บทที่ 4
ชีวิตของเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาบอกเธออย่างนั้น มินตราเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีในตอนนี้มีเมฆไม่มากจึงทำให้มองเห็นดวงดาวกำลังเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่บนฝากฟ้า ดวงดาวทั้งหลายที่เธอไม่เคยได้มองจากมุมนี้มาก่อน หญิงสาวเลียริมฝีปากตนเองพลางยกมือขึ้นก่ายหน้าผากด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ จะบอกว่าเธอกลัวหรือก็ไม่ เธอก็ไม่รู้ เธอไม่เคยกลัวต่อความตาย แต่ตอนนี้เธอเริ่มไม่มันใจในตนเองแล้ว หลายชั่วโมงก่อนคเชนทร์บอกเธอว่าเธอต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคนที่มาฆ่าเธอ ตอนนี้มินตราเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมพ่อเธอถึงได้ยกสิทธิ์การเป็ประธานบริษัทให้แก่คเชนทร์
ทรัพย์สินทุกอย่างตกเป็ของเธออย่างแน่นอน แต่เพื่อให้เป็การตบตา เขาจึงประกาศว่าคนที่เป็ประธานบริษัทก็คือคเชนทร์ เพื่อให้ศัตรูพุ่งเป้าไปที่เขา ไม่ใช่เธอ ทว่า ยังมีพวกกลุ่มฉลาดที่อาจจะรู้ทันว่านี่คือแผนลวง เธอคือบุตรสาวคนเดียว ดังนั้นพวกมันคงไม่โง่ไปฆ่าคเชนทร์ให้เสียเวลาเปล่า แค่เธอตายทุกอย่างก็จะกลายเป็ศูนย์ พวกมันสามารถแทรกแซงทุกอย่างทั้งบริษัทมินตราเองและอาวุธเถื่อนที่มีมูลค่ามหาศาล
เธอตายไม่ได้
มินตราปิดเปลือกตาลงด้วยความเมื่อยล้า เธอเหมือนกำลังอยู่ในวังวนแห่งความกลัว ความขลาด และเสียใจ หลายชั่วโมงที่แล้วพ่อของเธอต้องตายด้วยสิ่งที่เขาเคยสร้างขึ้น และเป็ผลที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับสถานการณ์อันเลวร้ายแบบนี้ เธอไม่ได้กำลังต่อว่าพ่อของเธอ แต่เธอกำลังค่ำครวญถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในตอนนี้ และถึงจะโอดครวญยังไง สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือเื่จริงเธอ ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกทั้งนั้น
“เธอไม่ควรออกมาตากน้ำค้างเพื่อทำให้ตัวเองไม่สบาย” เสียงคุ้นหูเอ่ยขึ้น ร่างสูงกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม สวมเพียงกางยีนส์ตัวเดียวกำลังเดินเข้ามาหาเธอ เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาแต่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนดาดฟ้าของเธอไม่เขยิบไปไหน ทันที่ที่เขาเดินเข้ามาใกล้และนั่งลงข้างเธอ หญิงสาวจึงลุกขึ้นนั่งตัวตรง
เขาไม่ได้หันหน้ามามองเธอ สานตาของเขาพุ่งมองตรงไปข้างหน้า ดวงตาที่ไม่เคยไหวดวงนั้นทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอม เธอไม่อยากจะเห็นใบหน้าที่แข็งขึงของเขาแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
มินตราหันหน้าไปทางอื่น เขาและเธอไม่พูดอะไร เมื่อเขาไม่เอ่ยอะไรออกมาอีกเธอจึงไม่อยากจะเอ่ยปากพูดเช่นเดียวกัน ในที่สุดคนที่ทนไม่ไหวต่อความเงียบก็พูดขึ้น และนั่นไม่ใช่เขาแต่เป็เธอ
