บทที่ 5
รายได้จากการทำงานครั้งแรก
คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านฮัวเป่ยต่างสนใจทำเกษตรกรรม เนื่องจากที่ดินที่พวกเขามีสภาพไม่ต่างจากดินของบ้านตระกูลจางเท่าไรอาจมีบางบ้านมีสภาพเป็ดินเหนียวประปรายพวกเขาจึงตกลงรวบรวมเงินค่าจ้างล่ามสำหรับสื่อสารกับชาวเซียนลว่อแบ่งสมุนไพรอีกจำนวนหนึ่งมอบให้จางฮุ่ยเหมย รวมทั้งให้ภรรยาของพวกเขาสับเปลี่ยนเวรทำอาหารให้นางเป็การตอบแทน
หมู่บ้านฮัวเป่ยในเมืองเซียงโจวถือเป็หมู่บ้านที่มีรายได้น้อยกว่าหมู่บ้านอื่นๆพวกเขาไม่ค่อยแข่งขันกันมากเท่าไร ส่วนมากอาศัยซึ่งกันและกันต่างคนต่างช่วยเหลือเสมอมา อาจมีทะเลาะเบาะแว้งในเื่เล็กๆน้อยๆ นั่นก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้น
สิ่งเดียวที่ทำให้จางฮุ่ยเหมยงงงวยสับสนไม่หายคือการได้รับค่าจ้างนอกเหนือจากคำขอของนางคือการให้สตรีแต่งงานแล้วในหมู่บ้านแจ้งกับนางว่าจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำอาหารให้นางทานและขอบใจแทนสามีที่นางทำให้ความฝันของบุรุษในหมู่บ้านมีความหวังในการทำเกษตรขึ้นมาทั้งที่มีใครหลายคนบอกว่าดินของเมืองเซียงโจวไม่สามารถปลูกพืชผักได้แต่จางฮุ่ยเหมยแสดงให้เห็นเป็คนแรกของหมู่บ้านแล้วว่านางสามารถทำได้
จางฮุ่ยเหมยจึงกลายเป็ผู้มีพระคุณของคนในหมู่บ้านโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวซ้ำชางหย่งเต๋อผู้เป็หัวหน้าหมู่บ้านมีทีท่าว่าจะเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จของนางดีที่นางหยุดยั้งความคิดยิ่งใหญ่แบบนั้นไว้ก่อน
ยังไม่ทันเห็นความสำเร็จของคนในหมู่บ้านฮัวเป่ยพวกเขากลับยกยอจางฮุ่ยเหมยไปไกลกว่าที่คิด น่ากลัวจริงๆเหตุผลที่นางอยากปลูกผักในที่ดินของตัวเอง ก็แค่อยากกินผักกาดกับหารายได้เท่านั้นเื่ต่อยอดมันเพิ่งมาคิดได้เมื่อเจอคนที่มีปัญหาคล้ายกัน
"วันนี้ข้าทำอาหารบำรุงน้ำนมของเ้ามาให้ด้วยนะเหมยเอ๋อร์"
