เกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

    บทที่ 52 เรื่องโรคระบาดภายในเมือง

            บทที่52

            เรื่องโรคระบาดภายในเมือง

            ณ ในที่ว่าการอำเภอ 

            ห้องโถงอันกว้างขวางใหญ่โตภายในสถานที่แห่งนี้ถูกทำเป็นศาลตัดสินส่วนกลางโต๊ะยาวขนาดใหญ่ถูกยกตั้งอยู่บนจุดที่สูงกว่าพื้นธรรมดาประมาณนึงตั้งเป็นโต๊ะตำแหน่งประธานของผู้ที่ตัดสินคดีในครั้งนี้ 

            บริเวณตรงโต๊ะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงตำแหน่งประธานร่างของผู้ที่นั่งอยู่บนตำแหน่งนั้นก็คือแม่ทัพใหญ่ของเมืองหลวงภายในสถานที่แห่งนี้พร้อมร่วมไปด้วยเหล่าทหารและก็มีขุนนางภายในเขตเมืองตี้หนานยืนเฝ้ารออยู่ด้วยเช่นเดียวกัน 

            ขุนนางเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่ทัพใหญ่พวกเกรียงไกรของเมืองหลวงพวกมันทำได้เพียงแค่ก้มหน้า 

            ไป๋เฟิ่งนั่งอยู่บริเวณด้านบนตำแหน่งประธานกระบี่ภายในมือของนางวางเอาไว้ข้างกายใช้ดวงตาที่เย็นชาจ้องมองไปที่เหล่าขุนนางภายในสถานที่แห่งนี้

            ระหว่างนี้กำลังรอนำตัวอ๋องหลันออกมาจากคุกแต่เมื่อนางลองใช้ดวงตาของตนเองมองดูแล้วปรากฏเห็นว่าขุนนางภายในสถานที่แห่งนี้มีน้อยนักแถมยังมีขุนนางระดับต่ำ 

            ถ้าเป็นขุนนางที่อยู่ในระดับเจ้าเมืองปกครองเมืองต่างๆควรจะมีตำแหน่งอย่างน้อยก็ขุนนางขั้นสามภายในสถานที่แห่งนี้ไม่มีขุนนางขั้นสามอยู่เลย 

            ไป๋เฟิ่งหันใบหน้าไปที่กลุ่มก้อนของขุนนางที่กำลังยืนต่อแถวเรียงแนวยาวอยู่นางใช้ดวงตาของตนเองหันมองไปก็ทำการเอ่ยถามออกมา “เหตุใดขุนนางมีเพียงแค่นี้เจ้าเมืองและขุนนางอาวุโสผู้อื่นเล่า? ”

            ที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ก่อนหน้านี้นางเองก็เคยเดินทางมาเมื่อหลายปีก่อน

            ในตอนนั้นได้รับภารกิจมอบหมายจากองค์ฮ่องเต้ให้เดินทางมาทำภารกิจในครั้งนั้นเดินทางมาก็ได้รับการต้อนรับจากเหล่าขุนนางอาวุโสภายในสถานที่แห่งนี้

            เลยพอจะคุ้นหน้าคุ้นตาพวกมันอยู่บ้างแต่ว่าในตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกมันไม่มีวี่แววว่าจะปรากฏกายออกมาต้อนรับนางเลยสักนิด

            กฎของราชสำนักขุนนางขั้นหนึ่งถือว่าเป็นฐานะที่สูงส่งมีเพียงแค่ไม่กี่ผู้ภายในราชสำนักการที่จะได้รับตำแหน่งนี้บ่งบอกว่าสร้างคุณูปการมากมายถือได้ว่าเป็นคนที่มีตำแหน่งลงมาจากเชื้อพระวงศ์ 

            เมื่อนางเดินทางมาที่เมืองบริเวณชายแดนเช่นนี้แน่นอนว่าขุนนางแม้กระทั่งตำแหน่งเจ้าเมืองก็จำเป็นจะต้องมาต้อนรับ

