เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง หนักแน่นแต่ไม่เร่งรีบ เฟยหลงกับชิงหยวนสบตากันด้วยความตึงเครียดสุดขีด มือของชิงหยวนยังคงอยู่ที่ด้ามกระบี่ ไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว
“ใครน่ะ” หมอกู่ที่เพิ่งกลับเข้ามาจากหลังบ้านะโถามออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ ราวกับไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
—
“ข้าเอง หัวหน้าตี๋” เสียงชายวัยกลางคนตอบจากนอกประตู “ขอโทษที่มารบกวนดึกดื่นแบบนี้ แต่คืนนี้มีคนเห็นม้าแปลกหน้าสองสามตัวเดินเข้าหมู่บ้าน เ้าหน้าที่ตรวจตราเลยต้องไปเคาะทุกบ้านตามระเบียบ”
หมอกู่หันมามองเฟยหลงกับชิงหยวนอย่างรวดเร็ว สบตากันเพียงเสี้ยววินาทีราวกับส่งสัญญาณบอกให้ทั้งสองนิ่งเงียบและปล่อยให้นางจัดการเอง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทีสงบเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ “แค่คนไข้ฉุกเฉินสองคนที่พามาให้ข้ารักษา ไม่ใช่โจรผู้ร้ายอะไรหรอก หัวหน้าตี๋”
—
ชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลถือโคมไฟยืนอยู่หน้าประตู มองผ่านหมอกู่เข้ามาเห็นร่างคนเฝ้าก้นเหวที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ สีหน้าเปลี่ยนเป็เห็นใจทันที “โธ่ ขอโทษด้วยนะ ท่านหมอ ่นี้แถบูเาทางเหนือมีโจรป่ามาปล้นหมู่บ้านใกล้เคียงหลายครั้งแล้ว ทางการเลยสั่งให้ตรวจตราคนแปลกหน้าเข้มงวดขึ้น ไม่ได้สงสัยท่านหมอหรอกนะ”
“เข้าใจ” หมอกู่พยักหน้า “สองคนนี้เป็หลานของคนไข้เก่าข้า พาญาติที่าเ็มาจากป่ามาให้ข้ารักษา รีบมาไม่ทันแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านก่อน”
—
หัวหน้าตี๋เหลือบมองเฟยหลงกับชิงหยวนอีกครั้งด้วยสายตาสำรวจ ทั้งสองพยายามทำหน้านิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ทั้งที่หัวใจเต้นรัวอยู่ภายใน ชิงหยวนโค้งศีรษะให้เล็กน้อยอย่างสุภาพ ราวกับเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่กำลังกังวลเื่ญาติป่วยจริง ๆ
เฟยหลงพยายามควบคุมสีหน้าตัวเองให้นิ่งที่สุด แต่ลึก ๆ ในใจกลับนึกถึงคำเตือนของหัวหน้าหน่วยหออสูรราตรีที่ทิ้งไว้ก่อนจากไปอยู่ตลอด กลัวว่าทุกครั้งที่มีคนแปลกหน้าปรากฏตัว จะเป็สัญญาณว่าคำโกหกนั้นถูกจับได้แล้วจริง ๆ หัวใจที่เต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงตัวเองทำให้เขาต้องกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้สีหน้าเปลี่ยน
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ขอโทษที่รบกวน” หัวหน้าตี๋พยักหน้าเข้าใจ ก่อนหันไปพูดกับคนอื่นในกลุ่มตรวจตราว่าให้ไปบ้านถัดไป เสียงฝีเท้าและแสงคบไฟค่อย ๆ เลือนหายไปตามถนนในหมู่บ้าน
—
เมื่อประตูปิดสนิทลง เฟยหลงถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นด้วยความโล่งอก ลมหายใจที่กลั้นไว้พรั่งพรูออกมาพร้อมกันหมด ชิงหยวนถอนหายใจยาวเช่นกัน มือที่เกร็งอยู่ที่ด้ามกระบี่ค่อย ๆ คลายลง
“แค่โจรป่าธรรมดา ไม่ใช่หออสูรราตรี” ชิงหยวนพูดพลางยิ้มบาง ๆ เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมง “ดูเหมือนคำโกหกของข้าที่ปากซอกหินจะยังได้ผลอยู่จริง ๆ”
—
หมอกู่หัวเราะเบา ๆ เดินกลับมานั่งลงข้างแคร่ไม้ “หัวหน้าตี๋เป็คนตรงไปตรงมา ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเกินหน้าที่ ถ้าข้าบอกว่าไม่มีปัญหา เขาก็เชื่อโดยไม่ซักไซ้ต่อ อยู่ที่นี่มาหลายปีก็รู้จักนิสัยกันดี”
