บทที่ 12– ผู้ที่คู่ควร
ลานประลองหินอ่อนกลางสระน้ำ...เงียบสนิทราวกับเวลาหยุดเดิน
ทุกคู่ตาในศาลารับรองจับจ้องไปที่ร่างของเจียงเฉินที่ยังคงนั่งอยู่บนแท่นศิลาแห่งที่สิบอย่างผ่อนคลายเท้าคางมองดูแท่นอีกเก้าตัวด้วยสายตาราวกับเ้าของบ้านที่กำลังประเมินทรัพย์สินตัวเองไม่มีแววหวั่นกลัวแม้สักเสี้ยว
"มีใครอยากจะชี้แนะข้าอีกหรือไม่?"
ประโยคนั้นยังคงลอยค้างอยู่กลางอากาศกัดกินความเย่อหยิ่งของทุกคนที่ได้ยิน
หวังเมิ่งบนแท่นศิลาตัวที่สองกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความโกรธเกรี้ยวที่คุกรุ่นอยู่ในหัวใจนั้น...ร้อนแรงกว่าเปลวไฟมากนัก
"ไอ้สวะนั่น!"เขาคำรามลั่นก้องทั่วศาลา พลังปราณธาตุไฟะเิออกจากร่างเปลวเพลิงสีส้มแดงลุกโพลงห่อหุ้มกำปั้นทั้งสองข้างท่วงท่าการะโออกจากแท่นของเขารวดเร็วและดุดัน
"วันนี้ข้าจะสอนให้เ้ารู้ต่อให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วอย่างไร ขยะก็ยังคงเป็ขยะอยู่ดี"
เปลวเพลิงในกำปั้นของหวังเมิ่งลุกท่วมจนทำให้หน้าของเขาเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าพลังปราณขั้นรวมปราณระดับสองที่เขาสั่งสมมา...ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมดในคราวเดียว!
ฝูงชนในศาลาพลันปั่นป่วนหลายคนถอยหลังสองสามก้าวโดยสัญชาตญาณความร้อนที่แผ่ออกมาจากพลังปราณไฟของหวังเมิ่งทำให้อากาศในบริเวณนั้นสั่นไหวเหมือนเปลวเพลิงเหนือกองถ่าน
บนแท่นศิลาเจียงเฉินมองหวังเมิ่งด้วยสายตาเรียบเฉย
ท่ามกลางทุกสายตาที่กำลังจ้องมองทั้งสองคน
หวังเมิ่งพุ่งเข้าหาเจียงเฉินเหมือนดาวตกกำปั้นเพลิงทั้งสองข้างถูกส่งเข้ามาพร้อมกันจากสองทิศทาง หวังจะให้ความร้อนและพลังปราณไฟเผาเนื้อเผาหนังจนเจียงเฉินหมอบราบคาบแก้ว!
เจียงเฉินพลันลุกขึ้นจากนั้น... ปัดก้นสองสามที
ใช่แล้ว ปัดก้นถ้าไม่เรียกว่าหยามกันซึ่งหน้าจะให้เรียกว่าอะไรได้อีก
หวังเมิ่งที่ตอนแรกกะจะแค่สั่งสอนเจียงเฉินให้าเ็เล็กน้อยถึงอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็จวนเ้าเมือง หากลงมือแรงเกินไปจนหมอนั่นาเ็สาหัสขึ้นมาคงจะเป็การไม่ไว้หน้าท่านเ้าเมืองและคุณชายเสิ่นหลิน
แต่ครั้นเห็นฉากนั้นความโกรธในใจก็ปะทุออกมาถึงขีดสุดพลังที่ปลดปล่อยออกมายังหมัดทั้งสองเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
เจียงเฉินเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มมุมปากแอบส่งสัญญาณว่าไม่ต้องเป็ห่วงให้กับหลิงเยว่ ในใจคิดว่า ‘รอบนี้ข้าจะเกิด จะให้นางมาขวางหมัดให้ได้อย่างไร’
ในสายตาของเขาหมัดของหวังเมิ่งที่กำลังพุ่งเข้ามานั้น ‘เชื่องช้าอย่างมาก’
จุดอ่อนที่หลายๆ คนมองไม่เห็น ในมุมมองของเขากลับเด่นชัด หนึ่งในนั้นคือข้อมือข้างขวาที่ปล่อยออกมาพร้อมหมัดข้างซ้ายทำให้ร่างกายไม่สมดุลเล็กน้อย หากโดนสวนกลับ...