            ขุนนางผู้น้อยแซ่เสิ่นตอนนี้เป็นผู้ที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดภายในเมืองก้มหน้าเล็กน้อยอย่างละอายใจก่อนที่จะกลั้นใจและก็ตอบกลับแม่ทัพใหญ่“ ท่านเจ้าเมืองและก็ขุนนางอาวุโสไม่อยู่ขอรับเดินทางไปที่เมืองหลวง ”

            การที่ตอบออกไปเช่นนี้มันเองก็กังวลอยู่เช่นเดียวกันเพราะว่าคำตอบของมันมีโอกาสที่จะทำให้พวกขุนนางผู้อาวุโสเหล่านั้นได้รับผลกระทบแต่ว่าในขณะเดียวกันตัวของมันเองก็ไม่สามารถโกหกได้ด้วยเช่นเดียวกัน

            เพราะว่าถ้ามันโกหกขุนนางที่มีตำแหน่งสูงกว่าอาจจะเกิดกลายเป็นโทษทัณฑ์ติดตัวมันก็ได้

            ไป๋เฟิ่งสงบใจใบหน้าของนางก้มต่ำลงเล็กน้อยก่อนที่จะพึมพำออกมา “ในสถานการณ์ที่เมืองตกอยู่ในโรคระบาดขุนนางตำแหน่งเจ้าเมืองกลับนี้ตายไปที่เมืองหลวงโดยที่ไม่สนเมืองของตนเอง ”

            ขุนนางเสิ่นแล้วก็เหล่าขุนนาฃพูดน้อยที่ยืนก้มหน้าอยู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกมันต่างพากันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอย่างรวดเร็วในตอนนี้ใบหน้าของมันแปรเปลี่ยนสีไปในทันทีมันไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งที่มันไม่ได้บอกอันใด

            ไป๋เฟิ่งแม้ว่าคนพวกนี้จะไม่ได้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดแต่ในขณะเดียวกันนางเองก็ผ่านเรื่องราวมามากมายเรื่องราวมากมายที่ผ่านมามันเองก็ทำให้ตัวของนางรู้ได้ว่าพวกขุนนางใช้วิธีการเช่นไร

            “ สถานการณ์โรคระบาดในตอนนี้ภายในเมืองเป็นอย่างไรบ้างเมื่อไม่มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่ก็แสดงว่าพวกเจ้าต้องทำการจัดการเองสินะ ”นางหันไปถามกับเหล่าขุนนางพวกนั้น 

            ขุนนางพวกนี้เป็นเพียงแค่ขุนนางชั้นผู้น้อยพวกเขายังแทบจะไม่มีประสบการณ์เลยด้วยซ้ำเปิดแห่งนี้เป็นเมืองขนาดใหญ่ถ้ามีการเกิดโรคระบาดขึ้นมาคงจะรับมือได้ยากเย็นเป็นเพราะว่าไม่มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่เป็นคนคอยตัดสินใจพวกเขาที่เป็นเพียงแค่ขุนนางชั้นผู้น้อยเอ็งก็ไม่ค่อยจะมีประสบการณ์

            ไป๋เฟิ่งรู้ถึงความลำบากของพวกเขาเป็นอย่างดี 

            “ สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างตอนที่เข้ามาภายในเมืองถ้าเห็นว่าภายในเมืองดูไม่ได้รับผลกระทบหนักหนาสักเท่าไหร่เจ้าเป็นคนที่ทำงั้นรึ? ” นางถามกับขุนนางหนุ่มผู้นั้นอีกครั้ง

            เป็นเพราะว่าตัวของนางมองเห็นว่าตอนที่เข้ามาภายในเมืองบรรยากาศภายในเมืองดูไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นการจัดการทุกอย่างก็ดูจากการเป็นอย่างดีผู้คนภายในเมืองใช้ชีวิตอย่างปกติมีเพียงแค่คำสั่งห้ามเข้าออกเมืองเท่านั้น

