ในเมื่อฮ่องเต้ตรัสด้วยพระองค์เองว่าคนเหล่านี้เป็คนทรยศของกองทัพ ควรถูกปะา สมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงไม่กล้าตำหนิ เพียงไม่ถูกปะาตามไปด้วยก็เป็พระมหากรุณาธิคุณแล้ว พวกเขาไม่มีทางติดใจเอาความอีกแน่
ซูตงเฉินไม่ได้เห็นทรัพย์สินที่คนเ่าั้ใช้กำลังแย่งชิงมาเป็ของส่วนตัว ทว่ากลับชดเชยให้กับชาวบ้านและทหารในกองทัพที่ถูกพวกเขาทำร้ายและแย่งชิงทรัพย์สินมา จากนั้นยังควักทรัพย์สินของตนเองซื้อโลงศพชั้นดีให้กับผู้ที่ถูกตัดศีรษะทุกคน เพื่อเก็บศพของพวกเขา ผู้ที่มีครอบครัวอยู่ในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จะส่งกลับไปให้ครอบครัว ส่วนผู้ที่ไม่มีครอบครัวหรืออยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้จะฝังในสุสานทหารใกล้ค่าย
หากเป็ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาก็จบเพียงเท่านี้ พวกเขาคิดเสียว่าโชคร้าย และได้แต่ร้องห่มร้องไห้เมื่อได้รับข่าวร้ายพร้อมกับโลงศพที่ถูกส่งกลับมาพร้อมกัน ก่อนจะจัดการศพอย่างเร่งรีบ ส่วนขุนนางที่มีอำนาจและมั่งคั่งบางคนไม่กล้าพูดอย่างชัดเจน ทว่าสมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตกลับร้องไห้ในห้องไว้ทุกข์ ชี้นิ้วสาปแช่งมัจจุราชซูอย่างดุดัน ทั้งยังโยนป้ายแสดงความเสียใจของจวนอันกั๋วกงทิ้ง
ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างลับๆ กับอำนาจขององค์ชายก็ยิ่งตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะแก้แค้นจวนอันกั๋วกง และหาทางโค่นซูตงเฉินให้ได้
ชื่อเสียงด้านความโเี้ของมัจจุราชซูแพร่สะพัดในเมืองหลวงได้ไม่นาน เจียงหยวนอู่ แม่ทัพใหญ่ที่เพิ่งเข้ารับการแต่งตั้งใหม่ในค่ายทหารเฟิงไถก็ได้รับคำสั่งให้จัดการสังหารทหารที่ทำผิดกฎทหารเช่นกัน
แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้อายุย่างเข้าสามสิบปี เดิมทีเขากรำศึกกับพวกโรเซียที่ชายแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านศึกานับร้อย ไม่นานมานี้ได้รับคำสั่งให้กลับเมืองหลวงเพื่อดูแลค่ายทหารเฟิงไถ เขาเกิดที่จวนซีโหว เป็บุตรชายของภรรยาเอกคนที่สองของซีโหว ภูมิหลังตระกูลของเขาเทียบไม่ได้กับซูตงเฉิน ทว่าเขามีแม่ยายที่ร้ายกาจมากอย่างองค์หญิงใหญ่โซ่วคัง
องค์หญิงพระองค์นี้เป็พระเชษฐภคินีในฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน พระนางทรงลงแรงไปมากเพื่อปกป้องพระอนุชาของนางให้ขึ้นเป็ฮ่องเต้ในตอนนั้น จากนั้นพระนางก็อภิเษกเข้ามาอยู่ในจวนอิงกั๋วกง ตระกูลผู้สูงศักดิ์อันดับหนึ่ง พระนางพยายามให้ตระกูลสูงศักดิ์และขุนนางสนับสนุนพระอนุชาของนางเพื่อให้การขึ้นสู่บัลลังก์เป็ไปอย่างราบรื่น องค์หญิงใหญ่โซ่วคังเป็องค์หญิงที่มีอำนาจมาตลอดชีวิต ฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อนางอย่างดี ทรงพระราชทานตำแหน่งให้กับบุตรธิดาของพระนาง ปกป้องบุตรเขยของพระนาง จึงมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าทำผิดต่อเจียงหยวนอู่ซึ่งหน้า
