“พี่สะใภ้วางใจได้ผมจะรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างดีครับ!”
สวีหว่านหนิงถือจานอาหารที่ล้างสะอาดแล้วไปหาหัวหน้าขบวนรถไฟ
หัวหน้าขบวนรถไฟบอกให้เธอนั่งลงแล้วถึงเริ่มอธิบาย
“คณะของยอร์คคือนักธุรกิจจากประเทศอเมริกาพวกเขามาประเทศจีนคราวนี้ หนึ่งเพราะมาเยี่ยมญาติ สองเพราะอยากกระชับความสัมพันธ์กับทางประเทศจีน”
สวีหว่านหนิงขมวดคิ้ว“หากเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ควรอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศนะคะ”
“พูดอย่างนั้นก็ถูกแต่ปัญหาคือพวกเขาเพิ่งจะเกิดความคิดอยากจะกระชับความสัมพันธ์กับประเทศจีนเมื่อเร็วๆนี้ หรือพูดอีกอย่างคือเพราะคุณช่วยเด็กที่ชื่อเจมส์บนรถไฟคราวก่อนทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรของชาวจีน จึงทำให้พวกเขาเกิดความคิดนี้ขึ้นมา!”
“ทางกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์อยากรับช่วงต่อแต่พวกยอร์คไม่ให้โอกาส พวกเขาพูดอย่างชัดเจนว่าพวกเขาเชื่อใจคุณแค่คนเดียวเท่านั้น”
สวีหว่านหนิงเพียงรู้สึกว่ามันช่างกดดันเหลือเกิน
บางครั้งการได้รับความไว้วางใจมากเกินไปใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี
โดยเฉพาะคนที่ไว้ใจเธอกลับเป็นคนที่เธอเพิ่งเคยเจอหน้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้นอีกทั้งยังคนละสัญชาติกันอีก
ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความสัมพันธ์ภายในประเทศค่อนข้างซับซ้อนสวีหว่านหนิงเกรงว่าพวกยอร์คจะแสดงท่าทีสนิทสนมกับเธอจนเกินไปแล้วทำให้คนบางกลุ่มคาดเดาไปต่างๆ นานาและอาจนำพาความเดือดร้อนที่ไม่จำเป็นมาสู่ตัวเธอได้
แต่ถ้าถามว่าเธอเสียใจหรือไม่ที่ช่วยชีวิตเจมส์เอาไว้แน่นอนว่าไม่
ถึงอย่างไรนั่นก็คือชีวิตคน
ความเชื่อและจิตใจที่งดงามทำให้เธอไม่อาจอยู่เฉย
หัวหน้าขบวนรถไฟสัมผัสได้ถึงความลังเลของสวีหว่านหนิงเขาถอนหายใจพลางกล่าว “ตามหลักแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ควรอยู่ในความรับผิดชอบของขบวนรถไฟของพวกเราเช่นเดียวกันแต่พวกยอร์คแสดงเจตนารมณ์ชัดว่า อยากจะนั่งขบวนรถไฟเดียวกันกับคุณ”
พูดจบประโยคนี้จู่ๆ เขาก็ขยับเข้ามาใกล้สวีหว่านหนิงแล้วใช้เสียงแผ่วเบาที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่จะได้ยิน พร้อมกับกล่าวว่า“สหายสวี คุณไม่ต้องห่วง นี่คือความต้องการของเบื้องบนพูดอีกอย่างคือเรื่องที่ขบวนรถไฟของเรากับคุณทำการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับยอร์คได้รับการอนุญาตจากเบื้องบนแล้ว”
“คุณเองก็ไม่ต้องกดดันเบื้องบนกล่าวแล้วว่า ถ้าเจรจาสำเร็จได้ย่อมดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรครับ”
