อีกหนึ่งเดือนให้หลัง เฟิงหลี่เฉียงในฐานะจ้วงหยวนจึงได้เข้าทำงานที่ฮานหลินหยวน ซึ่งเป็สถาบันที่มีเกียรติมีเพียงบัณฑิตที่มีความสามารถสูงเท่านั้น จึงจะเข้าทำงานที่นี่ได้
ฮานหลินหยวนก่อตั้งขึ้นในราชวงศ์ถังมีระบบการคัดเลือกสมาชิกและความรับผิดชอบงานอย่างเข้มงวด ในยุคจีนโบราณนั้นนักวิชาการหรือบัณฑิต จัดว่ามีสถานะทางสังคมสูงสุด และเป็ตัวแทนของกลุ่มชนชั้นสูงพวกเขามีความเป็เลิศในด้านวรรณกรรม และยังสามารถเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจสูงสุดในราชสำนักมีส่วนร่วมได้ในงานสำคัญและกิจการทางการเมือง พวกเขาจึงมีอิทธิพลต่อการเมืองและวัฒนธรรมของจีนโบราณมาตลอดหลายคนกลายเป็อัครเสนาบดีที่คอยช่วยเหลือฮ่องเต้และบริหารประเทศด้วย
เมื่อเฟิงหลี่เฉียง เข้ามาทำงานที่นี่ เขาได้รับตำแหน่งแรกเป็บัณฑิตฝึกหัด ชั้น 6 ขั้น 1 ซึ่งเป็ตำแหน่งแรกสุดของผู้ที่ผ่านการสอบจอหงวนในระดับสูงสุดหรือจินซื่อถ้าเทียบกับวุฒิการศึกษาในปัจจุบัน ก็คือ ปริญญาเอก และคนที่ได้คะแนนสูงสุดมักจะทำงานแรกด้วยการรับราชการที่ฮานหลินหยวน
ฮานหลินหยวนนั้นก่อตั้งโดยจักรพรรดิซวนจง สมัยนั้นเมืองหลวงอยู่ที่เมืองฉางอันหรือซีอานในปัจจุบันเป็แหล่งรวมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ที่ไม่ใช่แค่นักวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีทั้งนักดนตรีและแม้แต่นักกายกรรมด้วย
ในภายหลัง บทบาทของฮานหลินหยวนเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็แหล่งรวมของคนหลากหลายอาชีพ ได้กลายมาเป็สถาบันสำหรับบัณฑิตที่เป็ที่ปรึกษาระดับสูงให้กับจักรพรรดินักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งในการปกครองและใกล้ชิดกับจักรพรรดิได้ บางคนกลายเป็ที่ปรึกษาสำคัญในสำนักราชเลขาธิการ บางคนกลายมาเป็เสนาบดีหรือเ้ากรมของกระทรวงสำคัญต่างๆและหลายคนทำงานให้กับหน่วยงานที่เน้นเื่วรรณกรรม และกฎหมายต่างๆ
ฮานหลินหยวนมีความหมายว่าเป็วิทยาลัยแห่งวรรณกรรม และถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึงสถาบันการศึกษาแห่งป่าดินสอหรือพู่กันสำหรับใช้เขียนนั่นเอง ที่นี่ ผลิตนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมาั้แ่ยุคแรกเช่น กวียุคถังผู้ยิ่งใหญ่ คือ ไป่จูอี้ และ ซูซี (ซูตงโป)
ในยุคราชวงศ์ซ่งบทบาทของบัณฑิตจากฮานหลินหยวนถูกลดลงไป กลายเป็สถาบันที่ทำงานด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมเพื่อไม่ให้มีบทบาทในการเมืองการปกครองมากเกินไป จนในยุคของราชวงศ์หยวน ที่เป็ชาวมองโกลมีการสร้างสถาบันแบบเดียวกันเพื่อแปลภาษามองโกเลียและจีน และให้ฮานหลินหยวนดั้งเดิมมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมจีนฮั่น
