ตึกระฟ้าต่างระดับสูงต่ำที่ตั้งตระหง่านใจกลางกรุงดูคล้ายกราฟแท่งอันบ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบันมิแผกจากจำนวนรถหลากตระกูลผู้ผลิตที่กำลังขับเคลื่อนอยู่บนท้องถนน
และหนึ่งในยานยนต์หมู่มากนั้นกำลังเลี้ยวเข้าสู่ด้านหน้าของตึกสูงแห่งหนึ่ง
ทันทีที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อสีบรอนด์เงินชะลอเข้าเทียบจนจอดสนิทเ้าหน้าที่ รปภ. หน้าตึกก็กระวีกระวาดมาเปิดประตูให้หญิงสาวร่างสมส่วนก้าวลงมาพร้อมถ้อยคำเป็กันเอง
“ขอบใจนะ”
“ด้วยความยินดีครับคุณเลขาต้อม” หญิงสาวยิ้มรับอย่างไว้ตัวด้วยหน้าที่การงานในตำแหน่งเลขานุการผู้บริหารระดับสูงทำให้เธอต้องรู้ขีดจำกัดว่า เป็กันเองนั้นแค่ไหน อย่างไร หากตึงหรือหย่อนเกินไปย่อมไม่เป็ผลดี
เธอก้มมองภารกิจสำคัญในมืออย่างไม่ต้องลังเลสักนิดว่าควรรีบนำไปส่งให้กับผู้เป็นายโดยเร็วที่สุดการแวะทักทายชั้นผู้น้อยตามรายทางจึงไว้เป็โอกาสหน้า
“ผมฝากเป็ธุระให้คุณจัดการเื่ยาคุณปู่ดีกว่า ครั้นจะไปเร่งคุณพิณศรีรึก็สงสารแกเพิ่งผ่าตัดหัวเข่ามาหมาดๆ ลำพังแค่เดินไปมาในออฟฟิศยังลำบากส่วนผู้ช่วยก็งานล้นมือจนไม่รู้จะล้นยังไงละ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ Boss ต้อมจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“ทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ” เลขาต้อมรายงานกับผู้เป็นายอย่างเต็มเสียง
“ขอบคุณมาก”
“ต้อมเช็คตัวยาให้ดูอีกครั้งไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอกผมเชื่อมือคุณ อีกอย่างมีลูกค้ารายใหญ่มาขอพบคุณปู่กะทันหันผมว่าจะไปดูสักหน่อย คุณช่วยเคลียร์นัดอื่นให้ผมสักสองชั่วโมงนะ”
“ได้ค่ะ” คนฟังรับคำได้เพียงแค่นั้นที่คิดอยากจะเล่าเื่ใครคนหนึ่งที่เพิ่งไปพบกันเมื่อครู่..ต้องหยุดไว้ก่อน
เธอรอให้ผู้เป็นายเดินนำไปก่อนแล้วค่อยเดินตามออกไปอดคิดไม่ได้ว่าท่านประธานคงคร้านจะกินยาเต็มทนหากไม่ได้เ้านายของเธอคอยขอร้องแกมบังคับเื่สุขภาพอย่างทุกวันนี้ คงได้ ‘ขาดยา’ ไปนานแล้ว
ห้องประธานกรรมการบริษัท
“เอาอะไรมาให้อีกล่ะเ้าไท”
“ก็ยาคุณปู่ไงครับ” คิ้วหงอกเป็ริ้วขมวดมุ่นดวงตาสีขุ่นจ้องมองถุงกระดาษตรงหน้าอย่างไม่ปรารถนา
“ถึงว่า ฉันเหม็นกลิ่นโรงพยาบาลมาแต่ไกล แกนี่เอง”
“ก็คุณปู่ดื้อไม่ยอมไปหาหมอ ผมก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ”คนถูกขู่เลิกคิ้ว
“แกเองก็ใช่ย่อยมิใช่รึ ยอมไปหาหมอแต่ไม่ยอมกินยา”แทนไทเลิกคิ้วสูงด้วยอีกคน ไม่รู้คุณปู่จะหาเื่แย้งทำไมให้เมื่อยขบไม่เห็นการดีที่จะเป็ผู้ชนะสักนิด
“ผมขอแค่ให้คุณปู่กินยาตามหมอสั่งเท่านั้น”
“ไว้แกค่อยให้ฉันที่บ้านละกัน ยานี่สำคัญกว่าลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทหรือไง”เล่นเอาคนหนุ่มถอนหายใจ
