ภายในร้านอาหารฝรั่งเศสคุณดารากรรับคำเชิญหม่อมหลวงภาวดีมาร่วมรับประทานมื้อค่ำพร้อมลูกหญิงชายของทั้งคู่คุณดารากรสังเกตเห็นลูกสาวหงอยเป็บัวหุบั้แ่กลับจากบ้านสิรินเภตราทั้งที่เมื่อเช้ายังยิ้มหน้าบานว่าพี่อ้วนจะมาคนเป็แม่ไม่ชอบใจนักที่ทุกข์สุขของลูกสาวฝากไว้กับชายหนุ่มหมด ขณะน้องแพมเลือกสั่งอาหารเธอชวนเขาคุย
“อ้วนกลับไปภูเก็ตที่เคยอยู่ตอนเด็กเป็ยังไงบ้างจ๊ะอยู่คนเดียวเหงาไหม”
“ไม่ถึงกับเหงาครับมี...”
“มีงานเต็มมือตาอ้วนไม่มีเวลาเหงาหรอก”คุณหญิงสอดขึ้นด้วยกลัวเื่ลูกสาวบ้านรังษิภักดีจะเข้าหูเพื่อน
คุณดารากรถามไถ่ถึงงานที่นั่นต่อเมื่อได้ยินว่าขั้นต้นนี้ชายหนุ่มตั้งใจจะอยู่ภูเก็ตไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีเธอเลิกคิ้วถามเสียงสูง
“ถึงปีงานยังไม่ลงตัวอ้วนก็จะอยู่นานกว่านั้น?”
“เข้าทำพอรู้ระบบบริหารระบบพนักงานก็กลับมาประจำที่นี่จ้ะ”
คุณหญิงรีบพูดดักไว้ก่อนตอนนั้นเองหญิงคนหนึ่งเดินผ่านโต๊ะที่ทั้งสี่นั่ง เลยไปได้หน่อยก็ถอยกลับมาทัก
“อ้าวอ้วนจริง ๆ ด้วย พี่คุ้นว่าใช่ั้แ่เห็นหลังไว ๆ ตรงหน้าลิฟต์”
คนที่โต๊ะมองไปพร้อมกันภารินธรแนะนำหญิงวัยสี่สิบกว่าคนนั้นว่าชื่อคุณกุลธิราเป็นายจ้างตอนเขาทำงานที่ร้านอาหารไทยในอังกฤษ เ้าของร้านสนเท่ห์เพราะมองปราดเดียวก็รู้ว่าทั้งโต๊ะเป็คนสังคมชั้นสูงสีหน้าคุณหญิงไม่ต่างกันเพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกชายทำงานพิเศษ ก่อนลาไปอดีตนายจ้างกล่าวชื่นชมลูกชายต่อมารดาของเขาว่าเธอโชคดีมีลูกรู้จักพึ่งลำแข้งตัวเองั้แ่เรียนหนังสือ ไม่รักแต่สบายสมัยนี้หายาก
หลังอาหารผู้ใหญ่แยกไปเพื่อให้หนุ่มสาวหาที่นั่งจิบเครื่องดื่มฟังเพลงแจ๊ซเบาๆ กันต่อ แต่พออยู่ลำพังสองคนน้องแพมขอตัวกลับบ้านเลย ระหว่างนั่งรถไปด้วยกันพี่อ้วนดูใจลอยคิดถึงเื่อื่นเมื่อกลางวันเธอไปรับเขาที่สนามบิน เขาแปลกใจเล็กน้อยตอนเธอโบกมือทักเข้ารูดสายกระเป๋าคอมพิวเตอร์จากบ่ามาช่วยถือดันหลังเขาไปซื้อน้ำมะม่วงกระป๋องร้านที่คุณป้าหญิงสั่งมา
ระหว่างรอเธอรับสายคุณป้าซึ่งห่วงว่าอาจคลาดกันเพราะพี่อ้วนไม่รู้ล่วงหน้าว่าเธออาสาไปรับแทนคนขับรถพูดสายจบลองตบกระเป๋าคอมฯ รู้สึกนูน ๆ จึงเปิดดู...มีโทรศัพท์อยู่จริง ๆสีดอกไลแลคที่เห็นพี่อ้วนแอบซื้อ เขาลงใต้เสียก่อนและคงยุ่งจนลืมมอบให้แต่เธอก็รอมาถึงวันนี้ เมื่อพี่อ้วนกลับจากซื้อของรู้ว่าคุณป้าหญิงติดต่อไม่ได้ก็หยิบโทรศัพท์ที่ปิดจากบนเครื่องบินออกมาครั้นแน่ใจว่าเขาไม่ได้ซื้อเครื่องใหม่ไว้ใช้เอง โลกของเธอกลับสดใสขึ้นอีกครั้ง