เบื้องบนไม่มีทางฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสวีหว่านหนิงมันไม่ยุติธรรมกับเธอ และจะทำให้พวกเขาดูไร้ความสามารถ
แต่ถ้าสวีหว่านหนิงเจรจาสำเร็จมันก็คงจะดีที่สุด
เพราะถึงอย่างไรประเทศจีนก็ต้องการเงินตราต่างประเทศมากจริงๆ
“ได้ค่ะฉันเข้าใจแล้ว พวกเขาจะขึ้นรถไฟตอนประมาณกี่โมงคะ”
“ถ้าตารางเดินรถไฟไม่ล่าช้าน่าจะตอนบ่ายสองโมงครับ”
“บ่ายสองเวลาอาหารพอดี”
สวีหว่านหนิงกวาดตามองไปที่จานอาหารบนโต๊ะความคิดที่บ้าบิ่นผุดขึ้นมาในสมอง
“หัวหน้าคะคุณว่าเป็นไปได้หรือไม่ถ้าฉันอยากทำอาหารต้อนรับพวกยอร์คเองแม้ว่าสภาพแวดล้อมบนรถไฟอาจจะมีข้อจำกัด แต่มันสามารถแสดงให้พวกเขาเห็นว่าประเทศจีนของเรายินดีต้อนรับพวกเขาอย่างยิ่ง คุณคิดว่าอย่างไรคะ”
“ความคิดของสหายสวีช่างดีเยี่ยมต่อให้นอนหลับฝันผมก็คงคิดไม่ได้แบบนี้”
“ฉันไม่ต้องฝันก็คิดได้ค่ะ”
หัวหน้าขบวนรถไฟกล่าวว่า“แต่มันจะรบกวนสหายสวีเกินไปหรือเปล่าครับ ถึงอย่างไรสภาพแวดล้อมของรถไฟเราก็ย่ำแย่กว่าที่คุณคิด”
“อะไรที่ไม่มีเราจะสร้างมันขึ้นมาเองค่ะ”
หัวหน้าขบวนรถไฟไม่เข้าใจว่าทำไมสวีหว่านหนิงถึงยืนกรานว่าจะทำอาหารเที่ยงให้ได้แต่เมื่อเห็นความแน่วแน่ของเธอแล้ว สุดท้ายเขาก็ไม่ปฏิเสธอีกทั้งยังแจ้งกับฝ่ายอาหารว่าจะต้องให้ความร่วมมือกับสวีหว่านหนิงอย่างเต็มที่
รถไฟขบวนนี้มีตู้อาหารเพราะฉะนั้นจะต้องมีห้องครัว
แต่ห้องครัวขนาดเล็กมากและวัตถุดิบต่างๆ ก็ขาดแคลน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำอาหารมื้อใหญ่
ดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงทำอาหารพื้นบ้านง่ายๆเท่านั้น
ข้าวผัดไข่ผักกาดขาวผัดน้ำส้มสายชู และมันฝรั่งผัดเนื้อ
สวีหว่านหนิงทำอาหารเสร็จอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าขบวนรถไฟทำงานอื่นกลับมาเห็นอาหารหลายจานบนโต๊ะแล้วอ้าปากค้าง
“สหายสวีคุณมั่นใจว่าจะใช้อาหารเหล่านี้ต้อนรับแขกต่างชาติจริงหรือ”
การต้อนรับแขกต่างชาติหากไม่สามารถเตรียมโต๊ะจีนแบบเต็มรูปแบบได้อย่างน้อยก็ควรทำอาหารที่มีระดับกว่านี้
ต้องโทษเขาที่เชื่อใจสหายสวีมากเกินไป
หลักๆเพราะสหายสวีพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจมากรวมถึงรัศมีความเชื่อมั่นในตัวเองที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ มันทำให้คนอื่นยากจะปฏิเสธ
นึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่ได้กลับมาคืออาหารที่หน้าตาใช้ได้ กับกลิ่นที่หอมไม่เลว
แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสิ่งสำคัญคือการใช้กับข้าวเพียงสองอย่างต้อนรับแขกต่างชาติเช่นนี้ จะทำให้แขกต่างชาติรู้สึกว่าประเทศจีนของพวกเขาไม่มีของดีแล้วหรือไม่?
