เพราะว่าดึกมากแล้ว โบกแท็กซี่บนถนนได้ยาก ดังนั้นไม่ว่าหวังย่าหนานจะบอกปัดยังไง หรือให้เหตุผลว่าตัวเองเป็ตำรวจ ไม่ถูกใครทำอะไรง่ายๆ แต่หลิวชุนเสี่ยวก็ยังยืนกรานจะขับรถอ้อมไปถึงครึ่งเมืองเพื่อส่งเธอกลับบ้าน สุดท้ายหวังย่าหนานจึงได้แต่ยอมแพ้แล้วพยักหน้าเป็การตกลง
เนื่องจากคำเตือนด้วยความหวังดีจากจ้าวจวิ้นเจี๋ยก่อนหน้า หลิวชุนเสี่ยวจึงรู้สึกไม่สบายใจ ตลอดทางมือเขาจึงพยายามจับพวงมาลัยไว้ตลอด สายตาไม่วอกแวก ถ้าต้องตอบคำถามก็จะตอบให้น้อยที่สุด เขาไม่อยากหาเื่ใส่ตัวโดยไม่จำเป็
เห็นท่าทางซีเรียสของหลิวชุนเสี่ยว หวังย่าหนานจึงกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ พูดล้อเลียนขึ้น “อัยการหลิว วันนี้คุณเป็อะไรหรือเปล่า เปลี่ยนไปเป็คนละคนกับในที่ประชุมวันนั้นเลย ฉันแทบจะจำคุณไม่ได้อยู่แล้วเชียว ท่าทางการพูดจาที่ฉะฉานของคุณหายไปไหนหมดคะ”
หลิวชุนเสี่ยวหัวเราะเขิน “ปกติผมเป็คนไม่ค่อยพูดอยู่แล้วครับ”
“คุณรู้จักเสี่ยวถงมานานเท่าไหร่แล้วครับ” หลิวชุนเสี่ยวจงใจเปลี่ยนห้วข้อสนทนาให้พ้นจากเื่ตัวเอง
“ฉันเหรอ ฉันรู้จักหล่อนตอนที่มาประจำที่กรมตำรวจเมืองเทียนฉาง หล่อนมาก่อนฉันหนึ่งปี ถ้าว่าตามอายุงานแล้วฉันควรจะเรียนจางถงว่ารุ่นพี่ถึงจะถูก”
“ตอนนั้นเขาเป็ยังไงบ้างครับ” หลิวชุนเสี่ยวระวังคำพูดมาก
“ความหมายของคุณคือ” หวังย่าหนานไม่เข้าใจที่หลิวชุนเสี่ยวถาม
“อ้อ ผมหมายถึงเสี่ยวถงทำงานเป็ยังไงน่ะครับ”
“นั่นยังจะต้องพูดอีกเหรอ หล่อนออกที่เกิดเหตุหลายรอบ แม้แต่สถานที่เกิดเหตุที่พวกผู้ชายยังลังเล แต่หล่อนไม่แม้แต่จะกะพริบตา จริงๆ แล้วตำรวจสืบสวนอย่างพวกเราก็เป็มนุษย์ มีเืมีเนื้อ เห็นศพในที่เกิดเหตุก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัวไม่มากก็น้อย แต่เสี่ยวถงเหมือนเกิดมาเพื่อเป็นิติเวช ฉันยังไม่เคยเห็นหล่อนคิ้วขมวดเลยสักครั้ง สภาพจิตใจของหล่อนดีมาก พวกเราต่างก็ชื่นชม”
เมื่อพูดถึงเพื่อนรักของตัวเอง ใบหน้าของหวังย่าหนานก็มีรอยยิ้มภูมิใจเผยให้เห็นอย่างไม่รู้ตัว “ทั้งมณฑลมีจางถงคนเดียวที่เป็นิติเวชหญิง เพื่อนนักเรียนคุณคนนี้สร้างชื่อเสียงให้เมืองเทียนฉางของเรามากเลยนะ”
หลิวชุนเสี่ยวฟังแล้วกลับรู้สึกหนักใจ เพราะเขารู้จักจางถงดี รู้ดีว่าที่จางถงทำแบบนี้มีเหตุผล หล่อนกำลังหลบหนี หนีเงาดำที่อยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ก็เหมือนกับนกกระจอกเทศที่ถูกต้อนจนมุมไร้ทางไป ไม้ตายสุดท้าย ก็ทำได้แค่เอาศีรษะมุดเข้าไปในกองงานที่ไม่มีทางสิ้นสุดนั้น
หรือการทำงานอย่างเอาเป็เอาตายจะทำให้กลายเป็คนเ็าได้จริงๆ หลิวชุนเสี่ยวมั่นใจว่าไม่เพียงเฉพาะตัวเขาเองเท่านั้น แต่ยังมีคนอีกมากที่ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพราะคำถามนี้มันไม่มีคำตอบอยู่แล้วั้แ่แรก
“พี่คะ หนูอยู่ที่นี่ พี่รีบมาหาหนูสิคะ!”