ภวังค์ความคิดถูกปัดตกทิ้งไปเมื่อมีแม่ครัวคนใหม่เวียนเข้ามาพร้อมนำสำรับอาหารสามสี่อย่างวางขึ้นโต๊ะพร้อมกลิ่นหอมโชยจากอาหารจานร้อนจางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือมองอาหารบนโต๊ะซึ่งมีหน้าตาต่างไปจากเดิมปกตินางมักกินแต่ข้าวต้มธัญพืชตลอด วันนี้มีรายการอาหารแตกต่างจากปกติเสียแล้วรู้สึกว่าชีวิตยังมีเื่ดีๆ รอต้อนรับนางอยู่จริงๆ
นึกว่าต้องกินข้าวต้มธัญพืชทุกวันจนหน้าจะกลายเป็น้ำข้าวต้มขึ้นมาจริงๆ...จางฮุ่ยเหมยปลาบปลื้มแทบน้ำตาปริ่ม
"วันนี้ข้าทำดอกกุยช่ายผัดตับ ไก่ตุ๋นยาจีนรับรองว่าไก่ป่าที่สามีข้าจับมาเนื้อไม่เหนียวแน่นอนเพราะข้าเคี่ยวทิ้งเอาไว้ั้แ่เมื่อคืนเพื่อเ้าโดยเฉพาะ ไก่ผัดขิงแล้วก็น้ำหัวปลีสด ไม่เฝื่อนแม้แต่น้อย"
แต่ละรายการอาหารล้วนแล้วบำรุงน้ำนมของจางฮุ่ยเหมยทั้งสิ้นหญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอเอื้อกใหญ่อย่างอดไม่ได้นี่พวกเขาจะขุนนางหรือขุนเ้าก้อนแป้งของนางกันแน่
ขนาดเจียวซือเห็นอาหารตรงหน้าอดไม่ได้ที่จะทำกิริยาเช่นเดียวกับนายหญิงซ้ำรู้สึกผิดหวังต่อฝีมือของตัวเองที่ไม่สามารถทำอาหารได้อย่างหลากหลาย นอกจากข้าวต้มเพียงอย่างเดียวที่นางมั่นใจ
"เอ้า พวกเ้าจ้องอาหารกันอยู่ได้ ไม่รีบกินตอนร้อนๆเดี๋ยวอาหารไม่อร่อยนะ"
หญิงสาวทั้งสองสะดุ้งเฮือกคล้ายเพิ่งได้สติรีบลงมือทานอาหารตรงหน้าแทบทันทีคนเริ่มต้นลงมือทานอาหารบนโต๊ะก่อนคงหนีไม่พ้นจางฮุ่ยเหมยแล้วตามด้วยเจียวซือทั้งสองต่างมีสีหน้าล่องลอยราวกับเพิ่งได้รู้จักรสชาติอาหารที่ไม่เคยรู้สึกมาเนิ่นนานนอกจากรสชาติจืดๆ ของข้าวต้ม แต่ยังคงรสอ่อนมากนัก เพราะมารดาให้นมบุตรไม่สามารถทานอาหารรสจัดได้ต้องรอให้ลูกหย่านมเสียก่อน
"เป็อย่างไรบ้าง?"
"อร่อยเ้าค่ะ อร่อยมากๆ เลยเ้าค่ะ" จางฮุ่ยเหมยตอบแทบจะทันที
"ดีแล้วๆ กินเยอะๆ เ้าก้อนแป้งของเ้าจะได้อิ่มมากๆ เหมือนมารดา"
แต่นางจะเจริญอาหารก่อนนี่สิแค่นี้จางฮุ่ยเหมยก็อวบอิ่มเต่งตึงไปทั้งเนื้อทั้งตัว จำได้ว่าคนมาทำอาหารให้นางวันนี้เป็ภรรยาของผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านชื่อ'หรงหลิน' อาหารของพี่สาวคนนี้เลิศรสจริงๆดีสำหรับคนเป็แม่เช่นนางที่สุด