‘พวกทรยศกองทัพ’ ที่ถูกตัดศีรษะในค่ายทหารเฟิงไถมีเพียงยี่สิบคน ทหารที่ถูกลงโทษตีด้วยไม้พลองมีสามร้อยกว่าคน ซึ่งน้อยกว่าค่ายทหารซีซานมาก ดังนั้นชื่อเสียงของเจียงหยวนอู่จึงดีกว่าซูตงเฉิน
แม้แต่เจียงหยวนอู่เองก็ยอมรับว่า “ชื่อของคนอาจเรียกกันผิดได้ แต่สมญานามห้ามเรียกผิดเด็ดขาด ข้าอยู่ทางเหนือ มีคนตั้งสมญานามว่า เจียงหน้าเหล็ก ใต้เท้าซูอยู่ทางใต้ มีคนตั้งสมญานามว่า มัจจุราชซู ฟังปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าข้าสังหารคนน้อยกว่าเขามาก ต่อไปข้าจะต้องทำงานให้หนักขึ้น"
ซูตงเฉินตอบสนองและพูดพลางแย้มยิ้ม "เพียงสถานการณ์แตกต่างกัน ใต้เท้าเจียงก็เหมือนกับข้า ต่างปกป้องแผ่นดินและฆ่าศัตรูเพื่อรับใช้ประเทศ ไม่แบ่งแยกมากน้อย นอกจากนี้ ‘กองทัพที่ปราบผู้อื่นโดยไม่ต่อสู้คือคนที่เก่งแล้ว’ ข้ารู้เพียงวิธีฆ่าคนและชำนาญการต่อสู้เท่านั้น ใต้เท้าเจียงเก่งด้านการวางแผนการศึก แกร่งกว่าข้ามาก ต่อไปข้าก็ควรเรียนรู้จากใต้เท้าเจียงให้มาก”
ในตอนนั้นเป็การประชุมในท้องพระโรงที่จัดขึ้นทุกสิบเดือน เหล่าขุนนางต่างยื่นฎีกากล่าวโทษซูตงเฉินในข้อหา ‘ทรราชและอยุติธรรม ทำร้ายทหารตามอำเภอใจ สังหารผู้คนไปมากกว่าร้อย ทำโทษฟาดไม้พลองนับหมื่น เสียงคร่ำครวญดังไปทั่ว ์ร่ำไห้เป็สายเื จิตใจดั่งปีศาจ ์ไม่ยอมรับ’ เพราะพฤติกรรมที่โหดร้ายของเขา พลอยทำให้เจียงหยวนอู่ติดเชื้อไปด้วย และไม่แน่ว่าอาจจะ ‘แพร่เชื้อ’ ให้แม่ทัพใหญ่สือชิงของค่ายทหารทงโจวอีกด้วย ถึงเวลานั้นสามค่ายทหารใหญ่แห่งเมืองหลวงคงต้องนองเื ประชาชนประหวั่นพรั่นพรึง ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางการศึกลดต่ำลง กองทัพหย่อนยาน ไม่มีทางรับผิดชอบหน้าที่ปกป้องมาตุภูมิและคุ้มครองฝ่าาได้แน่นอน
เหล่าขุนนางไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของซูตงเฉิน พวกเขาคิดว่าหากสังหารคนเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู ย่อมเป็สิ่งที่พอเข้าใจได้ เช่นเดียวกับเจียงหยวนอู่ที่สังหารทหารไปเพียงสิบยี่สิบนายเท่านั้น ซึ่งยังพอรับได้ ทว่าการสังหารทหารไปมากกว่าร้อยนาย ลงโทษตีด้วยไม้พลองไปอีกกว่าหมื่นนาย ทำให้ทุกคนได้ยินแล้วตกตะลึง ผู้คนประณาม ก่นด่าอย่างรุนแรง ราวกับซูตงเฉินกำลังทรยศต่อชาติบ้านเมือง
ทว่าเหล่าแม่ทัพไม่คิดเช่นนั้น “ฆ่าพวกไร้ประโยชน์มากกว่าร้อยคนและทุบตีลงโทษมากกว่าหมื่นคนไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนักหนา ในเมื่อกล้าฝ่าฝืนกฎทหาร แม้จะมีพันคนก็ยังต้องตัดศีรษะ หากทำผิดมากกว่าหมื่นคนก็ต้องลงโทษ การควบคุมกองทัพก็เป็เช่นนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว”