ที่บ้านสิรินเภตราตอนพี่อ้วนไปคุยกับคุณตาอยู่ในห้องทำงานและคุณป้าหญิงไปสั่งงานแม่ครัวเธอตื่นเต้นอดใจรอไม่ไหวล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋าคอมฯ มาลองเปิดมีเสียงฝากข้อความอยู่ในเครื่องด้วย หรือพี่อ้วนจะทำเซอร์ไพรส์
เธอกดฟังอย่างตื่นเต้นยิ้มแก้มปริที่ได้ยินเสียงพี่อ้วนตามคาด
โทรศัพท์เครื่องนี้พี่ให้เอาไว้ใช้เมื่ออยากคุยหรือเจอพี่
ไม่ว่ายังไงเราไม่ควรขาดการติดต่อส่วนเื่นั้น
พี่คงทำตามที่ขอไม่ได้อย่าโกรธพี่เลยนะ...หนูจ้า
ความคิดหยุดลงกลางคันเมื่อถึงบ้านพิริยณรงค์พี่อ้วนยื่นของฝากให้ เธอหน้าม่อยมองผ้าบาติกที่รับมาคนให้รีบว่าของพื้นเมืองอาจไม่หรูอย่างแบรนด์เนมแต่น่ารักดีเขาช่างไม่รู้เลยว่าให้อะไรเธอก็ชอบทั้งนั้นแค่น้อยใจที่บางครั้งรู้สึกราวเป็คนอื่น เธอรู้ว่าพี่อ้วนเคยทำงานพิเศษก็จริงแต่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณป้าทำท่าเหมือนเพิ่งทราบจากอดีตนายจ้างของเขาวันนี้เอง
เข้าห้องส่วนตัวแล้วเธอปลดล็อกเกตจากสร้อยที่สวมอยู่มาเปิดช้าๆ พี่อ้วนกับรอยยิ้มน้อย ๆ ถูกเก็บอยู่ภายใน น้ำตารื้นขอบตาภาพวันสารภาพรักที่สนามบินฮีธโธว์หวนมา เธอยื่นมือไป พี่อ้วนบีบมือนั้นเบา ๆ ก่อนวางอีกมือลงทาบไม่มีอำนาจใดหยุดวินาทีนั้นไว้ได้ เขาถอนสองมือไปกุมไหล่เธออย่างนุ่มนวล
‘น้องแพมระหว่างเราไม่ใช่แบบนั้น’
การตัดสินใจหุนหันพลันแล่นจึงตามมาเธอสมัครไปฝึกงานที่นอร์เวย์ด้วยเชื่อว่าอยู่ไกลจะช่วยให้ตัดใจแต่เมื่อพบว่า่เวลาที่ไม่ได้เห็นหน้าเขานั้นแสนทรมานยิ่งกว่าจึงยกเลิกแผนการทั้งหมดเพื่อมาอยู่ใกล้... อย่างน้อยขอให้ได้อยู่ใกล้อย่างน้อยเธอคือคนใกล้ชิดเขาที่สุด ตอนกดฟังข้อความในโทรศัพท์สีไลแลค...หวังว่าเขาจะมอบให้เพื่อสื่อความหมายพิเศษถึงเธอเสียงพี่อ้วนกำลังบอกต่อเธอว่า เขาไม่ปรารถนาให้เธอพาตัวเองห่างออกไปจากชีวิตวินาทีนั้นราวได้กลับสู่โลกลอยล่องบนเมฆขาว
แต่แล้วชื่อผู้หญิงคนนั้นกระชากเธอตกลงมาเธอไม่เคยเห็นพี่อ้วนมีใครพิเศษ ทว่าชั่วเวลาไม่นานมีคนคนนั้นขึ้นมาเธอััได้จากน้ำเสียงที่เขาเรียก...หนูจ้า
เบญจญาภาสั่นสะอื้นไปทั้งตัวมือกำล็อกเกตแน่นดุจกลัวของรักจะหลุดลอย น้ำตาหยดลงวันแรกเข้าฝึกงานที่เอสทีถึงทราบจากคุณป้าว่าพี่อ้วนไม่ได้ประจำที่นี่แต่ไปภูเก็ตเธอซึมเซาอยู่หลายวันจนมารดาทักถาม วันก่อนกระวนกระวายเพราะติดต่อเขาไม่ได้กระทั่งกลางคืนพี่อ้วนรับสายด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลียจึงรู้ว่าไม่สบายปิดโทรศัพท์หลับพัก่หนึ่ง พี่อ้วนทำงานสองที่ท่าทางจะเหนื่อยแต่เท่าที่รู้เขารีบร้อนลงใต้ั้แ่กลับมาใหม่ ๆ
นอกจากไอโซราเพิร์ล พี่อ้วนมีใครสำคัญอยู่ทางโน้นหรือเปล่า...