“อย่างนั้นก็ได้ครับ ผมจะถือซะว่าคุณปู่รับปากจะกินแล้ว ผมก็หมดห่วง”
“เออแน่ะ..ไอ้หลานคนนี้ ตกลงใครเป็ปู่เป็หลานกันแน่ฮะ”
“ก็เพราะคุณปู่เป็ปู่ของผมไงครับ ถ้าเป็คนอื่นผมจะสนใจทำไม” คนฟังสะอึกเล็กน้อย อายุค่อนมาทางปลายชีวิตแล้วมีหรือจะไม่รู้ความหมายที่แฝงในคำพูดของคนเป็หลาน
เพราะเป็คนที่รัก จึงสำคัญและห่วงใย
“เอาล่ะๆ ฉันเข้าใจแล้วว่าแต่แกคงไม่ได้มาหาฉันเพียงแค่เื่นี้เื่เดียวใช่มั้ย” คนพูดชะงักคำพลางเหลือบมองอย่างล่วงรู้ “งั้นก็ดีละมาช่วยฉันต้อนรับลูกค้ารายนี้ด้วยกัน มีแต่คนแก่เดี๋ยวเขาจะเบื่อซะก่อน” แทนไทหย่อนตัวลงนั่งแต่โดยดีเพราะนั่นเป็อีกหนึ่งความตั้งใจในการมาครั้งนี้ ไม่เฉพาะแต่เื่ยาที่อุตส่าห์ถือมาด้วย
ร่างเล็กก้าวลงจากรถประจำทางสายเดิมๆที่เคยใช้บริการั้แ่เมื่อครั้งยังเป็นักเรียนการจราจรอันคับคั่งไม่เป็เื่น่ารำคาญสำหรับคนเมืองอย่างกองฟาง เพราะเธอถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมนี้มาเนิ่นนานจนกลายเป็ความเคยชิน
แต่สีหน้ายุ่งๆที่แสดงออกมานั้นเกิดจากการหมกมุ่นอยู่กับเื่..
“เฮ้อ! ยายจะเป็อะไรมากหรือเปล่านะ” เธอถอนใจพลางโบกมือเรียกมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างหน้าปากซอยพอถึงหน้าบ้านเธอก็รีบะโลงจนเกือบลืมจ่ายค่าโดยสาร ดีนะว่าเป็คนคุ้นเคยกันไม่งั้นคงโดนด่าเปิง
“น้าจ๊ะ ยายเป็ยังไงบ้าง” พอโผล่เข้าบ้านก็ยิงคำถามแรกให้คนเป็น้าได้ทำหน้านิ่งเนือย
“โรคเดิมๆ น่ะ คนแก่ก็อย่างนี้”
“แล้วหมอให้ยามาเยอะไหม มีอะไรเพิ่มบ้าง”
“เหมือนเดิมค่ะ บอกแค่ว่าให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำเยอะๆ หมั่นออกกำลังกายและก็ทำใจให้สบาย” ประโยคสุดท้ายทำให้คนฟังต้องเหลือบมองคนนอนนิ่งด้วยฤทธิ์ยาอย่างพิศวง
“ยายมีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” คนถูกถามนิ่งไปชั่วขณะก่อนส่งเสียงปฏิเสธ
“โอ๊ย! ไม่มีหรอกค่ะ คุณหนูก็รู้วันๆแกกอกแกกอยู่แต่ในบ้าน เย็นหน่อยก็ออกไปเดินเล่นที่สวนหย่อม กินข้าวดูละครหลังข่าวจบก็เข้านอน”
“ฟางว่าจะขอคุณลุงกลับมาอ่านหนังสือที่บ้านดีกว่า”
“ไม่ได้นะคะ!” น้าแก้มค้านเสียงแข็ง
“ทำไมล่ะน้า ก็ฟางเป็ห่วงยายกับน้านี่นา”
“ทางนี้ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก หยูกยายายแกก็กินไม่เคยขาด แถมคุณวันชัยท่านยังกรุณาให้คนส่งอาหารมาให้ทุกมื้อเห็นความตั้งใจดีของคุณท่านเถอะนะ แค่อาทิตย์เดียวเอง”
“งั้นน้ากับยายต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ เดี๋ยวฟางจะกำชับไผ่อีกทีให้หยุดเล่นบอลสักพักแล้วกลับบ้านแต่หัววันหน่อย”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” อาการเบิกตากว้างของคนอ่อนวัยทำให้คนสูงวัยกว่าต้องรีบเสริมคำ
“รายนั้นก็ติดสอบเหมือนกัน เห็นว่าจะไปอ่านหนังสือที่บ้านเพื่อน”