เจียงหยวนอู่ยิ้มแย้ม "ข้าอยู่ที่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือมากว่าสิบปี และสังหารทหารหนีทัพ ทหารทรยศไปมากกว่าร้อยนาย เคยลงโทษฟาดไม้พลองตามกฎทหารไปกว่าหมื่นนาย แม้แต่ข้ายังเคยถูกตีด้วยไม้พลองหลายครั้ง กฎทหารดั่งเหล็กกล้า ผู้ใดฝ่าฝืนก็ต้องถูกลงโทษให้หนัก ไม่เช่นนั้นกองทัพจะเป็เช่นไร"
อิงกั๋วกงยกยิ้มเล็กน้อย “หากไม่ปฏิบัติตามกฎ แล้วจะสร้างกองทัพเหล็กที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งไปเพื่ออะไร”
ซิ่นกั๋วกงพยักหน้า “หากกองทัพไม่จัดการอย่างเข้มงวด จะต่อต้านกองทหารม้าเหล็กของชนเผ่าอื่นได้อย่างไร”
ติ้งซีโหวพูดพลางแย้มยิ้ม "น้องชายข้าจริงจังเด็ดเดี่ยว ไม่สนเื่ส่วนตัวมาตลอด จำเป็ต้องทำตามผู้อื่นอีกหรือ? "
อันกั๋วกงถอนหายใจ “ตงเฉินยังเป็คนใจดีมีเมตตา ดังนั้นจึงผ่อนปรนยืดเวลาออกไปอีกสองเค่อ หากทำากันจริง ทหารหนุ่มเหล่านี้มารวมพลสายไปสองสามเค่อ เกรงว่าข้าศึกคงโจมตีค่ายทหารแตกไปนานแล้วกระมัง และพวกเขาคงต้องตายกันหมด”
“ถูกต้อง” ขุนนางกลุ่มหนึ่งพูดสนับสนุน “ลงโทษเพียงเท่านี้ยังน้อยเกินไป ยังหนุ่มก็เลยใจอ่อนเกินไป”
ซูตงเฉินโค้งคำนับเล็กน้อยและพูดด้วยความเคารพ "ขอบคุณท่านพ่อและใต้เท้าทุกท่านที่สอนสั่ง ครั้งหน้าข้าจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด จะไม่ใจอ่อนอย่างแน่นอน"
ขุนนางระดับขั้นกั๋วกงและโหวเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีตำแหน่งเพียงชื่อ และไม่มาท้องพระโรงว่าราชการเพื่อหารือเื่ในราชสำนัก พวกเขาเพียงยืนอยู่ในท้องพระโรงระหว่างการประชุมใหญ่ ทำหน้าที่เป็ฉากประดับ และเตรียมพร้อมเมื่อฮ่องเต้ทรงถามไถ่เท่านั้น พวกเขาไม่เคยเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับงานในราชสำนักอยู่แล้ว หายากมากที่พวกเขาจะพูดสนับสนุนเช่นนี้ ขุนนางเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็กลุ่มตระกูลสูงศักดิ์ที่สนับสนุนฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้จึงไม่ได้ห้ามพวกเขา ทั้งยังแสดงท่าทีว่า ‘เราใจกว้างมีเมตตาธรรม ขุนนางทุกท่านสามารถพูดได้อย่างอิสระ’
ขุนนางฝ่ายบุ๋นมีสีหน้าขึงขังและพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น อ้างคำสอนขงจื่อ อ้างคัมภีร์เต๋า และแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ เช่น ‘โเี้’ ‘เืเย็น’ วิพากษ์วิจารณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น
ภายในท้องพระโรงเริ่มปะทะคารมกันอย่างดุเดือด มีปากมีเสียงกันจนเกือบจะลงไม้ลงมือ
ซูตงเฉินไม่ได้พูดอะไรมาก ด้วยเหตุผลแล้ว หากขุนนางกล่าวโทษเขา พวกเขาต้องเขียนฎีกาเพื่อตำหนิตน ทว่าตอนนี้เขาคร้านที่จะโต้เถียง เพียงแอบสังเกตเจิ้งอี้เฉิง หัวหน้าคณะเสนาบดีอยู่เงียบๆ แน่นอนว่ายังมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนอื่นๆ ซูตงเฉินได้อ่านความคิดและััปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างละเอียด มีเพียงไม่กี่คนที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เหมือนกับว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับเื่นี้ ทว่าตอนนี้เขายังไม่มีวิธีรับมือ ทำได้เพียงจดจำคนเหล่านี้ไว้ กลับไปค่อยสั่งให้คนรวบรวมข้อมูลของพวกเขา แล้ววิเคราะห์วิธีรับมือกับเยี่ยนเฟ่ย
ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ปะทะคารมต่อสู้กัน เสนาบดีใหญ่ทั้งเจ็ดคนเป็กลางไม่เข้าร่วมด้วย ทั้งหมดทำเพียงหลับตาราวกับว่าพวกเขากำลังพักผ่อนอยู่ องค์ชายสามพระองค์อยู่ในท้องพระโรงอย่างชาญฉลาด ไม่ได้เข้าร่วมด้วย ทำเพียงยิ้มเยาะและยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ
ซูตงเฉินยกยิ้ม เจียงหยวนอู่ก็แย้มยิ้มโดยไม่พูดอะไรสักคำ สือชิงยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม ทั้งสามคนมียศและตำแหน่งเท่ากัน ดังนั้นพวกเขาจึงยืนอยู่ในแถวเดียวกัน
ซูตงเฉินเป็ดั่งเทพเซียน เจียงหยวนอู่ยิ่งใหญ่ดั่งภูผา และสือชิงนั้นดุดันขึงขัง สามคนสามแบบแตกต่างกันมาก ทว่าเมื่อยืนอยู่ด้วยกันกลับดูกลมกลืนยิ่งนัก
ฮ่องเต้ประทับบนบัลลังก์ั ทอดพระเนตรด้วยความปีติยินดี สือชิงเกิดในครอบครัวยากจน เริ่มต้นั้แ่ทหารและเลื่อนขั้นไปจนถึงแม่ทัพใหญ่ อาจกล่าวได้ว่าเป็แมวเก้าชีวิต ทั้งหมดมีฮ่องเต้คอยส่งเสริม ดังนั้นเขาจึงซื่อสัตย์ภักดีเสมอมา ไม่สนใจว่าผู้ใด้าดึงตัว นอกจากนั้น แม่ทัพใหญ่สองคนก่อนหน้านี้ก็เป็คนของฮ่องเต้เช่นกัน ไม่คาดคิดว่าระยะหลังฮ่องเต้จะมีพระพลานามัยถดถอย คนเหล่านี้จึงรีบมองหาโอกาสที่พึ่งพิงทางอำนาจ พยายาม่ชิงความดีความชอบ ซึ่งทำให้ฮ่องเต้พิโรธยิ่งนัก
ครั้งนี้เปลี่ยนตำแหน่งแม่ทัพสองท่าน แม้มาจากตระกูลชนชั้นสูง ทว่าพวกเขาต่างอยู่ฝ่ายเชื้อพระวงศ์ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะจงรักภักดี เป็ขุนนางที่ซื่อสัตย์ ทำให้พระองค์รู้สึกโล่งพระทัย ขอเพียงขจัดภัยคุกคามจากภายนอก พระองค์ก็สามารถมีสมาธิในการจัดการกับขุนนางและองค์ชายทั้งสามพระองค์ได้
องค์ชายทั้งสามล้วนกำเนิดจากนางสนมทั้งสิ้น พระมารดาผู้ให้กำเนิดก็ไม่ใช่คนโปรดของฝ่าา พระองค์จึงไม่ได้ใกล้ชิดมากนัก ในเมื่อต้องมอบแผ่นดินใต้หล้าและประชาชนนับล้าน เหล่าองค์ชายต้องทำให้พระองค์เห็นว่าพวกเขามีศักยภาพพอที่จะเป็ฮ่องเต้ผู้มีความสามารถ ดังนั้นพระองค์จึงไม่ได้แต่งตั้งองค์รัชทายาท เพราะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ
ตอนนี้เทพเ้า ผีร้าย สัตว์ป่า และงูร้ายต่างคืบคลานออกมา แม้จะทำให้ฮ่องเต้ทรงรำคาญพระทัยอยู่บ้าง ทว่าก็ทำให้พระองค์เกษมสำราญเช่นกัน หากก่อนหน้านี้สามารถกำจัดเสี้ยนหนามที่ซ่อนอยู่ได้เร็วกว่านี้ ฮ่องเต้องค์ต่อไปคงผ่อนคลายพระทัยลงได้บ้าง ไม่ลำบากยากเย็นเหมือนตอนที่พระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ในปีนั้น แน่นอนว่าขุนนางผู้ภักดีอย่างซูตงเฉินและเจียงหยวนอู่ที่เพิ่งอายุสามสิบได้รับการชุบเลี้ยงเป็พิเศษ พระองค์ทรงคิดว่าเก็บไว้ให้รัชทายาทของพระองค์ใช้งานในอนาคต
ในเวลานี้การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงสิ้นสุดลงแล้ว แต่ละแห่งกำลังอยู่ใน่เก็บภาษี แม้ว่าปีนี้จะมีภัยพิบัติเล็กน้อย ทว่าการเก็บเกี่ยวกลับอุดมสมบูรณ์ เป็ปีที่ดีและหายาก ประชาชนมีอาหารการกินอิ่มท้อง พวกเขาไม่มีทางก่อฏ เหนือจรดใต้มีความสงบสุข การประชุมในท้องพระโรงวันนี้ไม่ได้หารือเื่สำคัญอะไรมากนัก ยังคงโต้เถียงกันเื่ความโเี้ของซูตงเฉิน
ในฐานะที่เป็ผู้เกี่ยวข้อง ซูตงเฉินพูดด้วยความใจเย็นว่า “ใต้เท้าทุกท่านล้วนปกครองประเทศ ย่อม้าปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดมิใช่หรือ? ข้าปกครองกองทัพก็ควรยึดถือกฎทหารอย่างเคร่งครัดมิใช่หรือ? ตามกฎทหารสิบเจ็ดข้อ ห้าสิบสี่หมวด คนเหล่านี้ทำผิดกฎจนไม่รู้ว่าต้องโทษตัดศีรษะกี่สิบครั้งแล้ว ทหารที่ได้รับโทษตีด้วยไม้พลองควรได้รับโทษตัดศีรษะแล้ว ข้าละเว้นโทษตายชั่วคราว และลงโทษตีไม้พลองเพียงเล็กน้อย อนุญาตให้พวกเขาทำคุณไถ่โทษให้กองทัพ ทำเช่นนี้นับว่าใจกว้างเมตตาเหนือกฎทหารมากแล้ว
หากใต้เท้าทุกท่านคิดว่าข้ากระทำเช่นนี้ยังผิดอยู่ เหตุใดไม่ไปยื่นคดีต่อศาลต้าหลี่หรือกรมยุติธรรม นักโทษจำนวนมากถูกตัดสินทุกๆ ่ฤดูใบไม้ร่วง ถือว่าเป็ ‘การกดขี่ข่มเหงและอยุติธรรม เติมเต็มความปรารถนาของตนเองหรือ? ’ "
ทุกๆ ฤดูใบไม้ร่วง นักโทษปะาจะต้องรายงานต่อฮ่องเต้เพื่อสอบสวนก่อนตัดสิน ข้อมูลของซูตงเฉินในการพูดครั้งนี้ครบถ้วนบริบูรณ์ แสดงความหมายออกมาให้เห็นเด่นชัด ซึ่งแต่ละคำทำให้หัวใจเต้นแรง ขุนนางที่กำลังปะทะคารมโต้เถียงจนคอขึ้นเอ็นเงียบปากในทันที พวกเขาไม่สามารถคิดหาคำพูดที่เหมาะสมมาตอบโต้ได้ชั่วขณะ จู่ๆ ก็หน้าถอดสีและทยอยถอยกลับไปทีละคน
เมื่อเห็นว่าซูตงเฉินขุนนางฝ่ายบู๊สามารถทำให้บรรดาขุนนางบัณฑิตอ้ำอึ้งเป็ใบ้และพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ฮ่องเต้จึงทรงปลาบปลื้มเป็อย่างยิ่ง "องค์ปฐมกษัตริย์เคยกล่าวไว้ว่า กองทัพต้องมีกฎเหล็ก หากไร้ซึ่งกฎเหล็กก็ไม่มีประสิทธิภาพในการรบ การยึดถือตามกฎทหารอย่างเคร่งครัด เป็สิ่งที่แม่ทัพนายกองทุกคนพึงกระทำ แม่ทัพซูและแม่ทัพเจียงปฏิบัติได้ดีมาก เราหวังว่าท่านทั้งสองจะทำให้ค่ายใหญ่ทั้งสองเป็กองทัพเหล็กที่ไร้เทียมทานโดยเร็วที่สุด"
ซูตงเฉินและเจียงหยวนอู่เดินออกมาคำนับพร้อมกัน "ขอบพระทัยฝ่าา กระหม่อมจะไม่ทำให้ฝ่าาทรงผิดหวัง"