            เมื่อมองเห็นสถานการณ์เช่นนั้นเลยพอจะคาดเดาได้ว่าภายในเมืองมีการจัดการเป็นอย่างดีแต่ว่าถ้าในเมืองแห่งนี้ไม่มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่อยู่ก็แสดงว่าขุนนางหนุ่มผู้นี้เป็นคนกระทำ

            เขาเป็นคนกระทำด้วยตัวเองไม่เป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองก็ถือว่าขุนนางผู้นี้ถือว่าเป็นขุนนางที่มีความสามารถ

            เมื่อโดนเอ่ยเช่นนั้นมันทำการยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันและก็รายงานกับแม่ทัพผู้ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง“ เรียนท่านแม่ทัพอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับตัวของข้าไม่ได้เป็นคนที่จัดการเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นความสามารถของข้าเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำให้เมืองแห่งนี้อยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน”

            “ ตอนที่เกิดโรคระบาดได้คุณชายเว่ยและท่านหมอลู่เป็นคนช่วยจัดการเกี่ยวกับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้พวกข้าสามารถจัดการดูแลเมืองแห่งนี้ให้อยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ ”ขุนนางหนุ่มผู้นี้ไม่กล้ายกย่องตนเองเพราะว่ามันเองก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนทำให้สถานการณ์ภายในเมืองแห่งนี้ดีขึ้น

            ไป๋เฟิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย“ หมอลู่? ”

            สำหรับตัวของนางแล้วชื่อเสียงเรียงนามของคุณชายตระกูลเว่ยนางเองก็เคยได้ยินมาบ้างอย่างที่รู้กันว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางมาที่เมืองแห่งนี้

            เมื่อเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ก็ย่อมต้องรู้จักกับตระกูลพ่อค้าที่คุมการค้าขายทางทิศบูรพาแทบจะทั้งหมดอยู่แล้ว

            เพราะแบบนั้นคุณชายตระกูลเว่ยไม่ใช่คนที่นางรู้สึกสงสัยคนผู้นี้เป็นคนหนุ่มแต่ชื่อเสียงเรียงนามของเขาเรื่องความสามารถก็เรื่องลืมไปถึงเมืองหลวง

            แต่ว่าอีกคนนึงที่คนผู้นั้นกล่าวหมอลู่คือผู้ใดกัน? 

            ขุนนางเสิ่นก้มศีรษะแล้วเริ่มรายงาน“ เรียนท่านแม่ทัพใหญ่ท่านหมอลู่คือบุรุษที่กระโดดขึ้นหลังม้าตัวเดียวกับท่านส่วนเด็กสาวที่ได้รับบาดเจ็บและอยู่ภายในอ้อมแขนของท่านก่อนหน้านี้เป็นบุตรสาวของท่านหมอลู่” 

            เมื่อคนผู้นั้นกล่าวออกมาเช่นนั้นทำให้นางนึกย้อนกลับไปได้ในทันทีว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ใด 

            “ ที่แท้ก็เป็นหมอ? ” ในตอนแรกนางไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของคนผู้นั้นมองเห็นวิชาแพทย์ที่ดูได้ในระดับนึงก็พอจะคิดได้ว่าเป็นหมอแต่ไม่คิดว่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยดูแลเมืองแห่งนี้ 

            ขุนนางผู้นั้นทำการกล่าวออกมาอีกครั้ง“ ใช่แล้วขอรับท่านหมอลู่เป็นคนที่ช่วยทำให้สถานการณ์ภายในเมืองตอนนี้ไม่ได้ย่ำแย่แล้วก็อีกอย่างเขาเป็นคนที่สามารถรักษาโรคบุปผาสีชาดพี่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ได้”