“เพื่อนคนไหนจ๊ะ น้ามีเบอร์ติดต่อไหม เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้โทร.ตามตัวสะดวก”กองฟางพูดขณะหันไปคว้ากระเป๋าถือมารื้อหาโทรศัพท์ที่เพิ่งได้มาหมาดๆเมื่อวาน
“ไม่มีหรอก เ้าไผ่มันไม่ได้บอกว่าบ้านเพื่อนคนไหน” หญิงสาวเงยหน้าซีดเผือดมาทวนคำ
“ไม่มี!” คนฟังคงไม่รู้หรอกว่าคำๆ นั้นมันหมายถึง ดับเบิ้ลไม่มีเชียวแหละ
ไม่มี..เบอร์ติดต่อน้องชาย
ไม่มี..สิ่งที่กำลังค้นหา
ตายแน่ๆ ยัยฟางเอ้ย
“ทำยังไงดีล่ะน้า”
“ไม่ต้องทำอะไรหรอกคุณหนู เดี๋ยวพอมันสอบเสร็จก็กลับบ้านมาเองล่ะ” กองฟางกลั้นใจกรี๊ดอยู่ในอก ประเด็นแรกน่ะใช่แต่ประเด็นหลังนี่สิ..มันจะกลับมายังไง!
แม้คนเป็น้าจะงุนงงกับอาการลนลานร้อนใจปานว่าโลกจะแตกของคนเป็หลานแต่ก็ไม่ได้ถามความใดต่อให้ยืดยาว พลางเหลือบมองทางคนนอนซมแวบหนึ่ง ก่อนผละเข้าครัวไปอย่างเงียบๆ
หญิงสาวเดินวนไปวนมาอย่างไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังสมองมีแต่คำถามที่ย้ำซ้ำไปมา..มันหายไปเมื่อไหร่?
ที่ไหน?
อย่างไร?
หล่นที่โรงพยาบาล บนรถประจำทาง หรือระหว่างนั่งวิน
เธอควรเริ่มจากที่ไหนดี แล้วจะได้คืนหรือไม่ไอ้ครั้นจะโทร.เข้าเครื่องตัวเองก็ยังจำเบอร์ไม่ได้ จะโทร.ไปถามคุณลุงกับนายนั่นก็ไม่ได้อีกเพราะเท่ากับรู้ทันทีว่าเธอทำหาย..จบเฮ่คราวนี้ล่ะไม่ต้องเกิดกัน คุณลุงคงยังพอเห็นใจและให้อภัยบ้าง แต่นายนั่นสิ...!!!
แล้วใครหนาจะช่วยเธอได้..
คิดด่วนเลยยัยฟาง
คนสูดลมหายใจลึกคล้ายรับเอาออกซิเจนเข้าไปเต็มปอดส่งผลให้ทางสว่างแวบเข้ามาในสมอง
“ใช่แล้ว!” เธอปรี่เข้าหาโทรศัพท์บ้านบนโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่างทันที
“ยัยหวานเหรอ..นี่ยัยหวาน แกต้องช่วยฉันนะ!”
บ้านทรงไทยประยุกต์ใจกลางกรุงเทพมหานคร
“ช่วยเอาถุงนี่ไปไว้ที่ห้องฉันที” แทนไทยื่นของในมือส่งให้เด็กรับใช้ทันทีที่กลับถึงบ้านการต้อนรับลูกค้ารายใหญ่เป็ไปด้วยดีแต่งานในหน้าที่รับผิดชอบของตัวเองก็มีมากจนต้องขอแยกตัวเพื่อมาสะสางให้เรียบร้อย
“ได้ค่ะ”
“อ่อ! เดี๋ยว คุณแม่ล่ะ”
“คุณผู้หญิงมีประชุมกลุ่มสโมสรสตรี คงใกล้ๆ ค่ำน่ะค่ะถึงจะกลับ”
“แล้วคุณปู่กับคุณพ่อมาหรือยัง”
“ยังค่ะ”
“นายแดนล่ะอยู่ไหม”
“เพิ่งกลับมาสักชั่วโมงได้ค่ะ ตอนนี้อยู่ที่เรือนเล็ก” เขาพยักหน้าพลางโบกมือไปมาว่าจบเื่ อีกฝ่ายจึงได้เดินแยกไป
ชายหนุ่มหันขวับไปทางเรือนเล็กอย่างเอาเื่ “หายไปตั้งหลายวันเพิ่งจะโผล่มา มันน่าเตะนัก”แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ก้าวขา เสียงเด็กรับใช้คนเดิมก็ดังขึ้น “คุณไทคะ คุณไท”
“อะไร” เขาหมุนตัวมาจ้อง เล่นเอาเ้าหล่อนแทบเบรกขาตัวเองไม่ทัน
“บอกให้เอาไปไว้ในห้องฉัน แล้วถือกลับมาทำไม”
“คะ..คือ เมื่อกี้มันมีเสียงน่ะค่ะ”
“เสียง?”