ส่วนในยุคราชวงศ์ินี้ นักวิชาการหรือบัณฑิตฮานหลินหยวนทำหน้าที่เป็ที่ปรึกษาและเลขานุการที่ใกล้ชิดของจักรพรรดิ บางคนทำหน้าที่เป็อาลักษณ์หลวงจดบันทึกบันทึกถ้อยคำและการกระทำของจักรพรรดิในแต่ละวันเพื่อเป็บันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ บางคนทำหน้าที่ร่างและรวบรวมราชโองการ บางคนเป็ครูอาจารย์สอนหนังสือให้กับสมาชิกราชวงศ์และขันทีในพระราชวัง[1] บัณฑิตบางคนทำหน้าที่ตีความหนังสือขงจื๊อคลาสสิกให้มีความหมายแบบใหม่เรียบเรียงบันทึกทางประวัติศาสตร์ จัดทำสารานุกรม ชำระกฎหมาย และศาสนา
ในตอนนี้จินชื่อที่ได้อันดับคะแนนสูงสุด จึงได้เข้าทำงานที่ฮานหลินหยวนและบางคนไปทำงานเป็บัณฑิตที่หน่วยงานอื่นได้ด้วยเช่นกัน
แต่เฟิงหลี่เฉียง จอหงวนอันดับหนึ่งคนนี้กลับมีชีวิตการทำงานในฮานหลินหยวนที่แตกต่างออกไป
ในวันแรกของการทำงาน เฟิงหลี่เฉียงเดินมาจากบ้านของเขาที่อยู่เขตรอบนอกตอนนี้เขาอาศัยอยู่บ้านเช่าคนเดียวแล้ว ทั้งแม่ น้องสาว และลู่ปู่ กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านหลานเถียนและนำรถวัวลากกลับไปด้วย เฟิงหลี่เฉียงไม่คิดจะจ้างใครมาช่วยขับรถให้และยังไม่มีเงินจะซื้อรถลากด้วย เขาจึงใช้วิธีการเดินจากบ้านมายังที่ทำงานโชคดีที่เขามีวรยุทธ์ จึงมีร่างกายแข็งแรงมากกว่าคนทั่วไป และการเดินไปกลับนั้นยังถือว่าเป็การออกกำลังสำหรับเขาด้วย
เด็กหนุ่มเดินไปถึงพระราชวัง พร้อมกับยื่นป้ายไม้ให้ทหารยามด้านหน้าเมื่อเห็นว่าเขาเป็บัณฑิตใหม่ ทหารยามจึงให้เขาผ่านเข้าไป และบอกทางไปฮานหลินหยวนที่ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของพระราชวังต้องห้ามแห่งหนานจิง เพื่อให้สะดวกต่อการทำงานด้านเอกสารให้พระจักรพรรดิ
ตลอดทาง เขาเดินผ่านหน่วยงานที่ตั้งอยู่ภายในพระราชวังบางแห่งตั้งอยู่ฝั่งเดียวกับฮานหลินหยวน นั่นคือ สำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการหอสมุดหลวง หอเก็บพระราชสาส์น สำนักจดหมายเหตุ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานของทหารรักษาพระองค์ที่อยู่เขตพระราชฐานชั้นในของวังหลวงด้วย
เฟิงหลี่เฉียงเดินเข้าไปยังประตูด้านหน้าของฮานหลินหยวนเขาสอบถามทหารที่เฝ้ายามด้านหน้า และเดินตรงไปยังอาคารแห่งหนึ่งซึ่งเป็ที่ทำงานของเขาก่อนจะทำงาน เขาจะต้องไปรายงานตัวกับหัวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็บัณฑิตฮานหลินแล้วซึ่งก็คือ หลิวเสวี่ยเทียน วัย 35 ปี ที่มีบุคลิกคงแก่เรียน ตามลักษณะของบัณฑิตทั่วไป
เมื่อแนะนำตัวกันแล้วเขาพาเฟิงหลี่เฉียงไปยังห้องทำงานรวมสำหรับบัณฑิตฝึกหัด ในนั้นมีบัณฑิตฝึกหัดอีกสองคนกำลังทำงานอยู่คนแรก คือ หวายฉางหรง อายุ 40 ปี และหลี่เว่ยกวง อายุ 32 ปี ทั้งสองเป็จินชื่อเช่นกันและเข้ามาทำงานก่อนเฟิงหลี่เฉียงได้ 3-4ปีแล้ว และในตอนนี้ยังคงเป็บัณฑิตฝึกหัดอยู่
ที่ฮานหลินหยวนมีการแบ่งออกเป็ แผนกงานพิธีการและการจดบันทึกที่รับผิดชอบการร่างพระราชโองการและเอกสารราชการสำคัญ จัดทำบันทึกเหตุการณ์ประจำวันของราชสำนักดูแลการเขียนประกาศและคำสั่งต่างๆ ของจักรพรรดิ จดบันทึกคำพูดและพระราชกรณียกิจของจักรพรรดิและตรวจสอบความถูกต้องของภาษาในเอกสารราชการทั้งหมดคนที่ทำงานนี้มักเป็บัณฑิตฮานหลินหยวนที่มีตำแหน่งสูงขึ้นไปแล้วและมักจะทำงานอยู่ใกล้พระจักรพรรดิ
