เธอััได้ถึงความเดือดดาลที่เผยผ่านดวงตาของเขา ใบหน้าที่แดงก่ำแสดงออกให้เห็นถึงความแค้นอันเป็อนันต์ ในใจของเขาราวกับถูกแผดเผาและลุกลามไปทั่วทั้งกายและใจ
เมื่อนั้นหญิงสาวพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ริมฝีปากได้สั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“หรือว่าท่าน.. จะไปแก้แค้นพวกมัน ?”
เสียงของเธอถูกเอื้อนเอ่ยออกไปอย่างเถรตรง สั่นกระชับหากแต่ได้ใจความ
กระนั้นเมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง กวีกลับเงียบเสียงไปไม่ยอมพูดไม่ยอมจา
ห้วงเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายพลันเพิ่มทวีความอึดอัด หญิงสาวยังคงเฝ้ารอคำตอบ ทว่ากวีกลับยังคงเงียบสงัดเป็เป่าสากอยู่ต่อไป
เพียงไม่นานชายหนุ่มก็เริ่มเปิดปากอีกครั้ง
“ไม่อยู่แล้วครับ”
ใบหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนอารมณ์ไปในชั่วครู่ขณะ เพียงหนึ่งถ้อยคำเอ่ยพูด กระนั้นกลับสื่อถึงทุกสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดออกมาทั้งหมด
“เอ่อ.. ขอโทษในความโง่เขลาของชั้นด้วยค่ะ” หญิงสาวมิอาจเข้าใจจึงเริ่มเอ่ยขึ้น “หากไม่มากจนเกินไป ท่านผู้กล้าได้โปรดช่วยบอกถึงเหตุผลจะได้หรือไม่ ว่าเหตุใดท่านจึงแปรเปลี่ยนความคิดไปในทันที ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ตัวท่านพึ่งจะกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคียดแค้นอยู่หยก ๆ”
ได้ยินถ้อยคำจากปากเธอ เมื่อนั้นกวีจึงได้เอ่ยตอบกลับไป
“มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไงครับ ถึงผมจะไม่ใช่คนฉลาดอะไร แต่ผมเองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน พวกฮูโม่มีอิทธิพลและอำนาจทางการทหารระดับชาติ ในขณะเดียวกัน ตัวผมเองก็มีแค่ตัวคนเดียว และในตอนนี้ก็ได้รับอิสรภาพมาแล้วด้วย แล้วทำไมผมถึงต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงให้ต้องโดนจับไปทรมานอีกครั้งกันล่ะครับ”
ช่างสมเหตุสมผลจนไร้ซึ่งข้อกังขาจากผู้ใด เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมาเพราะความโล่งอก ช่างโชคดีเสียจริงที่ชายหนุ่มตรงหน้ามิใช่คนเขลาดั่งที่คาดคิด
“แล้วอีกอย่าง ผมเองไม่คิดว่าคนที่เจาะกะโหลกผมจะเป็พวกเดียวกับเ้าฮูโม่หรอกนะ”
สีหน้าของหญิงสาวได้แปรเปลี่ยนอารมณ์ไปอีกครั้งในฉับพลัน
“เหตุใดท่านจึงคิดเห็นเช่นนั้นกันคะ ?” เสียงของเธอเอื้อนเอ่ยถามออกไปในทันทีทันใด
“อาจจะเป็แค่ข้อสันนิษฐาน แต่ดูเหมือนว่าเ้าฮูโม่เพียงแค่้าจะเล่นสนุกกับผม มันคงไม่คิดจะฆ่าผมง่าย ๆ อยู่แล้ว และเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังตลอดก่อนที่ผมจะหมดสติก็เป็เครื่องยืนยันได้เป็อย่างดี แล้วอีกอย่าง ถึงแม้จะมันเป็แค่ลางสังหรณ์..”