เห็นดังนั้นเจียงเฉินจึงไม่หลบเขาพุ่งเข้าหาหวังเมิ่งด้วยความเร็ว ดุจลูกธนูที่หลุดออกจากคันศร!
ร่างกายที่ถูกหลอมด้วย"หมัดยุทธ์แท้" จนบรรลุ "ร่างยุทธ์ขั้นต้น"มันไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งธรรมดา มันคือการเพิ่มศักยภาพของร่างกาย ปรับกล้ามเนื้อทุกมัดกระดูกทุกชิ้น และเส้นเอ็นทุกเส้นให้เป็อาวุธที่สมบูรณ์แบบ
ฟึบ!
เจียงเฉินหลบหมัดซ้ายของหวังเมิ่งโดยการขยับเท้าหมุนเอวเพียงเล็กน้อย ทำให้หมัดนั้นเฉียดหน้าของเขาไปก่อนจะปัดศอกขวาขึ้นไปกระแทกข้อมือขวาของหวังเมิ่ง
พัฟ!
“อะไรน่ะ”
หวังเมิ่งอุทานด้วยความใหมัดซ้ายที่พลาดเป้า และข้อมือซ้ายที่โดนกระแทกทำให้ร่างทั้งร่างของเขาพลันเสียสมดุลและพุ่งไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
ตามมาด้วยฝ่ามือของเจียงเฉินที่อัดแน่นไปด้วยปราณกายาพุ่งเข้ากระแทกกับหน้าอกของหวังเมิ่ง
ทึบ!
ก่อนที่หวังเมิ่งจะทันได้คิดอะไรเสียงกระแทกดังทึบ ๆ ก็ดังออกมาจากหน้าอกของเขา จากนั้นจึงรู้สึกถึงแรงกระแทกที่มหาศาลพุ่งปะทะหน้าอกและความรู้สึกเบาหวิวขณะที่เท้าลอยขึ้นจากพื้น
ฟิ้วว... ตูม!
ร่างของหวังเมิ่งปลิวออกไปเหมือนว่าวที่สายป่านขาดทะยานออกจากลานประลองหินอ่อน ก่อนจะร่วงลงสระน้ำพร้อมเสียงดังตูมใหญ่น้ำสาดกระเซ็นขึ้นสูงราวสองเมตร
เงียบ...
ทั้งศาลารับรองเงียบสนิทเป็ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ในวันเดียวกัน
ไม่มีเสียงอุทานไม่มีเสียงสูดหายใจ มีเพียงเสียงน้ำสระที่ยังคงกระเพื่อมอยู่...