เวลานั้นชายที่หญิงสาวคะนึงถึงกำลังพยายามข่มตานอนแต่ดวงตาเคืองขุ่นยังลอยวนเวียน เมื่อเช้ายายกอตซิลล่าพ่นไฟอาละวาดไล่เขาพลิกตัวไปมาพักใหญ่ในที่สุดคว้าโทรศัพท์มากดสัญญาณต่อสายติดและเพลงลูกทุ่งดังกระชั้นตามเขาหันซ้ายแลขวาเพราะเสียงฟังใกล้มาก ลุกจากเตียงตามเสียงไปถึงกระเป๋าคอมฯโทรศัพท์ที่ให้น้องอยู่ในนั้น
เขากดปิดสายงง ๆแกมขำ...มาหยอดคืนไว้ั้แ่เมื่อไหร่กลับไปเที่ยวหน้าเห็นทีต้องคุยกันให้รู้เื่นึกพลันเดินไปต่อสายโทรศัพท์ที่ริมหน้าต่างมองบานกระจกสะท้อนภาพหน้าจอเครื่องสีไลแลคบนเตียงส่งแสงแจ้งสายเข้า
หลังสัญญาณดังเขาพูดฝากข้อความที่๓ ถึงน้อง
นักเขียนบทมองเหม่อไปนอกหน้าต่างเหนืออ่าง หมุนฟองน้ำล้างจานฟองฟอดเต็มมือหล่อนยกมือเป่าฟองใส ๆ ลอยฟ่อง เรามือตก ต้องเรียก่เวลาอันรุ่งโรจน์กลับคืนมาคิดแล้วล้างมือลวก ๆ เช็ดชายเสื้อแผล็บ ๆ ถลาลงนั่งตรงข้ามแม่แก้วซึ่งปอกผลไม้อยู่ที่โต๊ะเ้าจ้าต้องระเห็จไปกินข้าวตลาดอีกมื้อเพราะแม่ยังกริ้วที่ไล่ตะเพิดคุณอ้วนตอนนี้เหมาะจะซักประวัติโดยละเอียดของสองบ้านที่หล่อนใคร่รู้ขึ้นมาติดหมัด
แม่แก้วเล่าว่าสามีจากไปแล้วถึงรู้เื่ที่ก่อนตายเขากำลังดิ้นรนแก้ปัญหาการเงินแต่คงถึงขาลงของตระกูลแล้วกระมัง คุณอู๋ป่วยร่อแร่มาระยะหนึ่งไม่ได้รับรู้หรือทันช่วยเพื่อนรัก ส่วนคุณจ่างหากไม่ถึงที่สุดไม่มีทางเอ่ยปากคงคิดว่ายังพอกู้สถานการณ์ได้ แต่มาด่วนลาโลกกลางคัน แม่เองก็ไม่สันทัดธุรกิจตัวเลขอะไรกับเขาจนในงานศพนั่นแหละ เ้าหนี้มารุมทวงเงิน หนำซ้ำเจอไอ้ทนายชั่วไม่เช่นนั้นคงเหลือสมบัติเป็ชิ้นเป็อันให้หนูจ้าบ้าง
“โดนทนายประจำตระกูลโกงเหรอแม่!”