“เสียงดนตรีกรุ๋งกริ๋งๆ คล้ายเสียงโทรศัพท์มือถือค่ะ”
“ในถุงยาคุณปู่เนี่ยนะ หูฝาดหรือเปล่า”แทนไทติงเสียงหลง แต่ไอ้อาการพยักหน้ายืนยันขันแข็งที่เห็นนี่สิ
จะเป็ไปได้ยังไง
มือหนาคว้าถุงกระดาษมาค้นดู เขาถึงกับอึ้งไม่น้อยครั้นจะคิดว่าเป็โปรโมชั่นพิเศษจากทางโรงพยาบาลหรือก็ไม่น่าใช่ ถึงยุคสมัยจะต้องแข่งขันเื่บริการและสร้างความประทับใจเพื่อดึงดูดลูกค้าแต่อย่างนี้คงมากเกินไป
คราวนี้เสียงเรียกเข้าดังขึ้นคามือของเขาเอง
“ดังแบบนี้ล่ะค่ะคุณไท”
“ฉันรู้ละ จะไปไหนก็ไปเถอะ ขอบใจมาก”แทนไทยืนมองเด็กรับใช้ที่ค้อมหัวให้เล็กน้อยก่อนวิ่งแจ้นไปอย่างรู้หน้าที่ เขาก้มมองหน้าจอโทรศัพท์แล้วกดรับ
“สวัสดีครับ”
[สวัสดีค่ะ เอ่อ..คุณคะ คุณเป็คนที่เก็บโทรศัพท์ของฉันได้ใช่ไหมคะ]แทนไทย่นคิ้ว ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ไม่รู้สิ”
[คุณคะ ขอร้องอย่าเพิ่งวางหู]
“ฉันจะทำอย่างนั้นทำไม”
[ก็เผื่อคุณจะเอาโทรศัพท์ฉันไปขายต่อ ยิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดแบบนี้ฉันกลัวจะไม่ได้คืน] คนฟังหน้าชาดิกเหมือนโดนชกอย่างไรอย่างนั้น
“นี่เธอ! สมองตื้นมากเลยนะ ถ้าฉันเป็คนประเภทนั้นเธอคงไม่มีโอกาสได้อ้าปากต่อว่าใครๆแบบนี้”
[ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหมายความอย่างนั้น]
“เหอะ! จะอย่างไหนก็ช่างี้เีฟังละ แล้วไอ้ของของเธอมันมาอยู่กับฉันได้ยังไงฉันยังไม่รู้เลย”
[คุณเก็บมันได้ที่ไหนล่ะคะ]
“ไม่รู้ แต่ตอนนี้มันอยู่บ้านฉันเนี่ย”
[ที่บ้าน? บ้านคุณอยู่ไหนคะ]
“ทำไมต้องบอกด้วย”
[ไม่บอกแล้วฉันจะรู้ได้ยังไงคะ] เขาจงใจถอนหายใจหนักๆให้อีกฝ่ายได้ยิน
“เธอไม่ต้องมาหลอกล่อด้วยการกล่าวโทษคนอื่นว่าจะเอาของของเธอไปขาย แล้วก็อ้างโน่นนี่อยากจะทวงของตัวเองคืนที่บ้านเหยื่อหรอกยังไงซะเธอก็ไม่มีวันได้มาเหยียบบ้านฉันแน่”
[นี่คุณเข้าใจผิดใหญ่แล้วนะคะ ฉันแค่อยากได้โทรศัพท์คืนจริงๆมันสำคัญสำหรับฉันมาก]
“แล้วจะให้ฉันทำยังไง”
[แล้วแต่คุณสะดวกว่าอยากจะให้ฉันไปรับที่ไหน เมื่อไหร่และฉันยินดีจ่ายค่าเสียเวลาให้คุณด้วย] เขาแค่นหัวเราะ
“เวลาของฉันมีค่ามากกว่าที่เธอคิดไว้เยอะนะ จ่ายไหวเร้อ”
[ตกลงคุณจะไม่คืนให้ฉันใช่ไหม]
“ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ”
[งั้นที่ไหน เมื่อไหร่คะ] แทนไทนิ่ง คิด จู่ๆ ก็นึกสนุกขึ้นมา
“พรุ่งนี้ตอนเที่ยงครึ่ง ห้างเดอะซิตี้วัน ร้านชองซาเล่ชั้น 3 คงไปถูกนะ”
[ค่ะ ไปถูกค่ะ ขอบคุณมากนะคะ]
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก พอดีฉันมีธุระกับเพื่อนๆ ที่เป็ตำรวจอยู่แถวนั้น อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเธอจะมาไม้ไหน”
[ต่อให้คุณยกมาทั้งกรมฉันก็ไปค่ะ และขอบอกอีกอย่างว่าไม่มีพวก ฉันไปคนเดียวว่าแต่คุณเถอะอย่าเบี้ยวนัดฉันก็แล้วกัน] คนฟังสะอึก
นั่นปะไร
แม่คนนี้ปากคอร้ายมิใช่เล่น แล้วดูจากของที่เ้าหล่อนใช้ราคาแพงลิ่วอย่างนี้นี่เองถึงได้ร้อนรนอยากได้คืนคงเป็พวกสาวใจแตกที่นิยมของฟุ้งเฟื้อไม่เข้าเื่
“นายไท” เสียงทำความคิดไหลเรื่อยของเขาหยุดลง พลางหย่อนของในมือลงถุงกระดาษ
“ว่าไงนายแดน ปลีกวิเวกซะหลายวันเชียวนะ”
“่นี้ฉันไปทำเดโม้เพลงกับเพื่อนๆ น่ะ”
“นี่นายตั้งใจจะประกวด..สตาร์อะไรของนายนั่นจริงๆ เรอะ”
“มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะว่าไม่จริงอีกแน่ะ”เขตแดนประท้วงด้วยน้ำเสียงขุ่น อีกฝ่ายรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่จะห้ามหรือไม่ให้ทำ แต่เห็นว่าที่บริษัทเราก็มีงานเกี่ยวกับสื่ออยู่นายน่าจะไปทำตรงนั้นมากกว่า”
“แต่ฉันชอบอย่างนี้ นายก็รู้ว่าฉันพยายามแค่ไหน”
“งั้นก็ขอให้นายโชคดี ฉันอาจจะไม่ได้เป็ที่ปรึกษาที่ดีเื่ดนตรีแต่ถ้าเื่อื่นก็โอเคนะ ฉันยินดีรับฟังเสมอ”
“ขอบใจมากไอ้พี่ชาย”ว่าแล้วเขตแดนก็เงื้อมือชกเป้งเข้าที่ไหลของแทนไทจนโยกไปเล็กน้อย
“แหม! ไอ้น้องอย่างแกนี่มันก็หมัดหนักเหมือนกันนี่หว่าขอฉันลองบ้างสิ” เขตแดนยักไหล่และเริ่มออกวิ่ง
“เื่อะไร! อยากเอาคืนก็ตามมาดิ”
“ฝากไว้ก่อนละกันไอ้ตัวแสบ” แทนไทได้ยินเพียงเสียงหัวเราะร่วนของลูกพี่ลูกน้องที่อ่อนเดือนกว่าเขาอย่างเขตแดนแว่วเป็ระยะไปทางเรือนหลังเล็กที่เ้าตัวขออาศัยซุกหัวนอนโดยอ้างว่าได้บรรยากาศ ทั้งที่คนในบ้านไม่มีใครเห็นด้วย
“เรือนเล็กน่ะมันไม่ค่อยสะดวกนะลูก อยู่ด้วยกันที่เรือนใหญ่ดีกว่า”
“แต่ผมอยากได้ความเป็ส่วนตัวน่ะครับอีกอย่างผมชอบบรรยากาศริมน้ำในสวนที่นั่นด้วย”
“แต่ป้าว่า...”