“ขอบคุณมากท่านหมอ” เฟยหลงพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้งจริงใจ “ท่านช่วยเราไว้อีกครั้งแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเื่ราวของพวกเราจริง ๆ คืออะไร”
หมอกู่โบกมือปัดคำขอบคุณทิ้งไป “คนเป็หมอเห็นคนาเ็แล้วต้องช่วย ไม่จำเป็ต้องรู้ทุกเื่ราวเื้ัก็ได้ บางทีการไม่รู้มากเกินไปก็ปลอดภัยกว่าสำหรับคนแก่อย่างข้าเหมือนกัน” นางยิ้มบาง ๆ ให้เฟยหลงก่อนหันไปดูอาการคนไข้อีกครั้ง
เฟยหลงรู้สึกแรงในตัวหมดไปกับความกลัวที่เพิ่งผ่านพ้น เขาพิงหลังกับผนังไม้แล้วหลับตาลงชั่วครู่ ภาพเหตุการณ์ทั้งคืนแล่นผ่านความคิดราวกับฝันร้ายที่ยืดยาวไม่รู้จบ ั้แ่การซ่อนตัวในซอกหิน ความลับเื่พ่อ รากปราณที่ถูกทำลาย ไปจนถึงพิษปริศนาที่หมอกู่เพิ่งเล่าให้ฟัง
—
เฟยหลงมองไปที่มือของตัวเองที่ยังสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านไป แล้วอดคิดไม่ได้ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยต้องหวาดกลัวการถูกจับได้แบบนี้มาก่อนเลย ทุกอย่างเคยง่ายดายเมื่อครั้งยังเป็ศิษย์เอกของสำนักกระบี่์ที่มีแต่คนเกรงใจ แต่ตอนนี้แม้แต่เสียงเคาะประตูธรรมดาก็ทำให้หัวใจเกือบหยุดเต้น เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้คือความอ่อนแอที่ควรอาย หรือเป็สิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจโลกความเป็จริงมากขึ้นกว่าเดิม
“ท่านหมอยังไม่ได้ไปค้นบันทึกเก่าต่อเลย” ชิงหยวนเอ่ยขึ้นเบา ๆ หลังความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่อยากเร่งรัดแต่ก็อดถามไม่ได้
“เดี๋ยวข้าไปต่อ” หมอกู่ตอบพลางลุกขึ้นตรวจชีพจรคนเฝ้าก้นเหวอีกรอบ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะััข้อมือ“แต่ก่อนอื่น…ไข้เขาเริ่มลดลงแล้ว”
—
เฟยหลงลืมตาขึ้นทันทีด้วยความหวัง “จริงหรือ”
“ยังไม่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ชีพจรเริ่มมั่นคงขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก” หมอกู่พูดพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผากคนไข้ด้วยผ้าชุบน้ำเย็น “ยาที่ให้ไปเริ่มออกฤทธิ์ต้านพิษได้บ้างแล้ว ถ้าผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ก็มีโอกาสรอดสูงขึ้นมาก”
นางเปลี่ยนผ้าประคบบนหน้าผากคนไข้อีกครั้งด้วยมือที่ชำนาญ ก่อนหันมาอธิบายเพิ่มเติมให้ทั้งสองฟังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก “ร่างกายคนเราแปลกอย่างหนึ่ง ตอนที่กำลังสู้กับพิษหนัก ๆ แบบนี้ ่เวลาที่วิกฤตที่สุดมักจะมาก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสมอ เหมือนพายุที่แรงที่สุดก่อนฟ้าจะสงบ ข้าเคยเห็นคนไข้หลายคนผ่านจุดนี้มาได้ก็ฟื้นตัวเร็วอย่างน่าประหลาดใจ”
“แล้วท่านคิดว่าเขาจะรอดไหม” เฟยหลงถามอีกครั้งด้วยความหวังที่ไม่กล้าเชื่อเต็มที่
หมอกู่ยิ้มบาง ๆ ให้เป็ครั้งแรกในคืนนี้ “ข้าไม่กล้าฟันธง แต่ถ้าให้เดาจากประสบการณ์ ข้าว่าโอกาสรอดของเขาดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงมากทีเดียว”
—
เฟยหลงคลานเข้าไปใกล้แคร่ไม้ กุมมือเย็นเยียบของผู้าุโไว้อีกครั้ง รู้สึกได้ว่าความเย็นนั้นเริ่มไม่รุนแรงเท่าเมื่อก่อน เขาก้มลงแนบหูใกล้จมูกฟังจังหวะลมหายใจตามที่เคยฝึกมา ลมหายใจนั้นยังคงแ่แต่เริ่มสม่ำเสมอขึ้นกว่าตอนที่ยังไข้พุ่งสูงมาก
น้ำตาที่เอ่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวทำให้เขาต้องรีบสูดจมูกกลั้นไว้ หลังจากผ่านความหวาดกลัวมาทั้งคืน สัญญาณเล็ก ๆ นี้กลับมีความหมายมากกว่าคำอธิบายใด ๆ ที่เคยได้ยินมาตลอดคืนนี้เสียอีก