“คุณจะทำอะไรต่อไป” เธอถาม และพยายามระงับเสียงไม่ให้สั่น พลางถามตนเองในใจว่าเธอจะทำเสียงสั่นแบบนั้นไปทำไม คเชนทร์หันหน้ามามองเธอ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเมคอัพได้ถูกลบไปแล้ว มีเพียงริมฝีปากบางเท่านั้นที่ยังคงมีสีแดงระเรื่อตามธรรมชาติ
“หมายถึงเื่อะไร”
เธอหันมามองเขา “เื่ที่ฉันควรจะรับมือ”
เธอไม่ได้อยากได้ยินอะไรเกี่ยวกับแผนการมากนักหรอก แต่เธอคงทนไม่ไหว ถ้าจะนั่งกับเขาตามลำพังด้วยความเงียบ เธออยากจะลืมภาพพี่ชายที่แสนดีหัวเราะเสียงใสและคอยแต่จะแกล้งเธอทุกครั้งให้ออกจากหัวโดยเร็ว
“อีกสองวันจะมีฮอล์มารับเราที่นี่ แล้วเธอก็จะต้องเตรียมตัวรับมือกับอันตรายที่จะเกิดขึ้น”
คเชนทร์มีใบหน้าที่นิ่งเสียจนเธอกลัว เขาไม่ได้มองใบหน้าเธออีกเพียงแค่นั้นความเงียบก็ปกคลุมไปทั่ว มินตราทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ตอบอะไรต่อไป ตอนนี้เธอควรจะพักเื่ราวอันน่าปวดหัวไว้ก่อน
ดวงอาทิตย์กำลังเจิดจรัสอยู่บนท้องฟ้า คลื่นเล็กๆ ละลอกเข้าชนกับเรือทำให้มันไหวเอน เหงื่อไหลซึมออกมาทางขมับลำคอและมือเรียว มินตราเม้มริมฝีปากแน่น ภายในห้วงแห่งนิทราเธอกำลังเผชิญกับเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นรอบตัว ใบหน้าพ่อที่กำลังมองมาที่เธอด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อย และเสียงจากปลายกระบอกปืนะุพุ่งทะลุบริเวณหน้าท้องคนที่อยู่ตรงหน้า เขาล้มลงไป เธอกรีดร้อง ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือบางคว้าอยู่บนอากาศ ตัวเธอลอยออกไปห่างจากพ่อของเธอ ไกลขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเธอสะดุ้งตื่นด้วยเสียงเรียก
“มิน!”
ดวงตาเปิดโพล่งอย่างใ หญิงสาวหายใจหอบตัวโยน เธอ้าอากาศ เธอรู้สึกเหมือนพึ่งดำดิ่งลงไปในน้ำและขาดอากาศหายใจ เหงื่อท่วมแผ่นหลังทั้งๆ ที่ตอนนี้เพิ่งจะเช้าตรู่ในฤดูหนาว หญิงสาวรู้สึกได้ถึงความหนาวที่กระทบผิวจนขนลุกซู่
มินตราเงยหน้ามองชายที่อยู่ตรงหน้า เขาสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์ตัวเดิม ดวงตาของเขามีแววคำถามฉายออกมาให้เห็น
“ฉันได้ยินเธอกรีดร้อง ดังลั่นเลย”
หญิงสาวยังคงหอบหายใจ ใช่ เธอพึ่งเดินทางย้อนอดีตกลับไปยันเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เป็เื่ที่สยองที่สุดเท่าที่เคยฝันมา และมันก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้วด้วย
“แค่ฝันค่ะ ขอโทษที่ทำให้ใ”
คเชนทร์หลุบตาต่ำลง นั่นทำให้เธอพึ่งนึกได้ว่าเธอร่างกายของเธอสวมแค่เสื้อเชิ้ตบางๆ ของเขา มินตรารีบโกยผ้าห่มขึ้นมาบังหน้าอกเอาไว้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ทันแล้วก็ตาม
“ฉันเตรียมอาหารไว้ให้เธอแล้ว...มาสิ” เขาบอก
มินตรามองเขาเดินลับหายออกไป เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมา คเชนทร์ไม่ได้มีท่าทีเคอะเขินหรือหน้าแดงเลยสักนิด ที่ได้เห็นหน้าอกเธอ หญิงสาวก้มลงมองหน้าอกตัวเอง ก่อนหน้าแดงด้วยความอาย เพราะ
หน้าอกเธอเล็กมากจนน่าอาย!