ตามมาด้วยเสียงของเจียงเฉินที่ดังขึ้นทำลายความสงบ
"หลิงเฟิง...หวังเมิ่ง เ้าทั้งสองเคยดูถูกข้ามาตลอด" เขากวาดสายตาไปยังแท่นศิลาแห่งแรกที่หลิงเฟิงนั่งอยู่ด้วยใบหน้าที่เย็นเยียบและจิตสังหารในดวงตา "วันนี้ถ้าเ้าอยากจะสู้ข้าก็จะสนองให้"
เขาทรุดตัวลงนั่งบนแท่นศิลาตัวที่สิบอีกครั้งท่วงท่าสง่างามราวกับนั่งบนบัลลังก์ ไม่ใช่แผ่นหิน
หลินเฟิงที่กำลังหาข้ออ้างเพื่อจัดการกับเจียงเฉินเผยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจเขาที่กำลังหาข้ออ้างท้าประลองกับเจียงเฉินอยู่ คาดไม่ถึงว่าเ้านี่กลับส่งตัวเองมาให้เขาถึงที่
ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นเสียงของเสิ่นหลินพลันดังขึ้นขัดจังหวะ
"เวลาสิ้นสุดลงแล้ว"เสิ่นหลินประกาศด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
"ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ยังครองแท่นศิลาอยู่เก้าคนและเนื่องจากมีจำนวนสิทธิ์ทั้งหมดสิบสิทธิ์ ไม่มีใครออกมาชิงสิทธิ์ที่เหลือก่อนหมดเวลาหวังเมิ่งจึงยังสิทธิ์นี้อยู่ ดังนั้นพวกเ้าทั้งสิบคน คือตัวแทนของเมืองหยุนเทียนที่จะมุ่งหน้าสู่นครหลวงชางโยว!"
เก้าคนที่อยู่บนแทนจึงกลายเป็แหล่งรวมสายตาของแขกทั้งงาน
บางคนหน้าเขียวด้วยความเสียใจที่ไม่รีบออกไปชิงแท่นที่เหลือบางคนถอนหายใจเฮือกด้วยความเสียดาย
จะโทษใครก็ไม่ได้ทุกคนมัวแต่ตกตะลึงจนไม่ได้สนใจธูปที่ปักไว้...
อีกหลายคนอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าโล่งอกงานเลี้ยงวันนี้ทำให้พวกเขาตกตะลึงมากเกินไป หลิงเยว่ที่รับหมัดของหวังเมิ่งได้ในนิ้วเดียวเจียงเฉินที่ถูกผู้คนทั้งเมืองตราหน้าว่าเป็ขยะกลับเอาชนะหวังเมิ่งได้อย่างง่ายดายอัจฉริยะวัยเยาว์อย่างพวกเขากำลังรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างบางคนถึงกับตั้งปณิธานกับตัวเองว่ากลับไปจะปิดด่านตั้งใจฝึกตน รอบหน้าจะต้องคว้าสิทธิเข้าสอบที่นครหลวงชางโยวให้ได้
ท่ามกลางคนทั้งเก้าที่อยู่บนแท่นหินหลิงเฟิงอารมณ์เสียอย่างที่สุด เขาที่คิดว่าจะได้โอกาสกำจัดเจียงเฉิน เวลากลับหมดลงทำให้พลาดโอกาสอันดีงามนี้ไป
หึ! หลิงเฟินมองด้วยสายตาเยียบเย็นไปทางเจียงเฉินที่กำลังส่งยิ้มมาให้เขา“วันนี้ถือว่าเ้าโชคดีภาวนาให้โชคของเ้าดีให้ตลอดเถอะ”เขาพูดทิ้งท้ายก่อนกลับไปนั่งที่เดิม
‘ใครกันแน่ที่โชคดี’ เจียงเฉินคิดในใจ ก่อนเดินโคลงหัวกลับไปนั่งข้างๆ หลิงเยว่ตามเดิม
บนที่นั่งประธานเสิ่นหลินค่อยๆ พยักหน้า รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากไม่หายไปเขาชำเลืองมองไปทางเจียงเฉินคิดในใจ
'ชายคนนี้มีพลังมากแค่ไหนกันนะ...'
เฉินซวนที่กลับไปนั่งที่ของตัวเองถอนหายใจยาวอย่างเงียบๆ มองไปที่นั่งของเจียงเฉินแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อยคิดในใจ 'ข้าเลือกถูกแล้ว ที่ไม่ทำตัวเป็ศัตรูกับหมอนั่น'
เจียงเฉินรู้สึกถึงสายตาของเฉินซวนที่มองมาเขาจึงส่งยิ้มขี้เล่นเจือให้กำลังใจตอบกลับไป
เฉินซวนเห็นรอยยิ้มดุจปีศาจของเจียงเฉินมุมปากกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ จึงได้แต่เค้นยิ้มที่พยายามบังคับไม่ให้ดูน่าเกลียดกลับไปก่อนจะหันมองทางอื่นและไม่มองไปทางเจียงเฉินอีก...