เขานึกถึงทุกครั้งที่คนเฝ้าก้นเหวเคยดุด่าเขาเื่ความใจร้อน ทุกครั้งที่ต้องนั่งฟังลมหายใจตัวเองอยู่ริมบ่อน้ำิญญาอย่างน่าเบื่อหน่ายในตอนแรก ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องฝึกอะไรที่ดูไร้ประโยชน์ขนาดนั้น แต่ตอนนี้เองที่ทักษะเดียวกันกลับกลายเป็สิ่งที่ทำให้เขาััได้ถึงความหวังเล็ก ๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่สุดของคืนนี้
—
ชิงหยวนนั่งลงข้าง ๆ เฟยหลง มองดูอาการของอาจารย์อาด้วยความโล่งใจปนกังวลเช่นกัน “อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้าก็จะสว่างแล้ว ถ้าท่านผ่านคืนนี้ไปได้ตามที่หมอกู่ว่า เราคงพอพักหายใจกันได้บ้าง”
เขาเหยียดแขนเหยียดขาเบา ๆ คลายความเมื่อยล้าที่สะสมมาทั้งคืน กระดูกลั่นเปาะแปะเบา ๆ เป็สัญญาณว่าร่างกายของเขาเองก็ถึงขีดจำกัดไม่ต่างจากคนอื่นในห้องนี้ แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้เฟยหลงเพื่อไม่ให้ดูกังวลจนเกินไป
หมอกู่พยักหน้าเห็นด้วยขณะเก็บของ “ข้าจะไปค้นบันทึกเก่าที่ว่าตอนนี้เลย ระหว่างนี้เ้าสองคนพักเถอะ ทั้งคืนผ่านอะไรมาเยอะเกินกว่าที่ร่างกายจะทนไหว” นางเดินจากไปทางห้องเก็บของหลังบ้านอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ
เสียงฝีเท้าของหมอกู่ค่อย ๆ เบาลงจนหายไปพร้อมกับเสียงลิ้นชักเก่าถูกเปิดออกจากห้องด้านใน เฟยหลงมองตามไปด้วยความรู้สึกขอบคุณปนสงสัย ไม่รู้ว่าบันทึกที่ว่าจะเปิดเผยอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป มีทั้งชิงหยวน คนเฝ้าก้นเหว และตอนนี้ยังมีหมอเฒ่าใจดีคนหนึ่งที่ยินดีช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
“เ้าคิดว่าท่านหมอจะเจออะไรในบันทึกนั้นบ้าง” เฟยหลงถามชิงหยวนเบา ๆ
“ไม่รู้เหมือนกัน” ชิงหยวนตอบตรง ๆ “แต่ไม่ว่าจะเจออะไร อย่างน้อยเราก็ได้รู้อะไรมากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้แล้ว บางครั้งความจริงก็มาทีละชิ้นแบบนี้แหละ ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว”
—
เฟยหลงกับชิงหยวนนั่งเงียบเคียงข้างแคร่ไม้ต่อไปในความมืดที่เริ่มจางลงทีละน้อยตามแสงแรกของรุ่งอรุณที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอีกนาน เพียงปล่อยให้ความเงียบสงบที่หายากในรอบหลายชั่วโมงเยียวยาความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งคืน
เสียงไก่ขันแว่วมาจากไกล ๆ ประกาศการมาถึงของวันใหม่ เฟยหลงมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็สีน้ำเงินเข้มปนม่วง ดาวดวงสุดท้ายค่อย ๆ จางหายไปทีละดวง เขารู้สึกแปลกที่ยังมีชีวิตอยู่มาเห็นรุ่งอรุณอีกครั้งหลังจากคืนที่ทุกอย่างเกือบพังทลายลงหมด
“เมื่อคืนนี้ยาวนานที่สุดในชีวิตข้าเลย” เฟยหลงพูดเบา ๆ เกือบเหมือนพูดกับตัวเอง
“ข้าก็เช่นกัน” ชิงหยวนตอบพลางยิ้มอ่อนล้า “แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก็ยังอยู่ด้วยกันครบทุกคน นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดแล้ว”
เฟยหลงพยักหน้าเห็นด้วย รู้สึกขอบคุณในใจต่อโชคชะตาที่พาให้เขาได้พบทั้งชิงหยวนและคนเฝ้าก้นเหว สองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่กลับกลายเป็ครอบครัวที่แท้จริงยิ่งกว่าใครในสำนักกระบี่์ที่เขาเคยเชื่อใจมาตลอดชีวิต ความคิดนั้นทำให้เขายิ้มออกมาได้เป็ครั้งแรกในรอบหลายชั่วโมงเช่นกัน
—
จู่ ๆ นิ้วมือของคนเฝ้าก้นเหวที่เฟยหลงกุมไว้ก็ขยับเบา ๆ เป็ครั้งแรก