หญิงสาวเดินออกมาข้างนอก ลมปะทะกับใบหน้า ทำให้ผมสลวยปลิวพักปรกหน้า มือบางรวบผมมัดด้วยหนังยางที่เป็สายรัดข้อมือ แม้ลมจะไม่แรงมากแต่เธอก็ไม่ชอบให้ผมของเธอดูยุ่งเหยิง เธอสังเกตเห็นอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า มันคือไข่ดาวกับแฮมที่เขาทำ หญิงสาวย่นคิ้วอีกครั้ง มองใบหน้าเขาสลับกับจานไปมา
“ทำไม”
“คุณไม่เคยทำอาหาร” เธอบอก
เขาวางจานไว้บนโต๊ะ เป็จานไข่ดาวกับแฮมเช่นเดียวกัน
“เธอไม่สังเกตหรือว่ามันพึ่งถูกเอาออกมาจากไมโครเวฟ” สายตาของเธอเหลือบมองไมโครเวฟที่อยู่ไม่ไกล และกล่องใบไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ด้านข้าง มันคือถังน้ำแข็ง
หมายความว่า กับข้าวพวกนี้คืออาหารแช่แข็งที่สามารถนำมาอุ่นทานได้ นั่นทำให้เธอเข้าใจและยักไหล่
“แหงล่ะ คุณไม่เคยแม้แต่จะจับไม้กวาด”
“นั่นมันหน้าที่เธอ” เขาพูด
“หน้าที่ทุกคนในบ้านต่างหาก” เธอย้อน
ความเงียบเริ่มปกคลุม สักพักหญิงสาวก็นึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังพูดถึงเื่ในครอบครัว นั่นมันเป็อดีตไปแล้ว เขากับเธออยู่กันคนละฐานะ เขาไม่ใช่พี่ชายของเธออีกต่อไปแล้ว
“ระวังตัวหน่อย”
“อะไร”
“ฉันไม่ใช่พี่ชายคนเดิมของเธอ...”
หญิงสาวสะอึกเมื่อได้ยินดังนั้น ใช่ เขามันอสุรกาย ที่กลืนกินพี่ชายผู้แสนดีของเธอไปเรียบร้อยแล้ว มินตราฝืนกลืนอาหารเช้าผ่านลำคออย่างยากลำบาก รู้สึกราวกับเหมือนมีก้อนอะไรเหนียวๆ ที่ไม่สามารถผ่านลงไปในท้องได้สักที ทั้งสองคนยังคงเงียบและไม่มีใครยอมพูดอะไรอีกเลยไม่มีแม้การสักถามจากเขาหรือเธอ ไม่นานนักหลังจากที่อาหารบนโต๊ะเริ่มหมดลงมินตราเก็บจานอย่างที่เคยทำมาตลอด ล้างจาน และเช็ดโต๊ะ หน้าที่หลักของเธออย่างเงียบๆ ผู้หญิงในบ้านจะเป็คนทำอาหาร เข้าครัว เก็บกวาดบ้าน ดูแลแปลงดอกไม้ ทุกอย่างเธอทำได้หมด ั้แ่ตอนที่แม่เธอยังอยู่แม่สอนให้เธอเป็ผู้หญิงที่แข็งแกร่งแต่อ่อนโยน แม่จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าเธอว่าเป็ลูกคุณหนูทำอะไรไม่เป็ งานบ้านเป็งานง่ายๆ ที่เธอจำเป็จะต้องหัดเรียนรู้และทำให้เป็ การเรียนก็เช่นกัน ผู้หญิงทุกคนในบ้านไม่เว้นแต่เธอก็ต้องทำ ส่วนผู้ชายอย่างคเชนทร์นั้น ควรจัดการเื่เรียนและงานที่บริษัทเป็สำคัญ
เธอเห็นเขาเดินออกไปข้างนอก หายลับไปไม่รู้ว่าไปทำอะไร มินตราไม่ได้ตามเขา เธอพยายามหาโทรศัพท์มือถือ หรืออะไรก็ได้ไว้ติดต่อสื่อสาร แต่กลับไม่พบอะไร ทำไมเขาถึงไม่พกอะไรเลย เธอเองก็ลืมกระเป๋าไว้บนเรือใหญ่ั้แ่วันนั้น