"ระหว่างที่พวกเ้าทานข้าว เดี๋ยวข้าดูแลอาเทียนกับอาเฉิงให้นะทานกันตามสบายเลย"
"ขอบคุณเ้าค่ะ" ทั้งจางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือผงกหัวพร้อมกัน
ทั้งคู่ต่างทานอาหารกันต่อโดยไม่ต้องพะว้าพะวงเื่ของจางหนิงเทียนกับจางหนิงเฉิงนอกจากได้รับการดูแลเื่อาหารแล้ว ยังมีคนช่วยเลี้ยงเ้าแฝด จะไม่ให้จางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือมีความสุขได้อย่างไร
ก่อนหน้านั้นพวกนางสลับกันทำงานสลับกันดูแลเ้าก้อนแป้งเสียจนหัวหมุนคนหนึ่งเพิ่งเคยเลี้ยงดูบุตรเป็ครั้งแรกในชีวิตอีกคนเพิ่งเคยเป็ผู้ช่วยมารดาหรือพี่เลี้ยงของคุณชายน้อยทั้งสองเช่นกันสรุปพวกนางทั้งสองต่างเป็มือใหม่เื่เลี้ยงเด็กน้อยมาก
หลังจากนั้นไม่นาน ภายในหมู่บ้านฮัวเป่ยก็แบ่งออกทั้งหมดห้ากลุ่ม ในห้ากลุ่มนี้ทุกกลุ่มมีตัวแทนของกลุ่มหนึ่งคนเป็หัวหน้ากลุ่มและติดตามไปเรียนรู้การปรับสภาพดินจากพ่อค้าชาวเซียนลว่อมีจางฮุ่ยเหมยเป็ล่ามแปลภาษาของชาวเซียนลว่อช่วยเจรจาสื่อสารและอธิบายเชิงสอนไปในตัวแน่นอนว่านางกระเตงลูกพาไปทำงานด้วย ขืนปล่อยไว้มีหวังร้องไห้หิวนมแน่นอน ซ้ำที่นี่ยังไม่มีใครเลี้ยงสัตว์เอาไว้เพื่อบริโภคนมแพะหรือไข่ไก่อย่างจริงจังภายในหมู่บ้านจำต้องยอมรับสภาพนี้ไปก่อน
ทุกคนซึ่งเป็ตัวแทนของกลุ่มตั้งอกตั้งใจฟังและเก็บเกี่ยวความรู้จากพ่อค้าชาวเซียนลว่อให้ได้มากที่สุดโชคดีมีจางฮุ่ยเหมยมาด้วย นางสามารถสื่อสารและอธิบายคำพูดของชาวต่างชาติให้พวกเขาคิดตามจนมองเห็นภาพภายในหัว
หลังจากนั้นพวกเขาจึงเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและปูนขาวจำนวนหนึ่งเพื่อนำไปทดลองกับแปลงผักของตัวเองที่บ้านก่อนใช้เป็ตัวอย่างให้มั่นใจว่าหากหัวหน้ากลุ่มของพวกเขาสามารถทำได้คนภายในกลุ่มก็สามารถทำได้เช่นกันเป็แผนการกระจายความรู้และสาธิตให้คนในหมู่บ้านหันมาทำการเกษตรมากขึ้นนั่นเองถือว่าการทำงานของคนภายในหมู่บ้านฮัวเป่ยมีระเบียบแบบแผนมากกว่าที่คิด
"แม่นาง..." พ่อค้าคงกล่าวเรียกจางฮุ่ยเหมยแ่เบา ระหว่างคนอื่นๆกำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่
"เ้าคะ?"