แผนกต่อมา คือ งานวรรณกรรมและการตรวจแก้บัณฑิตที่ทำงานนี้ จะรับผิดชอบในการรวบรวมและจัดเก็บวรรณกรรมสำคัญ ตรวจแก้และปรับปรุงตำราต่างๆให้มีความถูกต้อง ดูแลห้องสมุดหลวงและคลังเอกสารของราชสำนัก จัดทำและรวบรวมบทกวีของราชสำนักและควบคุมการพิมพ์และเผยแพร่เอกสารทางการ
แผนกที่สาม คือ แผนกศึกษาและการสอบ มีหน้าที่จัดการศึกษาและอบรมให้แก่ขุนนางในราชสำนักดูแลการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการระดับสูง ศึกษาและตีความคัมภีร์ขงจื๊อและวรรณกรรมโบราณให้คำปรึกษาด้านประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมโบราณแก่จักรพรรดิ และจัดทำประวัติศาสตร์ราชวงศ์และบันทึกเหตุการณ์สำคัญ
สำหรับเฟิงหลี่เฉียง เขาทำงานอยู่ในแผนกที่สอง คืองานวรรณกรรมและการตรวจแก้ หลิวเสวี่ยเทียน ซึ่งเป็ทั้งพี่เลี้ยงและหัวหน้างานแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน และอธิบายงานว่า “พวกเรา บัณฑิตจากฮานหลินจะรับใช้ฮ่องเต้และขึ้นตรงต่อพระองค์ เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ยังมีหน้าที่ช่วยร่างพระราชโองการช่วยดูแลฎีกาและรายงานต่างๆ ที่จะทูลถวายฮ่องเต้ และยังไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมและเอกสารสำคัญต่างๆที่หน่วยงานอื่นได้อีกด้วย”
เฟิงหลี่เฉียงตั้งใจฟังถึงแม้ว่าเขาจะรู้ข้อมูลนี้มาก่อน แต่การขัดคอหัวหน้าั้แ่วันแรกที่มาทำงานไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ จากนั้นเขาจึงถามว่า “แล้วหน้าที่ของข้าในตอนนี้ มีอะไรบ้างขอรับ”
หลิวเสวี่ยเทียนบอกอย่างเคร่งขรึมว่า“โดยทั่วไปแล้ว บัณฑิตฝึกหัดจะถูกมอบหมายงานให้ บางครั้งก็ฝึกเขียนบันทึกและเอกสารต่างๆโดยเฉพาะการเรียนรู้วิธีเขียนและจัดทำเอกสารราชการ เช่น ร่างพระราชโองการ กฎหมายและหนังสือตำราต่างๆ ด้วย”
เขาหันไปทางหวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวง ที่กำลังทำงานที่โต๊ะของตัวเอง“อย่างสองคนนี้ กำลังทำงานเกี่ยวกับการรวบรวมโคลงกลอนและศึกษาตำราเกี่ยวกับปรัชญาของท่านนักปราชญ์เม่งจื๊อ”
“ส่วนเ้านั้น” หลิวเสวี่ยเทียนพูดกับเฟิงหลี่เฉียงว่า“ข้าได้ยินมาว่ าเ้ามีความรู้ด้านการทหารข้าจึงจะมอบหมายให้เ้าศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมการทหารและการทำศึกในยุคต่างๆ”
เด็กหนุ่มพยักหน้า และถามว่า“ท่านจะให้ข้าศึกษายุคไหนบ้างขอรับ”
หลิวเสวี่ยเทียนคิดสักพัก ก่อนถามเหมือนลองเชิงว่า“เ้าคิดว่ายุคไหนสำคัญบ้างล่ะ”
เฟิงหลี่เฉียงคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า“ข้าจะเน้นไปที่ชายแดนขอรับ แต่ยุคไหนต้องขอดูความสำคัญก่อน”