คืนนี้เธอฝันร้ายอีกครั้ง คราวนี้เธอเจอกับฝูงแร้ง ที่กำลังกัดกินศพของใครบางคน มินตรากำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ศพที่ว่าเป็ร่างของหญิงสาวที่เธอยังมองเห็นไม่ชัดนัก มินตราไม่อยากเห็นหล่อน เธอควรจะเดินจากไปทิ้งให้ฝูงแร้งดึงทึ้งร่างกายของหล่อนตามเดิม แต่ขาของเธอกลับไม่ทำตามอย่างที่ใจคิด ดวงตากลมมองไม่เห็นคนคนนั้น เธอรู้ว่าหล่อนเป็ผู้หญิง ก่อนที่มินตราจะเลือกเดินไปหยิบท่องไม้ที่อยู่ไม่ไกลปัดฝูงแล้งจากนั้นก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูว่าศพนั้นเป็ของใคร เธอรู้สึกตื่นกลัว และมือสั่นจนเห็นได้ชัด สมองสั่งเธอให้ทิ้งท่อนไม้นั้นสะแล้ววิ่งออกไป แต่เธอกลับไม่ทำอย่างนั้น มือบางยังคงยื่นออกไปหมายจะพลิกร่างนั้นให้หงายขึ้น ทันทีที่เธอตัดสินใจพลิกศพขึ้นมาให้เห็น ดวงตากลมเปิดโพล่งด้วยความใ ก่อนจะกรีดร้องอย่างสุดกำลัง ใบหน้าเดียวกันกับเธอยิ้มที่มุมปาก มองดูเธอกรีดร้องราวกับสะใจ
“มิน!!!” เสียงทุ้มนั้นดังขึ้นอีกครั้ง นี่เป็ครั้งที่สองหลังจากที่เธอกลับมาไทย เขาเรียกเธอด้วยชื่อเล่นของเธอเหมือนตอนที่เธอฝันร้ายคราวที่แล้ว มินตราผวาเฮือกลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรงอีกครั้ง เธอรู้สึกเหมือนมีเข็มมาแทงที่ท้องสักพันเล่ม ปั่นป่วนจนอยากอ้วก มินตราไม่อยากฝันอะไรบ้าๆ แบบนี้อีกแล้ว
“ฝันว่าอะไร”
เขาถาม สีหน้าเป็ห่วงอย่างเห็นได้ชัด เธอมองหน้าเขาแล้วส่ายหน้าเบาๆ ให้กับตัวเอง ไม่...เธอคงตาฝาด
“ฉันไม่เป็ไร”
“เธอฝันถึงพ่อใช่มั้ย”
“มันไม่เกี่ยวกับคุณ!” เธอโมโห แทบอยากจะกัดคอเขาให้จมเขี้ยว โดยปกติเขาเป็คนขรึม ตอนนี้เขากลายเป็คนขี้สงสัยั้แ่เมื่อไหร่กัน
“ฉันกำลังถามเธอมินตรา ถ้าฉันไม่สนใจ ฉันจะไม่ถาม”
“นั่นเป็พระคุณอย่างมาก” เธอแขวะ “คุณควรจะออกไปจากเตียงของผู้หญิงที่คุณลืมว่าเป็น้องได้แล้ว” เธอไม่อยากเห็นหน้าเขา ไม่อยากเห็นคนที่พรากทุกสิ่งไปจากเธอเพียงแค่จ้องมองเขาเธอก็สะอิดสะเอียนเต็มที คเชนทร์ไม่ลุก เขาไม่ได้สวมเสื้อสีดำนั่นแล้ว มีเพียงเสื้อกล้ามบางๆ กับกางเกงยีนส์ตัวเดิม เขาใส่กางเกงซ้ำกันมาสองวันแล้ว
“ความฝันของเธอมันคือหายนะ มินตรา เพราะเธอกลัวมัน เธอจึงฝัน”
“แล้วมันผิดหรือไงที่ฉันกลัว มันน่าขยะแขยง น่ารังเกียจ คุณคิดว่าฉันจะดีใจได้ยังไงที่ได้เห็นศพตัวเอง!!”
“นั่นมันคือความกลัวของเธอ เธอกลัวว่าจะต้องตาย!”
