร้อมกันอยู่ห่างไปไม่ไกลนักอีกฝ่ายก็กำลังพยายามยันกายลุกขึ้นเช่นกัน แต่ทุกครั้งกลับทรุดลงไปนอนหมอบเช่นเดิมที่เป็นเช่นนั้นเกิดจากเข็มที่ฟ่านหนิงใช้ปักใส่ก่อนหน้านี้ซึ่งเคลือบยาพิษอ่อนๆเอาไว้ มิได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ทำให้ร่างกายอ่อนแรง มึนงงไร้เรี่ยวแรงไปได้ราวสองสามชั่วยามซึ่งฟ่านหนิงกะเวลาเอาไว้ก่อนแล้วเพื่อให้ถังหลันชิงไปไหนไม่ได้และช่วงนั้นเองหานอี้เหอจะกลายเป็นผู้กล้าหาญตามมาเจออย่างแน่นอน
นางเพียงยืนนิ่งๆ มองถังหลันชิงที่ยังหอบหายใจหนักสีหน้าซีดเซียว ริมฝีปากขบแน่นพยายามจะลุกให้ได้แต่ไร้เรี่ยวแรง จนฟ่านหนิงอดจะยกยิ้มบางๆอย่างรู้สึกพึงใจขึ้นจากก่อนหน้าที่กลัวว่าแผนจะไม่สำเร็จ
แล้วมือเล็กเปื้อนฝุ่นก็จัดชายเสื้อคลุมให้เข้าที่จากนั้นนางหันกายเดินตามแนวเขาพลางงึมงำในใจ ‘โธ่ถังหลันชิงเจ้าโดนเล็กน้อยเท่านั้นครั้งที่ข้าเจอกับตัวตอนไปเมืองมู่ก่านยังหนักกว่านี้เยอะตอนนี้เจ้าก็ลองดูบ้างแล้วกัน’พร้อมโยนเศษเงินที่ได้รับมาก่อนหน้าคืนกับไปให้ถังหลันชิง
หลังเดินมาได้ไม่ไกลก็พบบุรุษร่างสูงหลี่เหย่ซูที่มารออยู่ก่อนแล้วทั้งสองหันมองกันโดยไม่ต้องพูดอะไรมาก ก่อนจะเดินลงต่อไปจนถึงจุดนัดหมายที่นั่นหลินเล่อยวนยืนรอพร้อมม้าสองตัวแสงตะเกียงที่เขาถือส่องให้เห็นรอยเหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผากบ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อย
ฟ่านหนิงจึงถามขึ้นทันที “เรื่องรถม้าจัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
หลินเล่อยวนผงกศีรษะหนักแน่น “เรียบร้อยแล้วขอรับเอาออกจากทางขึ้นวัดหมดแล้ว”
หญิงสาวยกยิ้มพอใจ “ดี! เดี๋ยวพอพวกเจ้าส่งข้ากลับบ้านร้างที่เชิงเขาพวกเจ้าสองคนรีบขึ้นมาเก็บทุกอย่างให้หมดอีกที อย่าให้เหลือแม้แต่เศษไม้” ฟ่านหนิงออกคำสั่ง เพราะตนรู้ดีว่าถ้าปล่อยหลักฐานทิ้งไว้หานอี้เหอเจอถังหลันชิงเมื่อไรจะต้องมาสืบเรื่องราวนี้ต่อแน่ๆแล้วก็มีอะไรหลงเหลือพวกนั้นจะต้องรู้ทันทีว่าเหตุการณ์เป็นการจัดฉากตัวเอกทั้งสองคนสืบเก่งเกินกว่าจะปล่อยวางใจได้
ทั้งสองหนุ่มพยักหน้ารับคำ ฟ่านหนิงจึงตวัดแขนเสื้อส่งสัญญาณ “เช่นนั้นก็กลับกันได้แล้ว”
หลังสิ้นคำหญิงสาวหลินเล่อยวนกับหลี่เหย่ซูพลันก้าวฉับรวดเร็วสองทั้งตวัดกายขึ้นม้าคนละตัวไม่รั้งรอแสงตะเกียงในมือหลินเล่อยวนสะท้อนให้เห็นเค้าโครงใบหน้าคมเข้มของทั้งคู่เด่นชัดในความมืดแล้วทั้งสองก็หันกลับมามองฟ่านหนิงพร้อมๆ กัน
ดวงตาที่มองมาทั้งสองคู่ทำให้ฟ่านหนิงเงยหน้าขึ้นมอง “เอ้...”นางพลันนึกขึ้นได้ แบบนี้ก็แปลว่านางต้องขึ้นซ้อนม้าไปกับคนใดคนหนึ่งไม่ใช่หรือ! เพื่อจะกลับลงเขาให้ทันก็ไม่มีทางเลือกอื่นใบหน้าของนางถึงกับเหยียดค้างเล็กน้อย จะเลือกนั่งกับใครนางก็ไม่อยากทั้งสิ้นมันออกจะใกล้ชิดเกินไปสำหรับสตรีเช่นนาง
ฟ่านหนิงมาถึงตอนนี้จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้หลินเล่อยวนถึงเอ่ยถามอย่างกังวลย้ำๆว่าจะพังรถม้าจริงๆ หรือ เพราะเรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นปัญหาใหญ่อยู่ไม่น้อย