“ในเมื่อการคัดเลือกคนทั้งสิบเสร็จสิ้นแล้วข้าก็ไม่ขอรบกวนทุกท่าน เชิญกินดื่มกันต่อตามสบาย” เสิ่นหลินพูดพลางยกแก้วขึ้นดื่มให้กับแขกทุกคน
งานเลี้ยงที่ซบเซาก็ฟื้นสภาพกลับมาครึกครื้นขึ้นบ้างทุกคนต่างดื่มให้กับสหายของตน แต่สายตาทุกคู่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังทิศทางหนึ่ง...
คู่รักคู่หนึ่งกำลังหยอกเย้ากันเล็กน้อยเหมือนตัดขาดจากโลกนี้โดยสิ้นเชิง
...
หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงเมื่อผู้คนทยอยจากไป เสิ่นหลินก็เอ่ยปากรั้งตัวเจียงเฉินไว้
"คุณชายเจียงโปรดรอสักครู่" เสิ่นหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็มิตร"ข้าขอพูดคุยกันสักครู่ได้หรือไม่?"
เจียงเฉินมองบุตรชายเ้าเมืองคนนี้พลังปราณที่ซ่อนอยู่ลึกในร่างกายของอีกฝ่ายนั้น... หนาแน่นและมั่นคง สมกับเป็ยอดฝีมือขั้นแก่นพลังที่แท้จริง
"เชิญขอรับ"เจียงเฉินตอบ
ทั้งสองเดินออกไปยังระเบียงริมสระน้ำห่างจากผู้คนพอสมควร แสงตะวันยามเย็นสาดทาบลงบนผิวน้ำที่สั่นกระเพื่อมสะท้อนแสงสีแดงทองดูสวยงามติดตา ลมพัดโชยเบาๆ พาเอาความเย็นสบายมาด้วย
"คุณชายเจียงท่านช่างเป็คนพิเศษจริงๆ" เสิ่นหลินหยุดยืน มองออกไปที่สระน้ำ เอ่ยประโยคที่คาดเดาความหมายไม่ได้ออกมา
"คุณชายเสิ่นยกย่องข้าจนเกินไป"เจียงเฉินตอบพร้อมยิ้มบาง
"หากข้าเดาไม่ผิด..."เสิ่นหลินหันมาสบตาตรงๆ "ร่างกายของคุณชายเจียงคงจะฝึกจนถึงขั้นขีดสุดแล้วกระมัง หรือแม้กระทั่ง ก้าวข้ามไปอีกขั้น กายหยาบเลื่อนขั้นเป็...ร่างยุทธ์ในตำนาน"
เจียงเฉินไม่ตอบทันทีเขามองออกไปที่ผิวน้ำที่ยังคงสงบอยู่หลังจากความวุ่นวายเมื่อครู่ ในใจแอบตกตะลึงเขาคาดไม่ถึงว่าในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้จะมีคนที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างยุทธ์ด้วย
ต้องบอกว่าคำว่าร่างยุทธ์นี้เขาที่ศึกษาคัมภีร์เกี่ยวกับการปรับแต่งร่างกายมาหลายร้อยหลายพันเล่มไม่เคยเจอเล่มที่กล่าวถึงร่างยุทธ์เลย มีเพียงตอนที่หน้าหนังสือสีทองหลอมองค์ความรู้วิชา“หมัดยุทธ์แท้” เท่านั้น ที่ได้กล่าวถึงเื่ร่างยุทธ์ไว้