“ใครบ้างที่ไม่กลัวตาย คุณคิดว่าฉันเป็ซุปเปอร์เกิร์ลเหรอ? บ้าบิ่น เป็ยอดนักบู๊หรือไง จะให้ฉันไปฝึกเพื่อปกป้องตัวเองจากศัตรู หรือฝึกเพื่อขจัดความกลัวงี่เง่าอะไรของคุณกันแน่! ให้ตายเถอะ ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังทำเลยสักนิ-”
เขากระชากแขนเธอดึงออกไป เธอรู้สึกปวดร้าวที่แขนข้างนั้น มือบางสะบัดออกแต่ไม่เป็ผล เขากำมันไว้แน่น พาไปที่ดาดฟ้าของเรือ
“จะทำอะไร!!” เธอรู้สึกได้ถึงกลิ่นแปลกๆ เขาไม่ได้พาเธอขึ้นมาคุยเฉยๆ แน่ ดวงตาของเขาแข็งกร้าว เขาไม่เคยเป็แบบนี้ แม้ว่าเขาจะขรึมมากแค่ไหน แต่เขาไม่เคยสติแตก
“ปล่อย!!” เธอตะคอก เขาไม่สะทกสะท้าน มือหนาดึงเธอขึ้นมา แล้วผลักเธอหล่นลงน้ำ
“ตู้ม!!!”
เธอหูอื้อ เพราะตกลงมาจากที่สูง แม้จะไม่สูงมาก แต่น้ำเข้าหูของเธอ และกำลังจะเข้าปากเธอทำให้เธอสำลัก
คเชนทร์ยืนดูเธอกำลังตะเกียดตะกายขึ้นมาจากน้ำ เขาไม่ช่วยเธอ หนำซ้ำยังกอดอกแน่น เธอไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือทันทีที่ทรงตัวอยู่ได้ เธอก็ะโด่าเขาเป็ชุด
“ทำบ้าอะไรของคุณ” เธอไอ เพราะกลืนน้ำไปหลายอึก
คเชนทร์รู้อยู่แล้วว่าเธอว่ายน้ำเป็ และน้ำกำลังช่วยให้เธอสงบลงได้ ชายหนุ่มยินนิ่งด้วยสีหน้าราบเรียบแต่รังสีที่แผ่มาจากเขาทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเขากำลังไม่พอใจอยู่
“มีสติหรือยัง”
“ไอ้โรคจิต!” เธอสถบใส่เขา ใบหน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ
เขายืนนิ่งกอดอก มองดูเธอแหวกว่ายอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที ในใจของเธอที่เคยร้อนรุ่มจนแทบจะมอดไหม้บัดนี้ได้กลับมาในสภาวะปกติแล้ว เธอเคาะเรือเรียกเขาที่ยืนเหม่อมองออกไปยันสุดปลายขอบฟ้า เขารู้ว่าเธออยากจะขึ้นมาเต็มทนแล้ว ร่างสูงจึงเดินไปหยิบห่วงยางขึ้นมา แล้วโยนมันลงไปด้านล่าง ทว่า พอมองออกไปอีกครั้ง เขากลับไม่เห็นเธอแล้ว คเชนทร์นิ่วหน้า เขาได้ยินเสียงเธอเคาะเรือเมื่อครู่ เธอน่าจะอยู่แถวนี้สิ
...หรือว่า...
ชายหนุ่มไม่ทันได้คิดอะไรต่อทั้งนั้น เขารีบะโลงไปเกรงว่าคนข้างล่างจะจมน้ำหายไป ภายในหัวของเขาร้อนรุ่ม เขาแหวกว่ายลงไปในน้ำ ลึกพอดู แถมยังมองอะไรไม่เห็น คเชนทร์ว่ายขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ะโเรียกชื่อเธอเป็รอบที่สาม หันไปมองรอบตัวไม่พบร่างที่คุ้นตา ดวงตาตื่นตระหนก เขาดำดิ่งลงไปด้านล่างอีกครั้ง ไม่ทันได้เห็นว่าร่างบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวเดียวและเปียกโชคทั้งตัวกำลังนั่งไข่ห้าง ยกชวดน้ำขึ้นมาดื่ม พร้อมกับยิ้มบางๆ
ทันทีที่เขาโพล่งขึ้นมาจากน้ำ ดวงตาเหลือบไปเห็นร่างบางที่นั่งอยู่ เขาจ้องมองเธอราวกับจะฆ่าเธอด้วยสายตาอำมหิตนั่น เธอยิ้ม และหัวเราะเบาๆ เธอไม่ได้ยิ้มอย่างสะใจเหมือนนางร้าย เธอแค่หัวเราะที่รู้ว่าตนเองก็สามารถทำให้เขาคลั่งได้เหมือนกัน