จางถงรีบหันกลับไป แต่ตรงหน้ากลับเป็ผืนป่าที่ปกคลุมด้วยหมอกทึบ นอกจากต้นไม้ขนาดั์แล้ว เธอก็มองไม่เห็นอย่างอื่น
“พี่คะ หนูอยู่ที่นี่! หนูอยู่ข้างๆ พี่นี่ไงคะ! ฮ่าฮ่า...” พริบตาเดียวเสียงซุกซนของเด็กผู้หญิงก็มาโผล่ที่ด้านหลังเธอ จางถงวิ่งไปตามเสียง แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร! ราวกับเสียงนี้มาจากอากาศที่ไร้รูปทรงรอบตัวเธอเอง เสียงหัวเราะค่อยๆ ห่างออกไป เสียงร้องไห้ค่อยๆ ดังขึ้น เป็เสียงร้องไห้ด้วยความเคียดแค้นแล้วโศกเศร้า ผสมผสานกับความกลัว
“ไม่! ไม่! ไม่!” จางถงรีบะโอย่างเอาเป็เอาตาย “ชิวชิว น้องอยู่ที่ไหน อย่าหลบสิน้องรัก พี่ขอร้องนะ รีบออกมาเถอะ...”
เสียงร้องไห้ขาดๆ หายๆ ยังคงลอยไปทั่วทุกสารทิศในป่าทึบ ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดสนิท เมื่อครู่ยังมีแสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมาให้เห็นบ้าง แต่พริบตาเดียวกลับมืดสนิทจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเอง เสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงฟังดูเ็ปมากขึ้นเรื่อยๆ จางถงพยายามถ่างตาให้กว้างไว้ สองมือเธอคลำสะเปะสะปะอยู่ในอากาศ ปากก็ร้องเรียกชื่อน้องสาวไม่หยุด ความรู้สึกกลัวมีมากขึ้นเรื่อยๆ มวลอากาศอัดแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก เสียงของจางถงแ่ลงเรื่อยๆ ในที่สุดถึงแม้จะอ้าปากให้กว้างขึ้น แต่ก็ไม่มีเสียงออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
และในตอนนี้เอง อยู่ๆ มือขนาดใหญ่แข็งแรงราวกับคีมเหล็กก็โผล่มาคว้าเอวจางถง พร้อมทั้งปิดปากเธอไว้แน่น
จางถงกรีดร้อง ใตื่นจากความฝันทันที เธอพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง รู้สึกเปียกไปทั้งตัว ผมชุ่มเหงื่อ เธอหอบหายใจเอาเป็เอาตาย มองเพดานด้วยอาการของคนที่ยังใไม่หาย แล้วหันไปมองนอกหน้าต่างที่ฟ้าเริ่มสว่าง ผ่านไปสักพักใหญ่เธอจึงถอนหายใจออกมาเงียบๆ วันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกแล้ว
“ถงถง เมื่อคืนนอนไม่หลับอีกแล้วเหรอลูกหรือว่าฝันร้าย” ที่โต๊ะอาหาร แม่มองหน้าตาอิดโรยของลูกสาวด้วยความเป็ห่วง
“ลูกไม่ลองคิดเื่เลิกทำอาชีพนี้ดูบ้างล่ะ ในกรมน่าจะมีตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกับลูกเยอะแยะนะ ไม่งั้นลองทำงานนั่งโต๊ะอย่างเดียวเป็ยังไง เงินเดือนน้อยหน่อยก็ไม่เป็ไร ถ้าเงินไม่พอใช้ ที่แม่ก็มีลูก”
จางถงรู้ว่าเวลานี้สมองของแม่เป็ปกติ ภายในหนึ่งวันก็จะมีแค่เวลานี้เท่านั้นที่แม่จะจำได้ชัดเจนว่าข้างกายยังมีเธอด้วย พอผ่านไปอีกสักพัก แม่จะกลับไปอยู่ในโลกของตัวแม่เองอีกครั้ง ในโลกใบนั้นที่ยังมีพ่ออยู่ ไม่เหมือนกับตอนนี้ ที่พ่อได้แค่ยิ้มมองพวกหล่อนสองแม่ลูกจากบนกำแพง
“แม่ หนูไม่เป็ไร แม่ไม่ต้องเป็ห่วง หนูจะดูแลตัวเองให้ดีนะคะ!”
