บทที่ 19
เกิดเื่ที่ตลาดปลา
“ว่าไงป้า...จะจ่ายค่าที่ดีๆหรือจะหยุดขายวันนี้เลย”
“จ้าๆๆๆ....ป้าจ่ายแล้วป้าจ่ายแล้วก็ได้ ยังไม่ถึงวันเลย เ้ามาทวงข้าซะแล้ว”
“หรือว่าป้ามีปัญหา?หา!!!” ชายร่างใหญ่ทะมัดทะแมงสวมชุดหนังสีดำรอบต้นแขนซ้ายและขวามีโลหะหนามแหลมสีทองข้างละ 4ชิ้นประดับอยู่ หวีผมเสยไปด้านหลัง อายุไล่เลี่ยกับครุยุทธ์คู่แฝด
ด้านหลังมีชายอีก 2 คนอายุพอๆกันท่าทางบ่งบอกว่าเป็ลูกสมุนแสดงความกร่างไล่หลังลูกพี่ พ่อค้าแม่ค้าต่างก็หน้าถอดสีจำต้องควักเงินเตรียมไว้ให้อย่างช่วยไม่ได้
“อะไรกันเนี่ย? ยังไม่ถึงวันกำหนดจ่ายค่าเช่า วันนี้จะมาเก็บเื่อะไรกัน?”
“ใช่สิเพิ่งจะต้นเดือนขายก็ใช่ว่าจะดี...ยังจะมาไถก่อนกำหนดอีกนะ”
ชายร่างใหญ่พูดเสียงดังแต่ไม่ได้เกรี้ยวกราดน้ำเสียงแทบจะกลายเ)นอ้อนวอนด้วยซ้ำ “วันนี้เป็วันพิเศษคุณหนูเธียรธวัชจะไปโรงเรียนฌานยุทธ์ขั้นต้นของโรงเรียนมหรรณพาลัยพ่อแม่พี่น้องจะไม่ช่วยกันสนับสนุนเงินทุนให้คุณหนูของเราติดตัวไปสักหน่อยหรือ?ไม่ต้องมาก แค่ครึ่งหนึ่งของค่าเช่าก่อน...แล้วส่วนที่เหลือไว้ถึงสิ้นเดือนค่อยจ่าย..ว่ายังไง?ตกลงไหม? ฮ่าๆๆๆ ขอโทษๆ ข้าทำพวกท่านใ!”
แต่ละคนส่ายหัวไม่ค่อยอยากจ่ายแต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ เพราะเวลาที่ชายหนุ่มคนนี้มาก็จะทักทายเสียงดังแต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรกับพ่อค้าแม่ค้าทุกคนรู้ดีว่าตลาดแห่งนี้เจริญและสวยงามขึ้นก็ฝีมือของคหบดีสกุล ‘มัจฉาชาติ’
เสียงเล็กๆดังสวนขึ้นจากด้านหลัง “พอๆๆๆ พอได้แล้ว!!ยังไม่ถึงสิ้นเดือน พวกเ้าก็มาแกล้งพวกเขากันอีกแล้ว!”
เสียงทักทายของพ่อค้าแม่ค้ากล่าวทักทายคุณหนูจากต้นตลาดไล่ตามมาเรื่อยๆ“พอได้แล้วน่าพี่ลักษณ์ข้าไม่ได้เดือดร้อนอะไรขนาดนั้น...อย่าแกล้งลุงป้าน้าอาแบบนี้เลย คืนๆๆ”

“แหะๆๆๆ คณหนูครับมันจะดีหรือครับ มีเงินติดตัวไว้มากหน่อยอุ่นใจนะครับ!”
“ไม่ต้องล่ะท่านพ่อกับท่านแม่ให้มามากพอแล้ว แล้วข้าก็ไปเรียน ไม่ได้ไปเที่ยวแค่พอใช้ก็พอแล้ว” เด็กน้อยร่างสูงเพรียว ไว้ผมยาวใบหน้าเกลี้ยงเกลาคล้ายผู้หญิงแต่งกายชุดสีฟ้าอ่อน มีลายเส้นสีทองแซมบางส่วนของเสื้อ ทำให้ดูมีราคาสูงส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บริวารกระทำ
“พวกเ้าส่งข้าแค่นี้ก็พอ... ที่เหลือข้าเดินไปเอง ขอชมตลาดสักวันให้พอใจคงอีกนานกว่าที่ข้าจะกลับมาเจอพวกเ้าอีก”
“ไม่ดีกระมังครับคุณหนู!เดี๋ยวท่านมีนทราบ พวกข้าจะโดนตำหนิเอาได้น่ะสิครับ!”