"ขอบคุณแม่นางมากที่ช่วยทำให้สินค้าบนเรือของข้าขายออก"เขาค้อมตัวลงเป็การเคารพ
จางฮุ่ยเหมยเองก็เคารพตอบรับเช่นกัน"อย่ากล่าวหนักนักเลยเ้าค่ะ ท่านได้กำไร ข้าเองก็ได้กำไรเช่นกันได้ผลประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย"
"ถือว่าวันนี้มีลูกค้าเข้ามาที่เรือสินค้าของข้ามากที่สุดในรอบสองเดือนของเล่นไม้ชิ้นนี้ข้าขอมอบเป็ของขวัญให้บุตรชายของเ้า" ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยื่นของเล่นไม้หน้าตาประหลาดส่งให้จางหนิงเทียนในอ้อมแขนของจางฮุ่ยเหมยทันที
เด็กน้อยเห็นของน่าสนใจไม่รอช้ามืออวบอ้วนตะปบจับของเล่นซึ่งยังยื่นส่งไม่ถึงดีไว้แน่น ดวงตารัตติกาลทอประกายระยิบระยับด้วยความสุขส่วนจางหนิงเฉิงซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของเจียวซือไม่ถูกปล่อยให้รอคอยของเล่นนานของเล่นค่อยๆ ถูกยื่นเข้ามาหา แต่ปฏิกิริยาของแฝดคนน้องช่างแตกต่างจากพี่ชายนักมืออวบอ้วนเขี่ยของเล่นด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะค่อยๆ หยิบจับเพราะกลัวว่ามันจะทำเขาเจ็บมากกว่า
พวกผู้ใหญ่เห็นแบบนั้นอดไม่ได้ที่จะขำกับความต่างกันของฝาแฝดตัวขาวอวบแน่นน่าฟัดทำได้เพียงหยิกแก้มเนื้อแน่นพอให้มันเขี้ยวแ่เบาระเอ็นดูเด็กน้อยทั้งสองคนพอเห็นรอยยิ้มดีใจแล้วพ่อค้าคงก็ยิ้มตาม
"หวังว่าเด็กๆ จะชอบของเล่นของข้า มันคือ 'กำหมุนบิน'ถ้าดึงเชือกจากตรงนี้" พ่อค้าหนุ่มสาธิตการเล่น
โดยดึงเชือกซึ่งอยู่ด้านข้างของแท่งจับ แล้วดึงออกเร็วๆครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าแท่งใบพัดซึ่งทำสูงกว่าแท่งจับเล็กน้อยก็หมุนวนเร็วๆครั้งหนึ่งตามเชือกที่ดึงออกไป พอปล่อยเชือกออกจากมือ แท่งใบพัดก็หมุนย้อนกลับและดึงเชือกเก็บไว้ภายในกระบอกแท่งจับตามเดิมสร้างความตื่นเต้นให้แก่เด็กน้อยทั้งสองอย่างมากพากันส่งเสียงกรีดร้องชอบใจราวกับได้เจอของเล่นน่าสนุก
ท่าทางจางฮุ่ยเหมยกับเจียวซือจะมีภารกิจอีกอย่างคือการเล่นของเล่นประหลาดนี้ให้เด็กน้อยตัวกลมดูแน่นอน เริ่มมองเห็นอนาคตตอนเย็นนี้แล้วสิ
"แล้วนี่ก็ส่วนต่างจากการที่แม่นางสามารถหาลูกค้าเพิ่มให้ข้าได้ถือเสียว่าเป็ค่าล่ามของท่านแล้วกัน"พ่อค้าคงหยิบซองสีน้ำตาลบรรจุตั๋วเงินซึ่งเป็ค่าเงินตราของแคว้นฉินเสียบเข้ากับห่อผ้าของเด็กน้อยทั้งสองทำคล้ายกับว่านี่คือเงินขวัญถุงสำหรับเ้าเด็กแฝด
"นี่ท่าน..."
"รับไปเถิด ถือว่านี่คือน้ำใจจากข้าเล็กๆ น้อยๆที่ทำให้ข้าไม่ต้องเทสินค้าทิ้งลงทะเลก่อนที่พวกมันจะเสียหายเสียก่อน"
"เออ..." ถึงเขาจะไม่โยนถุงเงินมาให้โจ้งแจ้งก็เถอะแต่นี่มัน...