ในขณะที่กำลังว่ากล่าว กวีได้หยุดยั้งคำพูดของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ มือเท้าอยู่ที่คางพร้อมมีสีหน้าราวกับว่ากำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
หญิงสาวยังคงเฝ้ารับฟังคำตอบ เพียงไม่นาน ริมฝีปากของเขาก็เริ่มขยับและกล่าวออกมากลายเป็อีกหนึ่งคำพูด
“นี่อาจจะเป็เพียงลางสังหรณ์ ผมไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันถึงข้อสันนิษฐานนี้ แต่จิตสังหารที่ผมััได้จากเ้าพลซุ่มยิงมันแตกต่างไปจากพวกเ้าฮูโม่ มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น จนผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมไปทำอะไรให้คนคนนั้นกันแน่”
ทุกสิ่งเป็เพียงการคาดเดา กระนั้นก็มีค่าพอจะให้หญิงสาวครุ่นคิดตาม
กระนั้นตัวเธอกลับเห็นแย้ง ครู่ต่อมาจึงเปล่งวาจาพร้อมกันนั้นจึงกล่าวออกไปว่า
“ชั้นว่ามันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ ท่านผู้กล้าพึ่งจะเดินทางมาถึงปราสาทของราชวงศ์อัลบาได้เพียงไม่นานนัก และตลอดเวลา ตัวท่านก็ถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ปราสาทอันควรจะเป็สถานที่ลับ และที่สำคัญ ใน่เวลาดังกล่าว การมีตัวตนของสี่ผู้กล้าก็มีเพียงชนชั้นสูงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่รู้ ชั้นจึงไม่คิดว่าจะมีใครที่แค้นเคืองท่านจนอยากฆ่าให้ตายหรอกนะคะ ยิ่งเป็ของเล่นของจ้าวลัทธิฮูโม่ด้วยแล้ว คงไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปแตะต้องหรอกค่ะ”
ไม่มีหนทางใดให้เห็นแย้ง
“ก็.. จริงของคุณครับ”
ถ้อยคำของเธอสมเหตุสมผลจนกวีมิอาจยกมือเข้าคัดค้าน ทุกคำพูดล้วนเต็มไปด้วยหลักเหตุผลที่ชวนชักจูงให้คล้อยตามจนมิอาจเห็นต่าง
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าภายในคำพูดของเธอเมื่อครู่
“จะว่าไป แล้วคุณรู้เื่ของผมได้ยังไงกันครับ ?”
เสียงของเขาถูกเอ่ยขึ้นเพื่อถามไถ่ ใน่เวลาก่อนหน้านี้ เ้าเฒ่าฮูโม่ได้เรียกตัวเขาต่อหน้าปวงชนว่า ‘เด็กชายผู้น่าสงสาร’ หาใช่ ‘ผู้กล้าต้องสาป’
นี่คือหลักฐานเพื่อยืนยันว่าน้อยคนจักรู้ว่าเขาคือผู้กล้า แล้วเธอผู้นี้ไปล่วงรู้ถึงเื่ราวทั้งหมดมาจากแห่งหนใดกันล่ะ?
มุมปากของแม่หญิงรูปงามจึงยกขึ้นเป็ริ้ว ศีรษะของเธอก้มลงเล็กน้อยเป็ท่วงท่าที่สง่างามดูดีมีชาติตระกูลและงดงามหาใครเปรียบ
“ขอให้ข้าได้แนะนำตัวสักเล็กน้อย” หญิงสาวเริ่มต้นว่ากล่าว หากแต่วาจาของเธอกลับมิได้แตกต่างไปจากที่เหล่าชนชั้นสูงชอบพูดกัน “ตัวข้านั้นมีนามว่าแอนนา ลูเมนิค แม้จะเป็เพียงอดีต แต่ครั้งหนึ่งข้าคือองค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งราชวงศ์ลูเมนิค ผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของประเทศนอทัสอันยิ่งใหญ่ ทว่ายามนี้ตัวข้านั้นก็มิได้แตกต่างไปจากท่าน หรือก็คือ ข้าได้หลบหนีและยามนี้ก็กำลังซ่อนตัวเช่นเดียวกับท่านค่ะ”
