เย่วชิงน้อยของพยัคฆ์

    บทที่ 34 ช่วยชาวบ้าน

            ด้านโจวหยางหมิงและจ้าวเซี่ยหลิวที่แอบอยู่บนหลังคาเห็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่และกำยำห้าคนกำลังเดินออกมาจากที่ว่าการอำเภอมุ่งหน้าไปที่บ้านที่รับมอบหมายเพื่อไปเก็บเงินค่าคุ้มครอบพวกเขาทั้งสองก็ใช้วิชาตัวเบาสะกดรอยตามไปทันที

            ชายฉกรรจ์ทั้งห้าใช้เวลาไม่นานก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ติดกับตีนเขามีเด็กน้อยสองคนนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ที่หน้าบ้านของตนดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างเมื่อเห็นคนแปลกหน้า หน้าตาดุร้ายคล้ายกลุ่มโจร ร่างกายก็เริ่มสั่นกลัวทำอะไรไม่ถูก

            ทั้งสองจับเมื่อกันแน่นคนเป็นพี่ก้าวมายืนข้างหน้าเพื่อปกป้องน้องสาว ตอนนี้พ่อกับแม่ยังไม่กลับมาจากทำไร่เขาในฐานะพี่ชายก็ต้องออกหน้า

            “ พวกท่านเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ ”เด็กชายเอ่ยเสียงเกร็งกร้าวแต่ก็ยังสั่นอยู่เล็กน้อย

            หากดูในความเป็นไปได้เขาในตอนนี้เป็นเพียงเด็กน้อยที่อ่อนแอจะไปมีแรงสู้กับชายห้าคนที่มีรูปร่างใหญ่โตได้อย่างไร

            “พ่อกับแม่พวกเจ้าอยู่ที่ไหน ไปเรียกมาพบพวกข้าเดี๋ยวนี้ ”

            ไม่ทันที่เด็กน้อยได้เอ่ยก็มีเสียงแทรกขึ้นจากด้านหลังพร้อมกับชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินมา

            “ อาอิง อาปิง ”

            “ ท่านพ่อ ท่านแม่ ”เด็กน้อยเห็นพ่อกับแม่ก็รีบวิ่งไปกอดพวกเขาทันที

            สองสามีภรรยามองกลุ่มชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็พลันหน้าซีดรีบดันลูกน้อยทั้งสองให้หลบด้านหลัง

            “ หึ อยู่กันพร้อมหน้าแล้วก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ที่พวกข้ามาวันนี้เพราะครอบครัวของพวกเจ้าไม่จ่ายค่าคุ้มครองให้กับนายอำเภอเป็นเวลาสองเดือนแล้ว นายของข้าไม่พอใจมากและต้องการเงินนั้น” ชายหนุ่มเอ่ย

            พวกเขาอยากจะเถียงกลับออกไปเหลือเกินแต่ไม่กล้าค่าคุ้มครองอะไรกัน พวกเขาอยู่ในหมู่บ้านไม่มีเรื่องกับใคร คอยพึ่งพาอาศัยกัน แล้วจะต้องมีคนมาคุ้มครองทำไมกันเจ้านายอำเภอนั้นก็แค่เอามาเป็นข้ออ้างเพื่อขโมยเงินของผู้อื่นเพื่อไปบำเรอความสุขของตนเท่านั้น

            นอกจากงานการไม่ทำแล้วยังจะมาเบียดเบียนคนที่ต่ำกว่าให้ต่ำลงไปอีกทั้งที่พืชพักที่ปลูกนั้นครอบครัวของพวกเขาสามารถทานกันได้ทั้งปีแต่กลับต้องนำไปให้เจ้าหมูตอนอัปลักษณ์นั้นทานจนอ้วนท่วม

            ซ้ำตอนนี้คนในหมู่บ้านก็มีโรคระบาดแต่นายอำเภอหมูตอนผู้นั้นกลับไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรแล้วจะมาขอค่าคุ้มครองจากชาวบ้านอีก ช่างชั่วช้ายิ่งนัก