“นั่นแหละมันอาศัย่แม่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกยักย้ายถ่ายเทไปได้หลายคิดแล้วก็ผิดที่ตัวเองด้วย มีความรู้ความสามารถเหมือนอย่างแม่ตาอ้วนลูกคงไม่ลำบากแบบนี้ เคยมีทนายดูเอกสารให้ก็ว่าฟ้องร้องคงยืดเยื้อชนะยากไอ้ทนายปลิ้นปล้อนแต่งหลักฐานแเี แม่เลยไม่ได้จัดการเก็บเรี่ยวแรงไว้เลี้ยงลูก เหลือบ้านหลังนี้กับไร่ก็อยู่กันมาสงบ ๆ”
“โมนล่ะแม่เมื่อก่อนนุ่นมาบ้านไร่ไม่เห็นเจอ”
“่ปิดเทอมมั้งเขาไปออกภาคสนาม”
“โมนมาอยู่นี่ั้แ่เมื่อไหร่รู้สึกเขาไม่รู้จักคุณอ้วนมาก่อนใช่ไหมแม่”
“ใช่จ้ะนึก ๆ ไปเหมือนเขาสวนกัน พี่อ้วนไปโมนก็มา”
แม่แก้วเล่าต่อไปว่าโมนมีศักดิ์เป็หลานห่าง ๆ ทางแม่ กำพร้าอยู่กับตายายหนูจ้ามาแต่เล็กหลังสองท่านสิ้นบุญโมนไปอยู่กับญาติทางพ่อ ทีแรกนั่นคุณจ่างรับส่งเสียแต่พอไม่อยู่แล้วก็ไม่ได้ช่วยเหลือค่าเรียนค่ากินอยู่อีก แม่เองก็วุ่น ๆ จนลืมจากนั้นญาติคงไม่ค่อยเต็มใจให้อยู่ด้วย วันหนึ่งไปงานบ้านญาติเห็นโมนซึม ๆ เศร้า ๆแม่ขายบ้านรังษิภักดีได้ราคาและเร็วกว่าที่คิดมาก คิดว่าล้างหนี้แล้วอยู่ประหยัด ๆคงพอประคับประคอง เลยรับโมนมาอยู่ด้วย ไหน ๆ คุณจ่างเมตตาส่งเสียมาแต่ต้นถือว่าช่วยสืบต่อบุญกุศลให้เขา และที่บ้านน่าจะมีผู้ชายสักคนด้วยก็ได้อาศัยโมนเป็หัวเรี่ยวหัวแรงงานไร่งานช่างในบ้านหนูจ้าก็ชอบไปช่วยจนเป็คู่หู ตอนนี้เป็คุณหนูของเ้าโมนอยู่คนเดียวใครแตะไม่ได้พวกเราก็อยู่กันไปตามสภาพ หนูจ้าออกจากโรงเรียนเก่ามาเข้าโรงเรียนรัฐบาลพอโมนเรียนจบปริญญาทางเกษตรก็ขอที่ไร่คืนจากผู้เช่ามาปลูกมะม่วงหิมพานต์เอง
คืนนั้นภายในเรือนพักที่ตั้งเยื้องไปทางหลังบ้านไร่ชายหนุ่มผู้อาศัยกำลังเปิดกล่องเล็ก ๆ หยิบโบสีเหลืองเรียบ ๆขึ้นลอยโบกลมตรงหน้าต่าง พิศริ้วผ้าบางพัดพลิ้วนานเท่าที่รำลึกถึงสาวน้อยผูกหางม้าหลังจากเขามาอยู่บ้านไร่แม่นายซื้อรถกระบะมือสองไว้ใช้เขาทำหน้าที่รับส่งนายจ้าไปโรงเรียนเพื่อนใหม่เห็นมีคนคอยเปิดปิดประตูรถให้ก็ล้อเลียนทำท่าเปิด ประตูรถในอากาศวาดแขนลงอย่างนอบน้อม‘เชิญคร้าบคุณหนู’ เ้าตัวแหวกกลุ่มเพื่อนที่หัวเราะกันคิกคักตรงมาปัดมือเขาซึ่งเปิดประตูรอ สั่งให้เลิกทำยี่เก ๆ แล้วขึ้นรถดึงประตูปิดเอง
เมื่อนายจ้าขึ้นชั้นมัธยมปลายเขาเป็นักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว วันนั้นยืนพิงข้างรถรอรับอยู่เช่นเคยเธอกำลังยืนคุยกับเพื่อนเขาชูโบเหลืองซึ่งเพิ่งซื้อมาเล็งยังปมผมที่รวบผูกเป็หางม้าประบ่านายจ้าเคยไว้ผมยาวที่สุดเพียงเลยไหล่มาหน่อยเวลานี้โบเส้นนั้นไหวตามลมล่องผ่านหน้าต่างอยู่ในมือ
โมนเก็บโบลงกล่องปิดฝาแล้วกำไว้แนบใจ