เขาจึงค้นพบว่าหน้าหนังสือสีทอง ไม่เพียงแค่หลอมรวมองค์ความรู้ได้เท่านั้นแต่ยังมีองค์ความรู้ของมันเองซ่อนอยู่ด้วย เมื่อไหร่ที่ได้รับการกระตุ้นจากองค์ความรู้ภายนอกมันก็จะสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้
เจียงเฉินเงียบไปชั่วครู่พลางคิดในใจ ‘สี่สถาบันแห่งนครหลวงชางโยวถึงกับมีข้อมูลเกี่ยวกับร่างยุทธ์ชักจะน่าตั้งตารอแล้วสิ’
“ข้าไม่ทราบว่าร่างยุทธ์คือสิ่งใดแต่หลังจากที่ข้าฝึกปราณไม่ได้ ก็เลยหันไปฝึกร่างกายแทน ... ที่แท้ขั้นต่อไปเรียกว่าร่างยุทธ์” เจียงเฉินตอบ สีหน้าแสดงความสนใจอย่างแเี
เสิ่นหลินถึงกับยกคิ้วขึ้น‘หมอนี่ไม่รู้อะไรแต่กลับฝึกมาถึงขั้นนี้ได้? นี่มัน..สัตว์ประหลาดอะไรกันแน่’
รู้ว่าตัวเองเสียอาการจึงกระแอมเบาๆ “ไม่ทราบว่าคุณชายเจียงมีสถาบันในใจหรือไม่”
"ข้าไม่ทราบเบื้องลึกเื้ัของสถาบันทั้งสี่คงต้องรบกวนคุณชายเสิ่นเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังได้หรือไม่" เจียงเฉินตอบ
"สั้นๆก็แล้วกัน" เสิ่นหลินพยักหน้า "เทียนอู่แข็งแกร่งที่สุดเน้นการต่อสู้สายกำลัง เหมาะกับผู้ที่ฝึกกายามา ชิงอวิ๋นสมดุลที่สุดมีหอสมุดหมื่นตำราที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลจื่อหยางโดดเด่นเื่การหลอมโอสถและสร้างอาวุธ ส่วนเชียนหลิงนั้นลึกลับที่สุดเน้นวิชาที่เกี่ยวกับจิติญญา"
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง"คิดว่าคุณชายเจียงคงจะเลือกสถาบันเทียนอู่กระมัง?"
เจียงเฉินยิ้ม “แท้จริงแล้วข้ากลับสนใจสถาบันชิงอวิ๋นมากกว่า”
“โอ้...?” เสิ่นหลินมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“ยังคงต้องดูวันแข่งขันอีกครั้งตอนนี้ยังไม่แน่ว่าข้าจะได้อันดับสูงพอจะเข้าตาสถาบันทั้งสี่หรือไม่” เจียงเฉินพูดพลางส่ายหน้ายิ้มขื่น
เขามีเวลาเตรียมตัวน้อยเกินไปจริงๆนะ
“เป็เช่นนั้นหวังว่าเราจะได้เจอกันในสถาบันชิงอวิ๋น” เสิ่นหลินเห็นเจียงเฉินไม่อยากบอกจึงตอบยิ้ม ๆ พร้อมประสานมือ
เจียงเฉินยิ้มบางๆประสานมือตอบ “เช่นกันขอรับ...”