ถ้อยคำของเธอช่างงดงามและไพเราะประหนึ่งบทเพลงรัก ในขณะที่ว่ากล่าว ชายหนุ่มก็พลันตกอยู่ในภวังค์เพียงได้ยินเสียงที่น่าสดับรับฟังของเธอ
และแล้วทุกสิ่งก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อแอนนาได้เริ่มต้นเล่าเื่ราวที่ล่วงผ่านเลยมา
บนโลกใบนี้ การอัญเชิญผู้กล้าเป็เปรียบได้ดังนิทานปรัมปราเล่มหนึ่งที่เหล่าบิดามารดรต่างเล่าให้ลูก ๆ ของตนฟังก่อนเข้านอน
ทว่ามันกลับมิได้เป็เพียงนิทานอีกต่อไป เมื่อมีเกิดการอัญเชิญผู้กล้าสำเร็จโดยเหล่าชนชั้นสูงแห่งประเทศอินดูเอล ทำให้เหล่าผู้นำของประเทศอื่น ๆ จึงลุกเป็ไฟเมื่อได้ยินข่าวนั้น
ทว่ารายชื่อที่ถูกเผยแพร่ออกไปกลับมีเพียงแค่สามคน โดยที่คนทั่วไปหารู้ไม่ว่าผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมิได้มีเพียงสามแต่มีสี่คน
เมื่อราวหนึ่งปีก่อน แหล่งข่าวของแอนนานั้นได้รับแจ้งถึงเื่ราวอื่นๆ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่หนึ่งในสี่ผู้กล้าถูกจับกุมและถูกทรมาน
นอกเหนือไปจากประเทศอินดูเอล ณ ทิศตะวันตก ยังมีอีกสองประเทศที่แย่งชิงความเป็ใหญ่บนผืนแผ่นดินนี้ หนึ่งคือประเทศนอทัสแห่งแดนเหนือ และสองคือประเทศซูเมทิสแห่งทิศตะวันออก
ทั้งสามประเทศล้วนเป็ใหญ่และต่างเข้ารุกรานเมืองโดยรอบเพื่อแย่งชิงอาณานิคม จนเมื่อาสิ้นสุด ทั้งสามประเทศจึงคืนเอกราชให้แก่เมืองขึ้นทั้งหมดนับจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
กระนั้นทั้งสามประเทศกลับยังคงเป็ที่สะพรึง เหล่าผู้คนต่างยังคงนับถือว่าเป็ประเทศมหาอำนาจในนามของสามค้อนแห่งกูรันก้า
ทว่าามิได้สิ้นสุดแค่เพียงในสนามรบ เมื่อโลกได้เข้าสู่ยุคที่เฟื่องฟูด้วยเื่เศรษฐกิจ ประเทศเล็กจนถึงปานกลางก็เริ่มมีอิทธิพลและบทบาทที่เพิ่มพูนทวิทวีคูณสืบเนื่องด้วยเื่ทรัพยากรหายาก
กระนั้นกลับมิได้มีเพียงแค่เื่เศรษฐกิจที่ทุกชาติต่างชิงดีชิงเด่น ยังรวมไปถึงความแข็งแกร่งทางกองกำลังทหารก็เป็หนึ่งในปัจจัยสำคัญทางกลยุทธ์ และเมื่อการอัญเชิญผู้กล้าสัมฤทธิผล เมื่อนั้นโลกทั้งใบจึงลุกเป็ไฟขึ้นมาอีกครั้ง
ความแข็งแกร่งถือเป็ทุกสิ่งในทุกยุคทุกสมัย สัดส่วนระหว่างผู้มีศาสตร์เฉพาะและไม่มีอยู่ที่ราวหนึ่งในพันส่วน คนธรรมดาจึงมีอยู่มากนักบนโลกใบนี้
ในขณะเดียวกัน ผู้มีศาสตร์เฉพาะเองก็มีการจัดอันดับจากฟ้าลงสู่ดิน ผู้มีศาสตร์ลำดับต้น ๆ ย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่า ไม่จำเป็ต้องมีอันดับหนึ่งในสิบ แค่เพียงอันดับห้าสิบถึงร้อยก็มีจำนวนน้อยนิดยิ่งนักเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด
และด้วยเหตุผลดังกล่าว กวีจึงเป็ได้เพียงผลลัพธ์อันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในสายตาของพวกมัน
ย้อนกลับไปเมื่อราวหนึ่งปีก่อน นับั้แ่ที่เขาได้ถูกจับกุม กองทหารของแอนนาที่มีเส้นสายอยู่พอสมควรก็ได้รับข่าวนี้มา กระนั้นแล้วเธอก็มิอาจลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะชื่อขององค์หญิงแอนนาคือคนที่ผู้นำของประเทศนอทัส้าตัวมากที่สุด จึงทำให้เธอทำได้เพียงเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเื่ราวของกวีอย่างห่างๆ
จนกระทั่งในวันหนึ่ง ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่านในวันนั้น เรือนร่างของกวีก็แน่นิ่งนับจากที่เสียงปืนดังลั่น ศพของเขาได้ถูกโยนทิ้งสู่กองขยะ พลันแอนนาและพรรคพวกได้สืบหาสถานที่ และในอีกหนึ่งวันให้หลัง พวกเธอก็ได้พบเห็นกลับน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เพราะร่างกายที่เย็นเฉียบและกลางหน้าผากมีรูเจาะ ลมหายใจของเขากลับหวนคืนมาอีกครั้งพร้อมกับาแที่หน้าผากได้เลือนหายไป
สู่่เวลาในปัจจุบัน
กวีที่ยามนี้กำลังรับฟังแทบมิอาจเชื่อมั่นในหูของตน นึกว่าเป็เพียงแค่เื่เล่าในนิทาน ไม่มีทางที่คนตายจะฟื้นคืนกลับมาสู่โลกแห่งคนเป็
“หลังจากนั้น” และแล้วแอนนาก็เริ่มเล่าต่อ “ชั้นและผู้ร่วมทางก็ได้พาตัวท่านผู้กล้ากลับมาด้วย ตอนนี้พวกเราได้หลบหนีและกบดานอยู่ที่ทะเลทรายอาวาเลส ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกจากประเทศอินดูเอลราวร้อยไมล์ค่ะ”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนน่าตกตะลึง กระนั้นกลับยังมีอีกหนึ่งคำถามยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เหตุใดตัวเขาจึงยังคงมีชีวิตอยู่ หากลองย้อนมองพลางพึงพินิจคิดวิเคราะห์และไตร่ตรองให้ดี ตัวกวีได้สิ้นลมไปแล้วก็หนึ่งครั้ง ย่อมไม่มีทางจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก
กระนั้นก็ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญรองลงมา แม้จะไม่มีหลักฐานมายืนยัน ทว่ามันก็มีเสียงที่เขาได้ยินก่อนที่จะสติจะสิ้นลง..
‘มันคือเสียงของใครกันแน่ ?’
กวียังคงครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ใบหน้าของเขาแลดูเคร่งเครียดพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน
“เฮ้อ~ ช่างมันเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น” เขาเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมเสียงทอดถอนหายใจ ในเมื่อยามนี้ไร้ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนจะมาเกื้อหนุนข้อสันนิษฐานที่มี ฉะนั้นทุกความคิดเห็นย่อมเปรียบได้เพียงทฤษฎีสมคบคิด
และแล้วเสียงของแอนนาก็ได้ถูกเปล่งขึ้นจากข้างกายเขา
“ที่จริงชั้นอยากจะให้ท่านผู้กล้าพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แต่หากตัวท่านรู้สึกสบายดีแล้ว เช่นนั้นชั้นก็อยากพาท่านเดินชมค่ายของพวกเรา หรือหากท่านอยากจะนอนต่อก็ได้เช่นกัน ท่านผู้กล้าจะเลือกแบบไหนดีคะ ?”