“นะครับคุณป้า แค่คุณลุงกับคุณป้าให้ผมอยู่ด้วยก็รู้สึกเป็พระคุณมากแล้วให้ผมอยู่เรือนเล็กเถอะครับ แล้วผมจะมาทานข้าวที่เรือนใหญ่ทุกวัน นะครับ”
ระยะแรกบอกแค่ว่าขออาศัยชั่วคราวแต่นี่ก็เกือบห้าปีแล้ว มารู้ทีหลังว่านายเขตแดนมีปากเสียงรุนแรงกับทางบ้านเื่สืบทอดกิจการธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารต่อจากบุพการีที่ประเทศอังกฤษซึ่งขัดกับความใฝ่ฝันอันสูงสุดจนต้องหนีมาอยู่เมืองไทยแม้คุณน้าจะโทรศัพท์มาสอบถามข่าวคราวบุตรชายกับมารดาของเขาอย่างสม่ำเสมอแต่ก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะบิดาของนายเขตแดนใจแข็งและเด็ดเดี่ยวเหลือเกินในเมื่อบุตรชายคนเดียวไม่รักดี..จึงตัดหางปล่อยวัด(ไทย)
แทนไทเกือบจะยกถุงยาให้คนเป็ปู่ไปหมดหากไม่ฉุกคิดได้ว่ามีบางสิ่งในนั้นที่เขาต้องจัดการให้เรียบร้อย สายตาคมจัดมองโทรศัพท์สีหวานแหววในมือตัวต้นเหตุที่ทำให้ถูกแซวจนหัวเสียออกมา
“นี่แกริอาจใช้ของตุ้งติ้งแปลกตาแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน”
“ไม่ใช่ของผมสักหน่อย”
“แล้วของใคร”
“ไม่ทราบสิครับ”
“อุวะ! ไม่ทราบแล้วมาอยู่กับแกได้ไง”
เสียงสัพยอกของคุณปู่ยังก้องในหูตามออกมา “ไม่ใช่ก็แล้วไป ค่อยโล่งอก ฉันละเกลียดจริงไอ้พวกเก้งกวางอะไรนั่น ไม่รู้จะพิสดารไปถึงไหนไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้มาและมีอยู่กันเล้ย”
จะบ้าตาย!
แทนไททิ้งตัวลงกับเก้าอี้ภายในห้องนอนอย่างขัดใจอยากจะขว้างของในมือทิ้งหากไม่ติดว่าบังเอิญเหลือบไปเห็นภาพพักหน้าจอเข้าเสียก่อนภาพหญิงสาวหน้าใสกระจ่างในชุดเสื้อยืดคอกลมรัดรูปเรียบง่ายเผยให้เห็นดวงตาสดใสเป็ประกายน่ามอง แต่ที่ดูโดดเด่นมากที่สุดก็คือ ‘รอยยิ้มหวาน’ นั่น มีตัวอักษรเล็กๆประกอบด้านล่างว่า ‘นางฟ้า’
“นางแม่มดละไม่ว่า” เขาประชด มุมปากแฝงรอยหยัน
“ดูหน้าตายังเด็กอยู่แท้ๆ ไม่น่าจะต่อปากต่อคำเก่ง” คนที่คิดว่าตัวเองเป็ผู้ใหญ่กว่าเผลอถือวิสาสะกดปุ่มโน่นนี่ไปเรื่อย
“คุณลุง..กับ..ตาบ้า”ไม่น่าเชื่อว่าแม่คนนี้จะรู้จักคนน้อยเหลือเกิน
“คุณลุง..นี่คงเป็ญาติ ส่วนตาบ้า..น่าจะแฟน” เขาเขย่าโทรศัพท์เล่นไปมาสักครู่แล้วตัดสินใจปิดเครื่องเพราะไม่้าจะรับรู้อะไรเกี่ยวกับมันอีก
ไม่ว่าเ้าหล่อนจะเป็ใครเป็คนที่้าของของตัวเองคืนจริงๆหรือจะเป็พวกมิจฉาชีพสิบแปดมงกุฎก็ไม่รู้สึกครั่นคร้ามหรือหวั่นเกรงสิ่งใด ก็คนอย่างแทนไทพนาสาร ไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว
“พรุ่งนี้เจอกัน ยัยแม่มด”