ที่จริงแล้ว หลิวเสวี่ยเทียนไม่ได้บอกเด็กหนุ่มว่าในตอนนี้ ฮ่องเต้หย่งเล่อมีพระบัญชาให้ราชบัณฑิตกว่าสองพันคนช่วยกันเขียนสารานุกรมหย่งเล่อหรือ หย่งเล่อต้าเตี่ยน ที่เป็รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจีนั้แ่ยุคโบราณมาจนถึงราชวงศ์ปัจจุบันในนั้นจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเกษตรกรรม ศิลปะ ดาราศาสตร์ การละคร ธรณีวิทยาประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การแพทย์ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ศาสนา เทคโนโลยี และปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แปลกประหลาดซึ่งฮานหลินหยวนเป็แม่งานในการจัดทำครั้งนี้ และจะต้องใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมข้อมูลและการเขียนตามประวัติศาสตร์พบว่า สารานุกรมนี้ใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการเขียน และมีจำนวนม้วนเอกสารถึง22,937 ม้วนหรือบท และได้ชื่อว่าเป็สารานุกรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ถูกทำลายและสูญหายไปจนในปัจจุบัน มีเหลือเพียง 400 กว่าฉบับเท่านั้น
เมื่อสั่งงานเสร็จหลิวเสวี่ยเทียนก็เดินออกไปจากห้อง ทำให้ในห้องเหลือเพียงบัณฑิตฝึกหัด 3 คน และห้องข้างๆจะเป็ห้องสำหรับเ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยอยู่อีกห้อง เฟิงหลี่เฉียงเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขาที่หัวหน้าชี้ให้นั่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอีกสองคน พวกเขาทำงานกันไปเงียบๆ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตนเองถูกทั้งสองคนคอยจับตามองอยู่แต่เขาก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้และยังคงทำงานที่หลิวเสวี่ยเทียนมอบหมายให้
ในที่สุด ก็ได้เวลาอาหารกลางวันหวายฉางหรงและหลี่เว่ยกวงลุกขึ้น และพากันเดินออกไปข้างนอก โดยไม่ได้ชักชวนบัณฑิตใหม่ให้ไปกินข้าวด้วยเฟิงหลี่เฉียงก็ไม่ได้โง่ จนไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้ น่าจะไม่ชอบหน้าเขา ซึ่งก็ยังตอบไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
เด็กหนุ่มเดินออกไปหาอาหารกลางวันกินเขาไม่ได้ห่ออาหารมา เพราะยังไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีอาหารขายหรือไม่ เขาจึงเดินออกไปนอกสถาบันมองหาสถานที่ที่เขาจะซื้ออาหารกินได้ เมื่อสอบถามเ้าหน้าที่ในนั้นพวกเขาแนะนำให้ไปที่โรงอาหารหลวงซึ่งมีอาหารขายในนั้นมีข้าราชการและบัณฑิตจากฮานหลินนั่งกินข้าวอยู่หลายคนโดยปกติแล้วข้าราชการที่มีตำแหน่งสูง จะมีคนนำอาหารมาให้จากบ้านหรือมีลูกน้องซื้ออาหารมาให้ ส่วนข้าราชการตัวเล็กๆอย่างเฟิงหลี่เฉียงซึ่งไม่มีทั้งครอบครัว คนรับใช้ และเงินเดือนมากก็ต้องห่ออาหารมากินเอง หรือมาซื้อหาอาหารกินข้างนอกแบบในตอนนี้
[1] ในบางยุค ฮ่องเต้ไม่ให้ขันทีรู้หนังสือ เพื่อป้องกันไม่ให้ขันทีมีอำนาจเพราะขันทีอยู่ใกล้ชิดจักรพรรดิ จึงรู้ข้อมูลที่สำคัญมากมาย