            “ ค่าคุ้มครองหรือ พวกข้าไม่มีให้เจ้าหรอก แค่ของกินภายในบ้านยังไม่ค่อยจะมีแล้วจะเอาที่ไหนไปให้คนอื่น ”

            “ ถ้าหากไม่มีเงิน ก็นำมากินมาแลก ”

            “ ข้าไม่มีอะไรจะให้พวกเจ้าทั้งนั้น พวกเจ้ากลับไปเถอะหากมีเมื่อไหร่ข้าจะนำไปให้ ”

            “ ไม่ได้ หากวันนี้พวกข้าไม่ได้อะไรกลับไป ข้าจะพังบ้านของพวกเจ้าให้หมด”

            “ อย่านะ ” สองสามีภรรยารีบร้องห้าม

            “ ถ้าไม่อยากให้พังบ้านก็จ่ายค่าคุ้มครองมาซะ ” ชายฉกรรจ์เอ่ยเสียงเหี้ยม

            “ พวกข้าไม่มีจริง ขอเวลาพวกข้าหน่อยเถอะ ”

            “ ได้ ”

            “ จริงหรือ ” มองหน้ากันอย่างดีใจ

            “ แต่... ”

            “ แต่อะไร ”

            “ จะว่าไปแล้วลูกสาวเจ้าก็หน้าตาใช้ได้ เอาตัวลูกสาวมาแลกก็แล้วกัน ”เลียริมฝีปากพลางมองเด็กสาวอย่างหื่นกระหาย

            สองสามีภรรยาที่ได้ยินเบิกตากว้างลูกสาวของพวกเขาพึ่งสิบขวบเองนะ อีกอย่างพวกเขาไม่มีทางยอมยกลูกสาวให้เป็นนางบำเรอของใครแน่

            เด็กสาวที่ได้ยินดังนั้นก็รีบกอดเอวมารดาแน่ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัว นางไม่อยากไปนางอยากอยู่กับครอบครัว

            “ นายอำเภอคงจะชอบ ไม่แน่หากลูกสาวเจ้าปรนนิบัตรได้ถูกใจหนีที่ค้างอยู่อาจจะหายไปก็ได้ แถมยังได้มีเงินมาใช้แบบฟรี ๆ อีก ”

            “ ไม่!! ข้าไม่ยอมยกลูกสาวให้นายอำเภอนั้นเด็ดขาด”

            ทั้งสี่คนกอดกันแน่น

            ชายหนุ่มฉกรรจ์ไม่อยากเสียเวลาจึงเข้าไปดึงเด็กสาวออกจากอ้อมกอดของพ่อแม่เสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่ว พวกเขายื้อแย่งกันไปมา

            ตุบ

            ร่างผอมแห้งของชายชาวบ้านกระเด็นล้มลงพื้นจากการแตะของชายฉกรรจ์คนหนึ่งส่วนภรรยาและลูกชายก็ถูกผลักให้กระเด็ดออกไปเช่นกัน

            เด็กสาวที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของชายฉกรรจ์ก็ดิ้นหนีสุดแรงแต่ก็ไม่สามารถหลุดจาการควบคุม นางได้แต่ร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นคนในครอบครัวถูกทำร้าย

            “ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย ”

            ก่อนที่เหล่าชายฉกรรจ์จะรังแกชาวบ้านไปมากกว่านั้นสองบุรุษที่มีไอสังหารรอบตัวก็ปรากฏตัวขึ้น

            “ ปล่อยเด็กซะ ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น สายตาคมจับจ้องไปที่ชายฉกรรจ์อย่างไม่มีความกลัวในรูปร่างที่ใหญ่โตของฝ่ายตรงข้ามแม้จะมีหลายคน

            “ ข้าไม่ปล่อย อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็หนีไปซะก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ ”

            “ ใช่แล้ว พวกเจ้าคงจะเป็นคนต่างถิ่นสินะ เลยไม่รู้ว่าพวกเราเป็นคนของใคร รีบหนีไปเถอะหนุ่มน้อยก่อนที่ลูกพี่ข้าจะเปลี่ยนใจ ”