พ่อค้าชาวเซียนลว่อจ้องจางฮุ่ยเหมยนิ่งสุดท้ายนางกลายเป็ผู้พ่ายแพ้ต่อความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเขาที่้าตอบแทนน้ำใจยอมรับเอาไว้ด้วยไมตรีมิตรที่ดีแม้ไม่รู้ว่าในซองสีน้ำตาลนี้บรรจุเงินค่าล่ามเอาไว้ให้นางเท่าไรก็ตาม
จางฮุ่ยเหมยจึงถือโอกาสซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะผักกาดขาวกับหัวผักกาด ครั้งนี้นางต้องได้กินน้ำแกงผักกาดของจริงที่ไม่ได้มีเพียงน้ำแกงเพียงอย่างเดียว แต่มีผักกาดของโปรดของนางด้วยนอกจากนี้นางยังคิดถึงรายการอาหารอย่างเช่น ผัดผักกาดใส่ไข่ ผักกาดดองแกงจืดผักกาด และอีกสารพัดรายการอาหารที่นางคิดออก
การอ่านหนังสือของชาวต่างชาติทำให้นางได้รู้จักเมนูอาหารมากขึ้นช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้ว่านางจะทำอาหารไม่ได้เื่ได้ราวเท่าไร แต่ก็พอกินได้
เมื่อกลับมาถึงบ้านของตัวเอง จางฮุ่ยเหมยแทบทิ้งตัวนอนลงบนตั่งเตียงนอนกลับต้องหยุดชะงักไว้ก่อน รีบพาเ้าสองแฝดล้างเนื้อล้างตัวหลังกลับมาจากข้างนอกหากนับเวลาดูดีๆ ยามนี้เข้ายามเว่ย[1]ได้เวลานอนของเ้าแฝดแล้วด้วย
เพื่อไม่ให้เ้าซาลาเปาทั้งสองเกิดความเคยตัวแต่เด็กจางฮุ่ยเหมยเอาของเล่นแยกออกจากบุตรชายทั้งสองก่อนเป็ลำดับแรกพลางกอดหอมฟัดแก้มขาวอวบอ้วนและพุงกลมน้อยเนื้อแน่นของเด็กทั้งสองสลับกันไปมาจนพวกเขาต่างส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
ก่อนลูกโยเยก็ต้องทำให้อารมณ์ดีก่อนละนะ โอ๊ย...
มือเรียวเปิดสาบเสื้อข้างหนึ่งโน้มตัวลงอุ้มจางหนิงเฉิงเข้าเต้าก่อนเป็คนแรก ส่วนจางหนิงเทียนมองมารดาด้วยดวงตากลมใสตามเดิมพลางดูดอมนิ้วมือรอน้องอย่างรู้ความ หลังๆมาเหมือนเด็กน้อยเริ่มรู้แล้วว่าต้องรอก่อนนะแล้วเขาจะได้ดื่มกินนมของมารดาเป็คนสุดท้ายอย่างสบายใจซ้ำมารดายังอุ้มโยกไปโยกมาจนเขามักเคลิ้มหลับคาอกพร้อมความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนโยนจากมารดาเสมอทำให้จางหนิงเทียนสามารถรอได้โดยไม่งอแง
สุดท้ายเด็กน้อยทั้งสองก็ได้นอนตอนกลางวันกับมารดาอยู่ดีแค่นี้พวกเขาก็มีความสุขมากมายแล้ว
จางฮุ่ยเหมยเห็นว่าเ้าก้อนซาลาเปาทั้งสองหลับปุ๋ยเรียบร้อย ค่อยขับเคลื่อนตัวออกจากตั่งเตียงนอนไปนั่งที่โต๊ะน้ำชากับเจียวซือซึ่งกำลังรอนายหญิงอย่างใจจดใจจ่อด้วยความใคร่รู้ว่าซองน้ำตาลที่ได้จากพ่อค้าเซียนลว่อคืออะไรกันแน่
"นี่คือสิ่งใดหรือเ้าคะนายหญิง?"
"เขาบอกว่าเป็ค่าจ้างในฐานะล่ามของข้า"
"จริงหรือเ้าคะ? แต่คนในหมู่บ้านก็ให้ค่าจ้างนายหญิงมาแล้วแล้วพวกเขาก็คอยทำอาหารให้พวกเราทานอีกด้วย" นางอดเกรงใจกับการกระทำเ่าั้ไม่ได้
"เขาบอกว่าให้เป็สินน้ำใจที่ช่วยให้เขาสามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องเทสินค้าทิ้งลงทะเลหากมันเสียหายขึ้นมา"
ได้ฟังเหตุผลดังนั้น เจียวซือพยักหน้าเห็นด้วย เฝ้ามองจางฮุ่ยเหมยบรรจงแกะซองสีน้ำตาลอย่างใจเย็นในระหว่างแกะซองจางฮุ่ยเหมยกลับมือเย็นชืด ใจเต้นระทึกยิ่งกว่าครั้งไหนนี่คือเงินค่าจ้างในการเป็ล่ามครั้งแรกของนางซ้ำนางยังไม่ได้เปิดหีบกล่องไม้ที่ชาวบ้านหมู่บ้านฮัวเป่ยลงขันกันเพื่อจ้างนางเป็ล่ามไปช่วยเจรจาและเรียนรู้เื่ปรับสภาพดินกับชาวเซียวลว่ออีก
นี่คือเงินก้อนแรกของนางโดยใช้ความสามารถของนางที่มีไขว่คว้ามันมา
บางทีจางฮุ่ยเหมยก็อดมือสั่นไม่ไหวเช่นกันเห็นนางนิ่งแกะซองเงินค่าจ้างใช่ว่านางไม่ตื่นเต้นเสียหน่อยเมื่อปากซองน้ำตาลถูกเปิดออก มือสีขาวซีดพลันหยิบแผ่นกระดาษด้านในซองออกมาทันทีที่ได้เห็นจำนวนเงินที่ระบุเอาไว้ในตั๋วเงินยามนั้นจางฮุ่ยเหมยแทบพูดอะไรไม่ออกสักคำ
อดีตคุณหนูและปัจจุบันเป็แม่ลูกอ่อนยามนี้ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าค่าจ้างล่ามจะกอบโกยเงินมหาศาลขนาดนี้ต่อการเจรจารค้าขายเพียงหนึ่งครั้งแสดงว่าสามส่วนที่นางขอจากราคาปกติของล่าม ทบกันแล้วสามารถนำเงินที่ได้มาซ่อมแซมบ้านหลังนี้รวมถึงซื้อข้าวสารและธัญพืชราคาแพงของเมืองเซียงโจวได้สบาย
"นายหญิงเ้าคะ"
"..."
"นายหญิงเ้าคะ..."
"..."
"นายหญิง!" คราวนี้เจียวซือทั้งเรียกเสียงเข้มทั้งเขย่าตัวผู้เป็นายซ้ำระมัดระวังว่าเสียงของตัวเองไม่ให้คุณชายน้อยทั้งสองตื่นขึ้นมา
เป็ผล...จางฮุ่ยเหมยมองเจียวซือด้วยความตื่นตระหนกเกิดคำถามขึ้นในแววตาสวยมากมายไม่รู้จบแสดงออกมา
"เป็อะไรไปเ้าคะนายหญิง?"
จางฮุ่ยเหมยไม่ตอบคำถามอะไรยื่นตั๋วเงินให้เจียวซือไปอ่านและนับเอง บ่าวของนางอ่านออกเขียนได้อยู่แล้วและคง...
...
ตกตะลึงไม่ต่างจากนางเมื่อเห็นราคาตั๋วเงินที่ได้รับมา
"นะ...นายหญิง...นะ...นี่มัน..." เจียวซือถึงกับเสียงสั่นตะกุกตะกักฟังแทบไม่เป็ศัพท์สักคำ
จางฮุ่ยเหมยพยักหน้ายืนยันว่านี่คือความจริงนางลองหยิกแขนตัวเองพิสูจน์แล้วว่านี่เป็ความฝันหรือความจริงกันแน่ ในเมื่อนางรู้สึก'เจ็บ' เพราะเล็บจิกแขนเข้าเนื้อ แสดงว่านี่คือ 'ความจริง'
จริงแท้แน่นอน!!!