คุณหนูเธียรธวัชส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ก็คงต้องเลยตามเลย เขาถูกเลี้ยงดูแบบไข่ในหินเมืองถึงเวลาเด็กน้อยที่อายุไม่กี่ขวบจะต้องเดินทางต่างบ้านต่างเมืองเพียงคนเดียวคนเป็พ่อเป็แม่ก็ย่อมเป็ห่วงกันทั้งนั้น ถ้ามีฐานะก็คงไม่ลำบาก แต่กับปราณโอฬารปฐี มิได้เป็เช่นนั้นเลย!
“คุณหนูเธียรธวัชมัจฉาชาติ บุตรคนสุดท้องของคหบดีมีนและแม่นางสุภัสสร มัจฉาชาติเ้าของตลาดเมืองน้ำโพสองแคว และยังเป็เ้าของกิจการนำเข้าปลาน้ำจืดอีกด้วยนะ” แสงอธิบายให้ปราณเข้าใจ

แสงกับขรรค์เดินทางท่องอาณาจักรไชยครามผ่านเมืองสำคัญๆ ของอาณาจักรมากมาย จนสุดท้ายก็มาเจอปราณที่เมืองเชียงคลองเมืองเล็กๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ปัจจุบันแทบจะลบเลือนไปแล้วยิ่งเชียงคลองขาดแคลนนักฌานยุทธ์ ยิ่งเป็เมืองที่ถูกลืมโดยง่าย
“ข้าสองคนเคยแวะพักอยู่ที่เมืองนี้เป็เมืองแห่งปลาจริงๆ ถ้าจะมาทานปลากัน เมืองนี้แหละ มีให้เลือกหลากหลายเลย”ขรรค์พูดถึงอาหารการกินแล้วก็กลืนน้ำลายลงคอ ปราณสังเกตเห็นอาการก็นึกได้ว่าเขาและสองพี่น้องยังไม่ได้ทานอะไรกันเลย ั้แ่ออกเดินทาง
“ถ้าพี่ขรรค์ว่าปลาเมืองนี้มีหลากหลายทำไมเราไม่ลองชิมกันสักหน่อย...ใกล้จะเย็นแล้วเดี๋ยวหมดแรงกันพอดี”
ขรรค์ยิ้มแห้งๆมองหน้าแฝดผู้พี่แล้วก็พยักหน้า
“ตอนนี้ข้าพอมีรายได้แล้วให้ข้าได้เลี้ยงพี่สองคนเป็การตอบแทนเื่เมื่อ่บ่ายก็แล้วกัน”
“เออ...”
“ไม่ต้องเอออ้าหรอกพี่ขรรค์!...ตอนนี้เราก็เหมือนเป็พี่น้องกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจข้า ขอให้ข้าได้ตอบแทนอะไรพี่สองคนบ้าง”
“ขอบใจเ้ามากนะปราณ...ถ้าอย่างนั้นข้ากับขรรค์ไม่เกรงใจล่ะนะ”
แสงเดินนำหน้าตรงไปสักพักก็เลี้ยวซ้ายเดินไปยืนหน้าร้าน“ราชครูปลาหม้อไฟ” “ร้านนี้ท่าทางจะอร่อยคนรอกันแน่นเลย...นั่นๆ ด้านในมีโต๊ะว่าง เรารีบเข้าไปดีกว่า!”
“ไม่ธรรมดาจริงๆแฮะ!ข้าเพิ่งจะเห็นร้านที่มีคนเข้าเยอะขนาดนี้”
“สวัสดีครับ!! มากัน 3 ท่าน เชิญด้านในเลยครับ ด้านในว่าง ส่วนด้านนอกลูกค้าซื้อกลับกันครับ...”