            “ เพราะแบบนั้นเลยทำให้เราชาวเมืองที่อาศัยอยู่ภายในกำแพงเมืองเลยเต็มไปด้วยความโล่งใจผนวกเข้ากับการที่ได้รับการสนับสนุนด้านเสบียงอาหารจากตระกูลเว่ยเลยทำให้สถานการณ์ในตอนนี้ดูดีอยู่เช่นนี้ถ้าไม่ได้พวกเขาทั้งสองป่านนี้เมืองตี้หนานคงจะมีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆอย่างแน่นอน”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นมีทหารผู้หนึ่งที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพใหญ่ก็มันได้ฟังธรรมการอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจ “ว่าอย่างไรนะสามารถรักษาได้!! โรคบุปผาสีชาดที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้? ”

            ขุนนางเสิ่นหันใบหน้าของตนเองไปและก็พยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ใช่แล้วขอรับสามารถรักษาโรคบุปผาสีชาดที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ได้ ”

            เมื่อได้ยินคำยืนยันอย่างชัดเจนยิ่งทำให้ทหารผู้นั้นยิ่งแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจออกมามากขึ้นไปอีกถามว่าเหตุใดทำไมมันถึงแสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกตกใจออกมาเช่นนั้นเป็นเพราะว่าตัวของมันนั้นได้ทำการตามหาหมอแทบจะทุกหัวเมืองมารักษา 

            แต่ว่าก็ไม่มีหมอท่านใดภายในเมืองฝั่งทางทิศบูรพาที่รักษาอาการชนิดนี้ได้เลยเพราะแบบนั้นเลยทำให้ทั่วทั้งเขตบูรพาแห่งนี้ต่างพากันได้รับภัยและผลกระทบจากโรคระบาด 

            ไป๋เฟิ่งหันไปถาม“ สามารถรักษาได้จริงๆอย่างนั้นหรือ?  ”

            “ ใช่แล้วขอรับสามารถรักษาได้จริงๆมีคนจำนวนมากที่หายจากโรคระบาดและก็แทบจะไม่มีผู้คนล้มตายเลยเพราะว่าท่านหมอมียาที่สามารถระงับอาการนั้นได้แต่เพราะว่ายังไม่อยากให้ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาภายในสถานที่แห่งนี้เลยพยายามปิดเรื่องนี้เป็นความลับ”

            “ ท่านหมอบอกว่าควรจะรักษาผู้คนภายในเมืองให้หายหมดเสียก่อนอย่างน้อยก็ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีโรคระบาดจากนั้นค่อยเริ่มทำการรักษาเมืองต่างๆต่อ”

            ไป๋เฟิ่งได้ฟังเช่นนั้นมองดูแล้วความคิดความอ่านของบุรุษผู้นี้ดูดีไม่เลวเลยทีเดียว 

            “ อันที่จริงแล้วเรื่องราวในครั้งนี้ที่เกิดโรคระบาดขนาดใหญ่ขึ้นมันเองก็เป็นเพราะว่าสงครามที่พวกข้าขอขึ้น ถ้าจบเรื่องราวตรงนี้เมื่อไหร่ข้าจะทูลขอรางวัลและความดีความชอบให้กับพวกเจ้ารวมไปถึงคุณชายตระกูลเว่ยและหมอผู้นั้นด้วย”

            ขุนนางเสิ่นได้ยินเช่นนั้นแสดงรอยยิ้มออกมาก้มศีรษะตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ขอบคุณท่านแม่ทัพ!! ”

            หลังจากนั้นไม่นานทหารที่อยู่บริเวณด้านนอกตะโกนเข้ามาอย่างรวดเร็ว“ อ๋องหลันมาถึงแล้ว!!! ” 

            ขอโทษที่ได้รับโทษข้อหาก่อกบฏโดยนำตัวเข้ามาภายในห้องแห่งนี้อย่างรวดเร็ว

            จบบม

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่คุณอ่าน