“หัวหน้าคะโปรดเชื่อใจฉัน” สวีหว่านหนิงมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็บ่ายโมงห้าสิบแล้ววันนี้รถไฟไม่ล่าช้า พวกยอร์คน่าจะใกล้ขึ้นรถไฟมาแล้วละค่ะ”
สวีหว่านหนิงเพิ่งพูดจบรถไฟก็เริ่มลดความเร็วเพื่อจอดเทียบชานชาลา
สวีหว่านหนิงปลดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินตามหัวหน้าขบวนรถไฟไปต้อนรับคณะของยอร์ค
“สวียินดีที่ได้พบคุณอีกครั้งนะคะ” แม่ของเจมส์เห็นสวีหว่านหนิงแล้วสวมกอดเธอทันที
สวีหว่านหนิงกอดตอบอีกฝ่ายเช่นกัน
เจมส์ถูกยอร์คจูงมือไว้เขาหันไปมองสวีหว่านหนิงเป็นครั้งคราว และรีบถอนสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว
ทว่าสายตาของเขาชัดเจนเกินไปทำให้สวีหว่านหนิงสังเกตเห็นตั้งแต่แวบแรก
เธอนั่งลงเพื่อให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกันกับเจมส์ก่อนจะกล่าวทักทายอย่างอ่อนโยนด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า
“เจมส์ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ช่วงนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง”
เจมส์พยักหน้า“ผมสบายดี สวี ขอบคุณที่ครั้งก่อนช่วยชีวิตผมไว้”
“ไม่ต้องเกรงใจได้ช่วยสุภาพบุรุษตัวน้อยอย่างเธอถือเป็นเกียรติของฉัน”
เจมส์เขินหนักกว่าเดิมเขาเดินไปหลบอยู่ด้านหลังยอร์ค แต่ก็มิวายยื่นศีรษะออกมา
เขาสูดจมูกเล็กน้อยแล้วพูดเสียงแผ่วว่า“สวี พูดแบบนี้อาจจะไม่มีมารยาทเท่าไร แต่ผมได้กลิ่นแปลกๆ จากตัวคุณ”
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าเขาหมายถึงกลิ่นน้ำมันจากในห้องครัว
“ฉันรู้จากหัวหน้าขบวนรถไฟว่าพวกคุณจะขึ้นรถมาตอนไหน และคิดว่าพวกคุณคงเร่งเดินทางมาจนพลาดมื้ออาหาร ฉันเลยเตรียมอาหารเอาไว้ให้พวกคุณได้ทานกันค่ะ”
“พระเจ้าช่วยสวี คุณตั้งใจเตรียมอาหารให้กับพวกเราหรือคะ”
“ใช่ค่ะแต่ฉันไม่รู้วัฒนธรรมการรับประทานอาหารของพวกคุณ เลยทำอาหารที่พวกคุณรับประทานเป็นประจำไม่ได้ฉันจึงทำอาหารที่ฉันถนัดค่ะ หวังว่าพวกคุณจะชอบนะคะ”
สวีหว่านหนิงพาพวกเขาไปที่ตู้อาหาร
หัวหน้าขบวนรถไฟคือพนักงานเพียงคนเดียวที่พอจะฟังภาษาอังกฤษออกเขาเดินตามหลังมาติดๆ
แม้สวีหว่านหนิงจะผัดกับข้าวไว้แค่สองอย่างแต่ปริมาณของมันมากพอที่จะให้คนทั้งคณะรับประทานกันจนอิ่มท้อง
“นี่คือข้าวผัดไข่มันฝรั่งผัดเนื้อ และผักกาดขาวผัดน้ำส้มสายชูค่ะ”
สวีหว่านหนิงอธิบายพลางหยิบจานสะอาดมาตักข้าวผัดไข่ส่งให้เจมส์พร้อมยื่นช้อนให้กับเขา
“ลองชิมดูสิว่ารสชาติแบบนี้พอจะทานได้ไหม”
เจมส์สมกับที่เกิดในตระกูลชนชั้นสูงท่าทางการรับประทานอาหารดูดีมาก
แม้ช้อนจะมีขนาดใหญ่แต่เขาตักข้าวขึ้นมาเพียงครึ่งช้อน ก่อนจะค่อยๆ ใส่เข้าปาก และเคี้ยวมันอย่างช้าๆ
ระหว่างนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ
จนกระทั่งกลืนข้าวผัดไข่ลงท้องไปแล้วนัยน์ตาสีน้ำตาลของเจมส์ก็เป็นประกายกว่าเดิมอย่างชัดเจน
เขาตักข้าวขึ้นมาครั้งแต่ครั้งนี้เขาตักมาเต็มช้อน และทานอาหารเร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด