“อีกกี่ชั่วโมงก่อนจะถึงเมืองเมอร์เชสเตอร์” มองก้าถามไปยังต้นหนเรือ
“ด้วยความเร็วตอนนี้คาดว่าไม่เกิน 6 ชั่วโมงครับกัปตัน”
“คิคิคิ เข้าใกล้เขตของเ้านั่นเข้าไปทุกทีแล้วสินะ ”
“กัปตันครับ เรดาร์ตรวจสอบพบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากทาง 12 นาฬิกาครับระยะทาง 2 กิโลครับ” ต้นหนคนเดิมกล่าวขึ้น
“ปิดไฟ ดับเครื่องยนต์ คงสภาพเครื่องต้านแรงโน้มถ่วงไว้ กางใบเรือทั้งหมดขึ้น เราจะผ่านมันไปอย่างเงียบที่สุด จนกว่าจะพ้นรังของพวกมัน และก็...ตาม’วินดี้’มาหาข้า”
ลูกเรือทั้งหมดได้ยินดังนั้นก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เสียงของเครื่องยนต์เรือเหาะเงียบลงคงเหลือไว้เพียงความมืดมิดและเสียงสายลมอันแ่เบาของทะเลทราย แสงจันทราที่ส่องผ่านเข้ามายังด้านในห้องบังคับการเผยให้เห็นถึงหญิงสาวร่างเล็กผิวขาวผมประบ่าสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากบางๆของเธอช่างดูเหมาะกับใบหน้าเล็กๆนั้น และดวงตาของเธอก็มีสีเดียวกับผมเส้นผมเช่นกัน เดินผ่านประตูเข้ามายังห้องบังคับการและไปยืนอยู่ด้านหลังมองก้า เธอเป็ผู้หญิงคนเดียวบนเรือโจรสลัดรำนี้ที่เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของเธอต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“เรียกฉันเหรอคะ พ่อ”
“ขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือ สร้างลมให้ข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น เธอจึงเดินหันหลังกลับออกไปจากห้องบังคับการ และมุ่งตรงไปยังดาดฟ้าเรือเพื่อทำตามคำสั่งของมองก้าในทันที
“เฮ้ เ้าเคยได้ยินเื่ของกิล่าไหม พวกมันออกหากินเฉพาะตอนกลางคืน อาศัยอยู่กันเป็ฝูงปากที่กว้างของมันสามารถกลืนชายร่างใหญ่เข้าไปได้สบายๆ แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นตัวของพวกมันหรอกนะ”
“ข้าได้ยินว่า พวกมันซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าใกล้ระยะของมัน พวกมันจะโจมตีทันทีโดยไม่สนว่าจะเป็สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม และลิ้นของ...”
“ถ้าพวกเ้าอยากรู้จักกิล่ามากขึ้น ข้าจะโยนพวกเ้าลงไป” มองก้าพูดขัดการสนทนาที่กำลังสนุกของลูกเรือทั้งสองก่อนที่เสียงของพวกเขาจะสร้างปัญหาให้กับเรือทั้งรำ
หลังจากที่วินดี้ออกจากห้องบังคับการไปได้ไม่นานนัก ลมที่เคยพัดอย่างแ่เบาก็พัดแรงขึ้นส่งให้เรือเหาะเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้เร็วกว่าตอนแรกอย่างมาก มองก้ารู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้การจะผ่านรังของกิล่าไปไม่ใช่เื่ยากอะไรเพราะเขาลอยตัวอยู่บนอากาศ แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็กังวัลคือาาของพวกมัน
เขาลุกออกจากเก้าอี้กัปตันเดินออกไปยังด้านหน้าของบังคับการ มองออกไปยังทะเลทรายอันกว้างขวางนี้ สิ่งที่เขาเห็นคือโครงกระดูกมากมายที่กระจายเกลื่อนทั่วผืนทราย นักเดินทางผู้น่าสงสารที่ไม่รู้เื่รู้ราว เดินผ่านอาณาเขตของกิล่าและกลายเป็อาหารอันโอชะของสัตว์ประหลาดแห่งนาคาร๊อท
ในขณะที่ทุกอย่างเป็ไปอย่างราบรื่น เสียงะเิดังสนั่นมาจากใต้ท้องเรือพร้อมเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้น
ตูม!!
“กัปตันครับ! มีผู้บุกรุกๆ ครอสครับ! ครอสอยู่บนเรือครับ!? กำลังปะทะกับวินดี้ครับ!” เสียงของลูกเรือดังผ่านลำโพงวิทยุสื่อสาร
“เตรียมเข้าสู่สถานีรบ! ติดเครื่องยนต์ เดินหน้าเต็มกำลัง พลปืนใหญ่ประจำตำแหน่ง ส่ง Airbike ออกไป ล่อให้พวกมันกระจายตัว และเราต้องฝ่าไป ฮอล์ลาดฝากที่เหลือด้วย ฉันจะไปจัดการไอ้ลูกหมานั่น” มองก้าะโขึ้นก่อนกัดฟันกรอดและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแต่ก็แฝงไปด้วยรอยยิ้มของความสนุกในที
“น่าสนุกดีนี่ไอ้หนู”
เขามองไปยังผืนทรายที่เคยเรียบดังผืนผ้าใบแต่บัดนี้พวกมันโผล่ขึ้นมาแล้ว ฝูงกิล่าที่ค่อยๆขึ้นมาจากทะเลทรายราวกับดอกเห็น จาก 10 เป็ 20 เป็ 100 จนไม่สามารถระบุจำนวนของมันได้าเริ่มขึ้นแล้ว!
ก่อนหน้าเหตุการณ์ะเิไม่นาน...
หลังจากที่ครอสแอบเข้ามาในตัวเรือได้สำเร็จ เพียงไม่กี่อึดใจความมืดก็เข้าปกคลุมเรือรำนี้และคงเหลือไว้เพียงแสงไฟจากไฟฉุกเฉินที่คอยส่องตามทางเดินเพียงเล็กน้อย เขาได้มุ่งตรงไปยังห้องเครื่องยนต์ทันที โดยใช้ประโยชน์จากความมืดพรางตัวหลบรอดสายตาของลูกเรือเข้าไปยังห้องเครื่องได้สำเร็จ ความมืดไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เพราะก๊อกเกิลของเขาทำให้ครอสสามารถมองเห็นในที่มืดได้ชัดไม่ต่างจากตอนที่มีแสงปกติเลยทีเดียว
สิ่งที่เขาหมายตาไว้มีสามอย่าง อย่างแรกคือแกนพลังงานสำรองของเครื่องยนต์เรือเหาะ สองคือAirbike เพื่อใช้หลบหนีและเดินทางต่อไปยังเมืองเมอเชสเตอร์ และสามคือดรู๊ค
การที่ครอสอาศัยอยู่กับมองก้ามาหลายปีทำให้เขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรือรำนี้เขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงยังห้องเครื่องยนต์ เป้าหมายแรกอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
‘อืมม...ตาแก่ฮอล์ลาดเคยพูดว่าไงนะ ถ้าเอาแกนพลังงานหลักออกถึงแม้เรือจะเคลื่อนที่ได้แต่จะช้าลงมากๆ...สินะ’
คิดได้ดังนั้นครอสจึงปลดแกนพลังงานหลักออกและเก็บเข้ากระเป๋าแต่ก่อนที่เขาจะออกจากห้องเครื่องยนต์นี้ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆเข้าใกล้เขาเช้ามาเรื่อยๆ
“ยังดีนะ ที่วินดี้นิสัยดีกว่าครอสแบบเทียบไม่ติดเลย”
“ข้ายังจำที่มันแกล้งข้าได้อยู่เลย มันจับข้ามัดมือมัดเท้าและยัดะเิควันไว้ในปาก ข้าเกือบจะสำลักควันตาย โชคยังดีนะวินดี้เห็นแล้วมาช่วยข้าไว้ เ้านั่นมันปีศาจกลับชาติมาเกิดชัดๆ”
“สองคนนั้นมาจากบ้านเด็กกำพร้าที่เดียวแน่เหรอ?”
“พึ่งมาใหม่คงยังไม่รู้สินะ หัวหน้ารับวินดี้เลี้ยงเพราะเห็นแวว แล้วก็เป็เช่นนั้นจริงๆ เพราะเธอมีพลังมานามหาศาลติดตั้งมาั้แ่เกิด เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะแต่กำเนิดเลยแหละ ทั้งน่ารัก ทั้งเก่ง โอ้วินดี้ที่รักของข้า ส่วนไอ้ห่วยแตกนั่นมันเกาะขาหัวหน้าไม่ยอมปล่อยน่ะ เลยได้ขึ้นมาบนเรือด้วย”
“ไอ้นี่พูดซะเสียงดังเลย...เดี๋ยวหัวหน้าได้ยินก็โดนโยนลงทะเลทรายเป็อาหารกิล่าหรอก หัวหน้ารักวินดี้ไม่ต่างจากลูกแท้ๆของตัวเองเลยนะ”
“ป่านนี้วินดี้ของข้าคงกำลังร่ายรำอยู่บนดาดฟ้าโน่น... ข้าอยากเห็นเวทย์ลมที่งดงามของเธอเหลือเกิน”
ครอสที่หลบอยู่รู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดของลูกเรือทั้งสองที่พูดถึงตน จนเขาอยากจะรื้อฟื้นความทรงจำแสนเ็ปให้ทั้งสองคนเสียเหลือเกิน ถ้าหากว่านั่นจะไม่ทำให้แผนของเขาแตกซะก่อน
‘ยัยนั้นอยู่ดาดฟ้าอย่างที่คิดไว้จริงๆทางสะดวกสุดๆ’
เสียงฝีเท้าที่ค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆ ก็คลายความหงุดหงิดของครอสลงเช่นกันเขาชะโงกหัวออกไปนอกห้องเครื่องยนต์อย่างช้าๆ ตรวจสอบทางเดินอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีลูกเรืออยู่บริเวณนี้อีก เขาออกมาจากห้องเครื่องยนต์ แฝงตัวไปกับความมืดอีกครั้ง ครอสก้มตัวลงต่ำ กลั้นหายใจและพุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่สองทันที่ ระยะทางจากห้องเครื่องยนต์ไปยังโรงเก็บยานพาหนะไม่ไกลกันมากนักแต่ก่อนอื่นเขาต้องไปรับดรู๊คก่อน
เขาเลยโรงเก็บ Airbike จนถึงชั้นสองซึ่งเป็ที่ส่วนที่พักของลูกเรือและเป็ห้องนอนของเขาเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ไม่มีลูกเรืออยู่เพราะส่วนใหญ่จำเป็ต้องขึ้นไปยังดาดฟ้าเรือ
ครอสเหลือบมองเข้าไปยังห้องของตแต่กลายเป็ว่าดรู๊คไม่อยู่ที่เตียงนอนของเขา
‘ใครเอาไปวะเนี่ย!!!? เวลายิ่งไม่ค่อยมีอยู่ ช่างมันยังไงหัวหน้าก็รักดรู๊คมากกว่าฉันซะอีก คงไม่มีใครกล้าทำอะไรมันหรอก’
ดังนั้นครอสจึงวนกลับไปยังโรงเก็บ Airbike เพียงอึดใจเดียว เขาได้พาตัวเองไปอยู่หน้าโรงเก็บยานเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะได้เข้าไปขโมย Airbike สายตาของเขาก็ต้องไปสะดุดกับสาวน้อยผมสีน้ำตาลที่เขารู้จักเป็อย่างดี ครอสผงะอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะถอยกลับมาแอบอยู่ที่กำแพงข้างประตู
‘ทำไมยัยนั่นมาอยู่ที่นี่ได้ ก็ไหนว่าอยู่ดาดฟ้าวะ ซวยแล้วๆ’ เหงื่อของครอสเริ่มซึมออกมาเล็กน้อย
‘เหมือนจะยังไม่เห็นสินะ เอาไงดีล่ะทีนี้’ แต่ยังไม่ทันที่สมองอันชาญฉลาดของเขาจะได้วางแผนแก้สถานการณ์นี้ เขาก็ต้องใอีกครั้งเพราะสิ่งที่เขาคิดมันผิด
“เลิกแอบอยุ่หลังกำแพงแล้วออกมาซะดีๆไอ้หัวขาว ฉันเห็นแกั้แ่ตอนที่นอนสบายใจอยู่ท้ายเรือแล้วย่ะ!” เสียงเล็กๆใสๆที่ลอยมาตามลมกลับทำให้ชายหนุ่มที่ได้ฟังถึงกับสะดุ้งเลยทีเดียว
“....”
“ถ้ายังไม่ยอมออกมาฉันฆ่านายแน่ 1.....2.....”
‘เวรเอ๊ย’ ครอสสบถในใจ
“โอเคๆ ยอมแล้วๆ” ครอสค่อยๆเผยตัวออกมาจากหลังกำแพง เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัวทำท่ายอมแพ้พร้อมกับที่สายตาของทั้งสองประสบกันและตามมาด้วยสีหน้าพึงพอใจของวินดี้ที่ได้เห็นเ้าวายร้ายตัวนี้เสียท่า เธอกระดิกนิ้วที่ชี้มาทางเขาเป็สัญญาณให้เ้าวายร้ายเดินเข้าไปหา
ครอสเดินมาประชันหน้ากับวินดี้ สายตาทั้งสองที่มองกันนั้นมีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกัน ครอสเป็ฝ่ายเผยรอยยิ้มออกมาก่อน แต่ช่างเป็รอยยิ้มที่ดูไม่ได้เอาซะเลย แต่ก่อนที่ครอสจะเอ่ยปากขึ้นสายตาของเขาก็ไปสะดุดกับหางสีน้ำเงินที่โผล่ออกมาด้านหลังของเธอ
“ดรู๊ค แกมาอยู่นี่เองไอ้หนูของพ่อ”
ลูกกิ้งก่าสีน้ำเงินตัวน้อย ที่ขนาดของมันเท่ากับฝ่ามือเล็กๆของเด็กผู้หญิง เกร็ดเล็กๆที่มันวาวของมันสะท้อนกับแสงสีแดงอ่อนของไฟฉุกเฉินช่างสวยงาม ดูราวกับอัญมณีเลอค่า เ้ากิ้งก่าน้อยโผล่หน้าขึ้นมาจากด้านหลังบ่าของวินดี้ และร้องทักทายเ้าของด้วยเสียงเล็กแหลมสุดแสนออดอ้อน และดวงตากลมโตดำสนิทแม่แปลใจที่มองก้าจะให้ความสำคัญกับดรู๊คมากกว่าผู้เป็เ้าของของมัน
“ไอ้หนู มาหาพ่อนี่มา” ดรู๊คปีนขึ้นมาบนไหล่ของวินดี้และะโเพื่อกลับไปหาเ้าของของมันก่อนที่ตัวมันจะลอยเคว้งอยู่กลางอากาศเพราะเวทย์ลมของวินดี้ “ไม่น้าาา ปล่อยดรู๊คของฉันมาเถอะนะวินดี้”
“ฉันควรทำยังไงกับนายดี”
“ก็แค่ปล่อยฉันไป ไม่เห็นจะยากเลย”
“ฉันมีให้นาย 2 ทางเลือก 1.ไปกับฉันแบบไม่เจ็บตัว และ 2. ไปกับฉันแบบเจ็บตัว”
“นี่ไม่เอาหน่าวินดี้ ฉันมารับแล้วนี่ไง”
“นายทิ้งฉันไว้ที่วิหารนั้น ฉันไม่ควรเชื่อใจนายั้แ่แรก” ผมของเธอเริ่มปลิวสบัดด้วยแรงลมที่พัดอยู่รอบตัว
“ฟังฉันนะวินดี้ ถ้าเธอหนีมาพร้อมฉัน เธอจะตกอยู่ในอันตรายไปด้วย ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนต้องมาถูกพวกสลัดอากาศตามล่าไปทั้งชีวิตหรอกนะ”
“ฉันไม่สน!!” แรงลมบริเวรณนั้นค่อยๆทวีความแรงขึ้นเป็ระดับตามอารมณ์โกรธของเธอ การใช้เวทย์ของผู้อื่นอาจจะขึ้นอยู่กับพลังสมาธิของแต่ละคนหรือปัจจัยอื่น แต่ของวินดี้จะขึ้นอยู่กับอารมณ์นะตอนนั้น ความรุนแรงของอารมณ์จะยิ่งเพิ่มพูนความรุนแรงของเวทย์มนต์ของเธอ หรือแม่แต่เวลาที่เธอเศร้าก็ตามสายลมอันหนาวเหน็บก็จะปกคลุมร่างกายเธอเช่นกัน
“โอเคๆ ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ถ้าฉันขายหินที่ขโมยมาได้ฉันให้เธอ 60% เลย” ข้อเสนอของเขาได้ผล ลมที่แรงจนแทบจะพัด Airbikeลอยขึ้นเริ่มเบาลง สงสารก็แต่ดรู๊คที่ลอยหมุนวนเควงอยู่กลาง
“80%”
“ห๊ะ”
“ฉันบอกว่า 80%” เส้นผมอันเงางามของเธอเริ่มปลิวสไวยอีกครั้ง
“ก็ได้ๆฉันยอมแล้วๆ เลิกโมโหก่อนได้ไหม เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นหรอก” เธอยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ตกลงตามนั่นคู่หู...ว่าแต่แผนของนายล่ะ?”
“เอาล่ะถ้างั้นเธอช่วยเอาดรู๊คลงมาก่อนได้ไหม ก่อนที่มันจะลอยขึ้นไปติดเพดาน” วินดี้ผ่อนแรงลมที่อุ้มดรู๊คอยู่กลางอากาศและส่งมันให้กลับไปอยู่กับเ้าของของมัน จากนั้นครอสจึงได้เริ่มอธิบายแผนการของเขา
“ฉันจะทิ้งเธออีกรอบ”
“อยากตายมากใช่ไหม?”
“ฟังฉันก่อนสิก่อนอื่นเลยเราจะแกล้งทำเป็ว่าเราสู้กัน ฉันจะใช้ะเิเพื่อปลุกฝูงกิล่าเพื่อถ่วงเวลาและฉันจะได้ไม่ตกเป็เป้า”
“ห๊า... นี่นายตั้งใจฆ่าพวกฉันอย่างั้นหรอ ไอ้เ้า...”
“ทำเหมือนเธอไม่รู้จักหัวหน้าอย่างงั้นแหละ จำตอนที่เขาไปทำลายหมู่บ้านโคโบลด์ได้ไหม เสียงหัวเราะหลังจากที่ถล่มทุกอย่างราบเป็หน้ากลองนั้นยังอยู่ในหูฉันอยู่เลย กับอีแค่ฝูงกิล่าทำอะไรเขาไม่ได้หรอก นี่ยังไม่รวมไอ้ั์แคระแฝดนั่นอีกนะ”
“แล้วยังไงต่อ”
“และหลังจากนั้นฉันจะ...”