“ถงถง ลูกก็โตไม่ใช่น้อยแล้ว น่าจะแต่งงานได้แล้วนะ แม่อยากอาศัยตอนที่ยังเดินไปไหนมาไหนได้ช่วยลูกเลี้ยงหลาน” ข้อเสนออย่างกะทันหันของแม่ทำเอาจางถงใ เธออ้าปากจะพูดแต่ท้ายสุดก็ทำได้แค่ฝืนยิ้นด้วยความจนใจ
“คุณหมอจาง สีหน้าคุณหมอดูไม่ดีเลย ไม่สบายหรือเปล่า” จ้าวจวิ้นเจี๋ยปากกัดซาลาเปา ส่วนแขนหนีบกระเป๋าเอกสารยืนอยู่บนบันไดหน้ากรมตำรวจ พลางทักทายจางถงที่กำลังเดินเข้ามาหาตัวเองแต่ไกล
จางถงเดินเข้ามาแล้วถอนหายใจเบาๆ “ขอบคุณนักข่าวจ้าวที่เป็ห่วง ฉันสบายดีค่ะ จะว่าไปนายเคยเห็นคนที่ทำอาชีพนี้คนไหนหน้ามีสีเืบ้าง งานยุ่งก็เป็เื่ปกติ” ขณะพูด กลิ่นกุ๊ยช่ายฉุนกึกลอยมาเตะจมูก จางถงทำจมูกฟึดฟัด อดขมวดคิ้วถามขึ้นไม่ได้
“เช้าขนาดนี้นายกินซาลาเปาไส้กุ๊ยช่าย?”
“ทำไมล่ะ ไม่ได้เหรอครับ” จ้าวจวิ้นเจี๋ยงงที่เห็นสีหน้าจางถงเปลี่ยนไปถมึงทึงในทันที แขนของเขาจึงค้างอยู่กลางอากาศ
“รู้จักกลิ่นเหม็นตุๆ ไหม นายกินให้เสร็จข้างนอก บ้วนปากให้เรียบร้อยแล้วค่อยเข้าไปในห้องทำงาน! ฉันไม่อยากดมกลิ่นกุ๊ยช่ายน่ารังเกียจนี้ทั้งวัน” พูดจบจางถงก็เดินอารมณ์เสียเข้าไปในตึกของกรมตำรวจโดยที่ไม่หันกลับมามองอีกเลย
จ้าวจวิ้นเจี๋ยอึ้ง มองซาลาเปาไส้กุ๊ยช่ายที่กินไปแล้วครึ่งลูกในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองตามจางที่ค่อยๆ เดินหายลับไปทางมุมตึก อดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้ “กลิ่นกุ๊ยช่ายมันแย่กว่ากลิ่นศพขนาดนั้นเชียวเหรอ ฉันว่าไม่น่าใช่นะ!”
ปากก็บ่นไปอย่างนั้น แต่จ้าวจวิ้นเจี๋ยก็ยืนอยู่นอกตึกอย่างว่าง่าย โดยไม่สนคนเดินผ่านไปมาที่มองด้วยสายตาแปลกๆ เขาตั้งหน้าตั้งตายัดซาลาเปาไส้กุ๊ยช่ายที่อยู่ในมือเข้าปาก
พานเจี้ยนยิ้มเยาะ แล้วเดินขึ้นมาให้ทันจางถงที่กำลังยืนก้มหน้าก้มตาล้วงกุญแจในกระเป๋าสะพายข้างอยู่หน้าห้องทำงาน “คุณหมอจาง เห็นนักข่าวจ้าวหรือยัง ยืนอยู่ตรงบันไดหน้าตึก ท่าทางอย่างกับไม่เคยกินซาลาเปาไส้กุ๊ยช่ายอย่างนั้นแหละ กัดเอากัดเอาจนปากเบี้ยวไปหมดแล้ว ”
“ฉันบอกให้เขากินให้หมดข้างนอกแล้วค่อยเข้ามาเองแหละ กุ๊ยช่ายมันเหม็น ฉันทนไม่ไหว”
พานเจี้ยนแสยะยิ้ม แล้วหันไปมองด้านนอกตึกด้วยความสงสาร แล้วส่ายหน้าและไม่พูดอะไรอีก