หลังจากแยกกับเสิ่นหลินเจียงเฉินเดินออกมาจากศาลาก็เจอเข้ากับหลิงเยว่ที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะใต้ร่มไม้แสงแดดสีทองฉาบใบหน้าขาวผ่องครึ่งซีกของนาง ดูงดงามราวกับนางฟ้าลงมาจุติ
เจียงเฉินพลันจมลงในภวังค์‘หากเป็คนธรรมดามีภรรยาสวย ๆ แบบนี้ก็คงจะดีมากแล้วไม่ใช่เหรอ’
ในจังหวะนั้นเองในความคิดของเขาที่กำลังสั่นคลอน พลันปรากฏภาพผู้หญิงอีกคนหนึ่งขึ้นมาลบความคิดแรกของเขาออกไป จิตใจของเจียงเฉินพลันใสกระจ่าง
ผู้หญิงคนนั้นคือมารดาของเขาเองเจียงเฉินกำหมัดแน่น เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด เพื่อตามหาบิดามารดาของตนเองให้ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
คลายมือออกมองใบหน้างดงามล่มเมืองนั่นอีกครั้งเขาก็ต้องถอนหายใจออกมา
‘โทษไม่ได้ ใครใช้ให้นางสวยขนาดนี้ล่ะแล้วใครใช้ให้ข้าเป็สามีของนางล่ะ ฮิฮิ’
ด้วยจิตใจที่กลับมาหนักแน่นอีกครั้งเจียงเฉินบรรจงก้าวเท้าไปหาหลิงเยว่
หลิงเยว่หันหน้ามาตามเสียงก่อนจะหันกลับไปตามเดิมไม่พูดอะไร
“กลับบ้านเรากันเถอะ...คนอื่น ๆ ล่ะ?” เจียงเฉินพูดยิ้มๆ
“กลับกันหมดแล้ว” หลิงเยว่ตอบเรียบ ๆ ความอ่อนโยนยามที่อยู่กันสองต่อสองเหมือนจะหายไปหมดสิ้นยามอยู่ข้างนอก
เจียงเฉินลอบยิ้มแห้งๆอย่างช่วยไม่ได้ถามออกไปว่า “เ้ารอข้าหรือ?”
“เปล่า ข้าข้าออกมาไม่ทัน” หลิงเยว่ตอบกลับไปอย่างกระวนกระวายพยายามหลบสายตาจ้องมองของเจียงเฉิน
“ฮ่า ฮ่า...” เจียงเฉินหัวเราะออกมาเสียงดัง พลันเอื้อมมือไปจับมือของนาง
หลิงเยว่ตัวสั่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ขัดขืน ได้แต่จ้องเขาอย่างเอาเื่
เจียงเฉินยิ้มกว้างอย่างสบายอารมณ์“ในเมื่อวันนี้คนอื่นกลับกันไปหมดแล้ว...พวกเราสองคนก็คงต้องนั่งรถม้ากลับกันเองแล้วล่ะ”
ระหว่างที่ทั้งคู่เดินจับมือออกจากจวนเ้าเมืองไปด้วยกันหลิงเยว่ก็พูดขึ้นมาทำลายความเงียบ “วันนี้เ้าทำได้อย่างไร”
“โอ้...เื่อะไรล่ะ” เจียงเฉินทำไขสือ
“ฮึ่มก็เื่พลังของเ้าอย่างไรล่ะ ไม่ใช่ว่า...” หลิงเยว่พูดมาได้ครึ่งหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่ควรจี้ใจดำของเขา
“ไม่ใช่ว่าข้าเป็ขยะหรอกหรือ” เจียงเจียนต่อประโยคยิ้ม ๆ
“ถ้าข้าเป็ขยะไปตลอด แล้วจะสมกับการเป็สามีเ้าหรือ...ข้าคนนี้ ไม่ยอมให้เป็แบบนั้นแน่นอน” เขาพูดพลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อวางมาด
คิก! เมื่อหลิงเยว่เห็นเขาทำท่าทางเช่นนั้น ในที่สุดก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้บรรยากาศพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ทั้งคู่ก้าวขึ้นไปบนรถม้าล้อไม้ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างเชื่องช้าทิ้งรอยล้อไว้เื้ัท่ามกลางแสงสุดท้ายของยามสายัณห์ที่ค่อย ๆลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตก...
มันอาจจะเป็เพียง่เวลาเดินทางกลับบ้านที่แสนจะเรียบง่ายและธรรมดาที่สุดในชีวิต...แต่ลึกซึ้งในใจของทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า...นี่คือ่เวลาอันงดงามที่พวกเขาจะจดจำมันไปอีกแสนนาน