"มากขนาดนี้เชียว..." เจียวซืออดตาโตซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้
"เงินจากการเป็ล่ามโดยไม่ได้ตั้งใจครั้งแรกของข้าช่างยอดเยี่ยมนัก"จางฮุ่ยเหมยไม่อาจหยุดแย้มยิ้มได้ "ขอบคุณความอยากเรียนภาษาของข้าซ้ำท่านตากับพี่ใหญ่ก็สนับสนุนอีก ดีจังเลย"
"นั่นสิเ้าคะ ดีจังเลย!"
"แต่!"
เจียวซือหยุดชะงักเมื่อนายหญิงเกิดข้อกังขาขึ้น
"เมื่อมี เดี๋ยวก็หมด ฉะนั้นเราต้องวางแผนการใช้เงินให้ดีๆ"
"เ้าค่ะ!"
"สิ่งแรกคือต้องซ่อมแซมบ้านในส่วนที่ชำรุดก่อน และทำกลอนประตูลงกลอนจากข้างในทั้งหมดยกเว้นประตูหน้าบ้านที่เราต้องทำกลอนใส่ด้านนอกด้วยเพื่อความปลอดภัยของเราและลูกของข้า"
"เ้าค่ะ!!"
"อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะเข้าฤดูหนาวแล้วเราต้องไปซื้อผ้านำมาตัดชุดเอาไว้สวมใส่ใน่ฤดูหนาวด้วยเราไม่สามารถซื้อชุดสำเร็จราคาแพงได้ ฉะนั้นเราควรเย็บกันเอง"
"เ้าค่ะ!!!"
"อีกอย่างเราต้องตุนเสบียงใน่หน้าหนาวเจียวซือเ้าขึ้นเขาไปกับท่านลุงฝูกับท่านป้าเสิ่นอยู่แล้วไม่ได้สัตว์ป่าก็ไม่เป็ไร เพราะเราล่ากันไม่เป็พยายามเก็บผลไม้มาตากแห้งกับดองเก็บเอาไว้กินกันหน้าหนาวดีกว่า"
"ได้เลยเ้าค่ะ! นายหญิงไว้ใจข้าได้เ้าค่ะ!!"
"เ้าเก่งที่สุด!"
"ขอบคุณเ้าค่ะนายหญิง"
เจียวซือน้อมรับด้วยความมุ่งมั่นจางฮุ่ยเหมยวางแผนการใช้เงินอย่างระมัดระวังรวมทั้งคำนวณด้วยว่าต้องมีรายจ่ายออกไปเท่าไร แม้นางได้เงินมาก้อนใหญ่สุดท้ายถ้าใช้เงินเรื่อยๆ อย่างไรเงินก็ต้องหมดอยู่ดีนางคงต้องขยันหาลู่ทางกอบโกยเงินแม้ค่าล่ามในเมืองเซียงโจวได้เยอะอย่างกับเป็โจรปล้น ทว่าต้องรีบทั้งสะสมให้มากๆนางจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหมือนตอนอยู่จวนแม่ทัพไม่ได้
ความโชคดีไม่ได้มีมาให้ัับ่อยๆ ฉะนั้นน้ำขึ้นให้รีบตักถ้าเจออุปสรรคก็ชนมันซะ อย่าวิ่งหนี ยิ่งหนียิ่งเจอมันและอย่าเพิ่งชะล่าใจกับความสำเร็จที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจางฮุ่ยเหมยยังมีสองชีวิตแสนน่ารักน่าชังของนางให้ประคับประคองและเลี้ยงดูอยู่ในความปกครองของนางรวมถึงเจียวซือด้วย
ต้องไม่ประมาท!!!
[1] ยามเว่ย (未:wèi) คือเวลาของจีนโบราณ ั้แ่เวลา 13.00 – 14.59 น.