พลันได้ยินถ้อยคำซึ่งปราศจากความคิดมุ่งร้ายของเธอ กวีก็ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องบอกปัดปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็ขอเป็ตัวเลือกที่สองก็แล้วกันครับ”
สิ้นเสียงของเขา กวีจึงเค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืน กระนั้นร่างกายกลับมิได้ทื่อถอยดั่งที่คิด เนื้อหนังเองก็แลดูเต่งตึง ราวกับว่าร่างกายนี้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมในตลอด่ระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
แต่จะเป็เช่นนั้นก็มิใช่เื่แปลก โลกใบนี้แตกต่างจากโลกใบเก่าอย่างสิ้นเชิง ภายในกองกำลังของแอนนาย่อมมีหน่วยแพทย์มากฝีมือไม่หนึ่งก็สองคน
ถึงเพียงนั้น แม้เธอจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกวี ทว่าแอนนาก็หาได้ล่วงรู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขาผู้นี้แต่อย่างใด
“หากไม่เป็การรบกวนจนเกินไป ท่านผู้กล้าได้โปรดบอกชื่อของท่านให้ชั้นทราบจะได้หรือไม่คะ ?” เธอได้เร่งเอ่ยถามออกไปโดยไม่รีรอ
นี่คงนับเป็ครั้งแรกกระมัง นับั้แ่เขาเดินทางมายังโลกใบนี้ กวีก็มักจะถูกเรียกขานด้วยหลากหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็ผู้กล้าต้องสาป เด็กชายผู้น่าสงสาร หรือจะเป็ของเล่นแก้เหงาของบาทหลวงเฒ่าฮูโม่ ไม่เคยมีผู้ใดที่คิดจะไถ่ถามถึงนามที่แท้จริงของกวีราวกับเขานั้นไร้ตัวตน
“ผมชื่อกวี ยินดีที่ได้รู้จักครับ องค์หญิงแอนนา”
ริมฝีปากของกวีได้ยกขึ้นเป็ริ้วแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม เขารู้สึกดีใจยิ่งนักที่ยังมีคนที่มองเขาเป็มนุษย์อยู่บนโลกใบนี้
ย่างกรายออกมาจากที่นอนอันร้อนฉ่า ทว่าภายนอกกลับยิ่งทวีความร้อนระอุเสียยิ่งกว่า
พื้นที่รอบกายมีเพียงทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล สถานที่ตั้ง ณ ปัจจุบันประกอบไปด้วยที่พักแรมนักเดินทางมากกว่ายี่สิบหลัง รอบนอกล้อมรั้วทั่วทุกมุมด้วยไม้ไผ่สูงราวสองเมตร จากถ้อยคำของแอนนา กองกำลังนี้รวมแล้วมีกันทั้งหมดราว ๆ หนึ่งร้อยนาย
พวกเธอกบดานอยู่ที่นี่เมื่อราวสองปีก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าทะเลทรายอาวาเลสคือสถานที่อันตราย ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าอสุรกายระดับต่ำมากมายหลากหลายชนิด ผนวกเข้ากับอุณหภูมิที่ร้อนระอุตลอดทั้งปี ทว่าในยามค่ำคืนกลับหนาวเหน็บประหนึ่งว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ จึงมีน้อยคนยิ่งนักที่จะย่างกรายเข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้
กองกำลังของแอนนาคือจำนวนน้อยคนที่ว่ามา พวกเธอแสร้งทำเป็คณะคาราวานที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อล่าอสุรกาย หรือในอีกหนึ่งชื่อที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเรียกขานกันมาั้แ่ช้านาน..
‘นักบุกเบิก’
คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ไล่ล่าสัตว์อสูรภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย ไม่เพียงแค่เหล่าอสูร ภารกิจอื่น ๆ ยังมีให้เลือกสรรอีกมากมายหลากหลายอย่าง ทว่าทุกภารกิจจะมีระดับความยากง่ายแตกต่างกันไป แน่นอนว่าย่อมมีภยันตรายให้ถึงแก่ชีวิตในบางกรณี
นักบุกเบิกคืออาชีพที่หลายคนต่างเฝ้าฝันถึง ด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่วคุ้มค่ากับความเสี่ยง ทำให้ผู้คนจึงเฝ้าหวังว่าสักวันจะได้เป็นักบุกเบิก
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง กวีในยามนี้ได้เฝ้ารออยู่ที่หน้าค่ายพักแรมของเขา
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องอยู่ไกลๆ เมื่อเขาลองเพ่งสายตาออกไป เบื้องหน้าก็ปรากฏรูปลักษณ์ของแอนนาที่กำลังวิ่งเข้ามาพร้อมในมือมีเสื้อหนึ่งผืน
ร่างกายท่อนบนของกวีเปลือยเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดปกปิด เมื่อมาถึง องค์หญิงก็ยื่นเสื้อสีขาวให้แก่เขาในทันที
กวีรีบเสื้อมาพร้อมกล่าวขอบคุณ ทว่าเมื่อสายตาจับจ้องไปที่เสื้อในมือ สมองของเขาก็ตระหนักรู้ถึงบางสิ่งขึ้นมาได้อีกครั้ง
“เสื้อผืนนี้ทำมาจากวัสดุแบบไหนกันครับ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม แอนนาครุ่นคิดอยู่ราวนาทีเศษ แล้วเธอก็เอ่ยตอบกลับมา
“ชั้นไม่มีความรู้เื่กรรมวิธีในการผลิต แต่ดูเหมือนว่ามันผลิตมาจากสิ่งที่ชื่อว่าเส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์ค่ะ”
สีหน้าของกวีจึงแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ แววตาของเขาราวกับได้ตระหนักรู้ถึงบางสิ่ง
“ว่าแล้วแล้ว”
เขากล่าว พร้อมกับในหัวได้เริ่มปะติดปะต่อข้อสันนิษฐานให้เป็รูปเป็ร่างขึ้นมาอย่างช้า ๆ
.