            “ ข้าจะพูดอีกครั้ง ปล่อยเด็กซะ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยเสียงเรียบ

            “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลูกพี่ดูไอ้หนุ่มคนนี้พูดสิ สงสัยมันอยากจะเจ็บตัว บอกให้หนีไปก็ไม่ยอมไปข้าว่าพวกเราควรจะสั่งสอนให้มันรู้ดีหรือไม่ ”

            สายตามองเหยียดของโจวหยางหมิงและจ้าวเซี่ยหลิวทำให้ชายฉกรรจ์รู้สึกไม่พอใจยิ่งเห็นท่าทางพวกเขาไม่มีความกลัวตนแม้แต่น้อยก็รู้สึกเดือด

            ชายฉกรรจ์ที่จับเด็กสาวอยู่ผลักนางให้ออกห่างจากตัวแล้วเข้าไปจัดการคนที่กล้าท้าทายเขาง้าวหมัดขึ้นจะต่อยแต่ไม่ทันที่หมัดของตนจะถึงเขาก็ถูกถีบจนกระเด็นออกมาชนกับแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้านจนพัง

            ลูกน้องที่เห็นว่าหัวหน้าโดนทำร้ายก็โกรธจัดวิ่งเข้าไปเพื่อจัดการชายหนุ่มทั้งสองแต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน องค์รัชทายาทและท่านรองแม่ทัพออกแรงเล็กน้อยเหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหมดก็ถูกจัดการอย่างราบคาบจนไปนอนกองร้องโอดครวญอยู่บนพื้น

            “ หึ ฝึมือก็ไม่เท่าไหร่หนิ ” ฝีมือเพียงหางอึ่งแล้วทำมาอวดเบ็งผู้อื่นจ้างเซี่ยหลิวคิดว่าพวกนี้มีดีแค่รูปร่างสูงใหญ่ แต่ถ้าจะให้มาเป็นคู่มือซ้อมประลองให้เขายังทำไม่ได้เลย

            “ พะ...พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ ”

            “ พวกข้าก็เป็นเจ้ากรรมนายเวรของพวกเจ้าอย่างไรเล่า ”

            โจวหยางหมิงไม่สนใจชายฉกรรจ์พวกนี้อีกเขาเรียกให้องครักษ์ของตนพาทั้งหมดไปขังเอาไว้

            เหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่ครอบครัวเดียวที่เห็นแต่ยังมีชาวบ้านอื่นๆ ด้วย ที่อยู่ในระแวกนี้ พวกเขาดีใจมากโห่ร้องอย่างดีใจที่มีคนจัดการชายฉกรรจ์เหล่านี้ได้เพราะตนเองก็เคยโดนคนพวกนั้นทำร้ายมาเหมือนยามที่มาเงินมาให้ไม่ทัน

            สองสามีภรรยากระกูลฮันรีบพาลูกทั้งสองมาขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งสอง

            “ ขอบคุณที่ช่วยครอบครัวของพวกข้าเจ้าค่ะ ”

            “ ขอบคุณเจ้าค่ะ/ขอรับ ”

            “ ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของพวกข้าอยู่แล้ว ”

            “ ข้าของถามได้หรือไม่ พวกท่านกำลังจะเดินทางไปที่ใดหรือถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ช่วยรั้งอยู่ที่นี่สักพักจะได้หรือไม่ข้ากลัวว่าถ้านายอำเภอรู้เรื่องว่าคนของเขาไม่กลับไปจะต้องส่งคนมาตามสืบเค้นจากพวกเราอีกแน่” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้น คนอื่น ๆก็พยักหน้าเห็นด้วยกันพร้อมเพรียง

            “ ทุกท่านไม่ต้องห่วงไป ที่ที่พวกข้าจะไปคือที่นี่ ”

            “ จริงหรือ ”

            “ อืม ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกข้าต้องขอตัวไปก่อน แล้วเจอกัน ” กล่าวจบทั้งสองคนก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาชาวบ้าน


    คล้ายกับเรื่องเย่วชิงน้อยของพยัคฆ์ ที่คุณอ่าน