บริกรร่างท้วมคาดผ้ากันเปื้อนสีขาวสะอาดผายมือเชื้อเชิญทั้งสามให้เดินตามมานั่งด้านใน “ที่นี่ปลาน้ำจืดของเราสดๆเป็ๆ จะต้มนี่งผัดทอดยำ เราบริการได้ทุกเมนูครับ”
“ข้ายังไม่เคยทานปลาหม้อไฟขอมาหนึ่งที่แล้วกัน”
“ที่ร้านมีเมนูอะไรขึ้นชื่อบ้างล่ะพี่ชาย”
ยังไม่ทันที่พี่ชายบริการจะแนะนำเมนูเด็ดประจำร้านก็มีเสียงเอะอะโวยวายด้านนอกเกิดขึ้น
“เฮ้ย!!! มีปัญหาหรือไงวะ?พวกแกรู้ไหมว่าข้าเป็ใคร?”
“แกจะมาทำแบบนี้กับคุณหนูไม่ได้นะโว้ย!”
ร่างของคุณหนูเธียรธวัชนอนกลิ้งอยู่กับพื้นร้องโอดโอย ลักษณ์คนดูแลตลาดและสมุนอีก 2 คนพุ่งหมัดเข้าหาชายแปลกหน้าอย่างรวดเร็ว...
ชายแปลกหน้าหลบวิถีหมัดของเด็กหนุ่มทั้งสามและะโเตะตวัดขาทั้งสองขาเป็รัศมีครึ่งวงกลมโดนใบหน้าคนทั้งสามร่วงกราวสู่พื้น “ฝีมือมีกันแค่นี้เองหรือ?เป็แค่สามัญชนอย่ามาทำเก่งกับนักฌานยุทธ์อย่างข้า!”
“ไอ้คนนี้มันกินแล้วไม่จ่ายมันอ้างว่าเป็นักฌานยุทธ์จากสมาพันธ์ภูติฌานิญญายุทธ์ ใครกล้าเก็บเงินมันมันจะเอาถึงตาย!!!”
“นักฌานยุทธ์! ทำไมถึงโฉดชั่วกันแบบนี้นะแล้วนี่คุณหนูโตขึ้นจะไม่โฉดชั่วแบบนี้หรือเนี่ย?” เสียงลุงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นดังๆผู้คนเริ่มพูดในทางเสียหายเริ่มไม่ค่อยอยากคุณหนูของพวกเขาเป็นักฌานยุทธ์เสียแล้ว
“นักฌานยุทธ์ไม่ได้เลวแบบเ้าคนนี้เสมอไปนะครับท่านลุง!”ปราณวิ่งออกมาหน้าร้าน ทุกสายตาหันมองเด็กน้อยรูปร่างสูงหุ่นกำยำการแต่งกายธรรมดาแต่มีความสง่างาม ด้านหลังมีชายหนุ่มคู่แฝดเดินตามออกมา... “ข้าก็เป็นักฌานยุทธ์ ไม่เคยมีความคิดที่จะเอาความเก่งกล้าเหนือคนอื่นมาใช้ทำร้ายคนอื่นแบบนี้”
“เ้าเป็ใคร? จู่ๆ เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเื่ของข้า ไอ้เด็กตัวกระเปี๊ยกแค่นี้กล้าพูดแบบนี้ได้ยังไง? แกรู้ไหมว่าสมาพันธ์ภูติฌานฯมีอำนาจมากแค่ไหนในอาณาจักรแห่งนี้...”
“สมาพันธ์ภูติฌานฯไม่ได้เลวร้าย คนต่างหากที่กระทำเลวร้ายอ้างชื่อเสียงของสมาพันธ์ฯ ให้แปดเปื้อน”แสงกำหมัดแน่น เพราะเขาเองก็เคยกระทำตัวไม่ดีเช่นนี้มาก่อนแต่กว่าจะสำนึกได้ก็เกือบตาย...
หลายคนพอได้เป็นักฌานยุทธ์พลังอำนาจความพิสดารอยู่เหนือคนธรรมดาจึงเกิดความละโมบแปรเปลี่ยนร่างกายและจิตใจให้กลายเป็โจรถ้าไม่ควบคุมฌานหรือบำเพ็ญสมาธิควบคู่ไปด้วย ย่อมทำให้พลังพิเศษที่ตนมีสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นท่านลุงจึงสอนปราณให้ฝึกฝนสมาธิทุกครั้งหลังการฝึกพลังฌานยุทธ์เพื่อควบคุมจิตใจด้านมืดมิให้โผล่ออกมา