< หากหูของเราฟังไม่ผิด ท่านแอนนาได้พูดถึงศัพท์เฉพาะในการบอกระยะอย่าง ‘ไมล์’ และยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์’ ทั้งสองสิ่งล้วนเป็คำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงบางสิ่ง แต่ที่นี่คือต่างโลก ทั้งวัฒนธรรมและภาษา ทุกอย่างล้วนแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง หรือมันจะเป็แค่เื่บังเอิญ ? >
.
กวีครุ่นคิดและไตร่ตรองอยู่เพียงลำพัง หลายสิ่งหลายอย่างแลดูไม่สมเหตุสมผลจนมิอาจพูดได้อย่างเต็มปากว่ามันเป็เพียงเื่บังเอิญ
เพียงไม่นานนัก ข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาจากการร้อยเรียงของชิ้นส่วนมากมาย
“ท่านแอนนาครับ เส้นใยที่ว่าถูกคิดค้นมาเมื่อไหร่ แล้วใครเป็คนคิดค้นมันขึ้นมากันแน่ครับ ?”
เมื่อได้ยินคำถาม ในหัวของแอนนาก็ได้เริ่มต้นความหาคำตอบ
เพียงไม่นานเสียงของเธอก็พลันถูกเปล่งขึ้น
“หากความทรงจำของชั้นไม่ผิดเพี้ยน เสื้อผ้าพวกนี้เป็หนึ่งในนวัตกรรมล้ำยุคที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายอย่าง ยังมีรูปแบบของตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ ซึ่งครั้งแรกที่มีการเผยแพร่คงจะเป็เมื่อราวสิบเอ็ดปีก่อน และผู้ที่เผยแพร่นวัตกรรมทั้งหมด.. ก็คือประเทศอินดูเอลค่ะ”
ความจริงได้เป็ที่ประจักษ์ ดวงหน้าของกวีก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึงไปในครู่ใหญ่ ๆ
“นี่มันไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ”
ในหัวของเขาเริ่มต้นก่อกำเนิดเป็ความคิดอีกครั้ง
ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นมาจากประเทศอินดูเอล รูปแบบบ้านเรือนที่เขาเห็นก็เป็สิ่งปลูกสร้างคล้ายคลึงกับเมื่อสมัยยุคกลาง แต่ก็มีบางอาคารซึ่งคล้ายกันกับโรงงานอุตสาหกรรม
่เวลาอาจมีความเกี่ยวข้องกับเื่นี้ ราวสิบเอ็ดปี หากลดทอน่เวลาที่กวีมิได้สติ หรือก็คือสิบปีก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมาที่โลกใบนี้
จะต้องมีบางสิ่ง ่เวลาดังกล่าวจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
หลากหลายความคิดได้ผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด ทันใดนั้นเอง กวีก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน ดวงหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง ใบหน้าของเขาแลดูเคร่งขรึมและจึงก่อเกิดเป็หนึ่งความคิดในหัว
.
< ใช่แล้ว มันคือวันก่อตั้งของ FEAR !! >
.