เมื่อเฟิ่ยหยูติดตั้งค่ายกลรอบๆ ที่พักเสร็จเขาจึงเดินตามหลุนยู่เฟย ลี่จินและลี่จูเข้าไปในที่พัก
“เป็นยังไงบ้างพวกเจ้าพอใจกับที่พักของพวกเราไหม”เฟิ่งหยูเอ่ย
“ข้าว่ามันสวยมาก ๆพวกเราชวนท่านพ่อมาจัดเลี้ยงที่นี่แทนจะดีไหมพวกท่านจะว่ายังไงบ้างหากพวกเราจะย้ายสถานที่จัดเลี้ยงมาจัดที่นี่แทน”
“ก็ได้นะไม่น่าจะมีปัญหา”หลุนยู่เฟยเอ่ย
“แต่ข้าว่าจัดงานเลี้ยงที่บ้านของพวกเจ้าจะเหมาะสมกว่าผู้นำตระกูลจัดงานเลี้ยงเพื่อพวกเราโดยเฉพาะหากเราเปลี่ยนสถานที่จัดงานจะเป็นเรื่องยุ่งยากเสียเปล่าๆ อีกอย่างพวกบ่าวไพร่คนงานทั้งหลายจะเหนื่อยกันเอาไว้คราวหน้าพวกเราก็จัดงานเลี้ยงฉลองที่นี่ก็แล้วกันพวกเจ้าว่ายังไง”เฟิ่งหยูกล่าว
“จริงสินะหากพวกเราเปลี่ยนสถานที่ก็คงวุ่นวายไม่น้อยเอาไว้คราวหน้าพวกเราจัดงานเลี้ยงที่นี่บ้าง พวกเจ้าต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงด้วยหละ”
“ได้สิไม่มีปัญหาตอนนี้พวกเรากลับกันก่อนเถอะ เดี๋ยวท่านพ่อของพวกเจ้าจะรอ”
เมื่อพวกเขาเดินออกมาจากที่พักและกลับมายืนอยู่ตรงที่เดิมที่พวกเขามาพวกเขาหันกลับไปมองยังคฤหาสน์ที่สวยหรูเมื่อครู่กลับพบว่ามันเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ธรรมดา ๆ หลังหนึ่งเท่านั้น
“เอ๋ทำไมถึงเป็นแบบนี้”ลี่จินเอ่ย
“ข้าไม่อยากให้สถานที่นี้สะดุดตาจนเกินไปตอนนี้ข้าอยากอยู่อย่างสงบ สงบ ไม่อยากให้ใครมารบกวน เมื่อข้าเดินทางไปแล้ว หลุนยู่เฟยหากเจ้าต้องการให้ที่พักของเจ้าประจักษ์ต่อสายตาผู้คนข้าก็จะทำให้มันเผยโฉมออกมาแต่ตอนนี้ระหว่างที่ข้าอยู่ที่นี่ ข้ายังอยากอยู่อย่างสงบหวังว่าเจ้าคงจะเข้าใจข้านะ”
หลังจากนั้นพวกเขาพากันกลับไปยังตระกูลลี่ซึ่งผู้นำตระกูลลี่เองก็จัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ สำหรับเฟิ่งหยูและหลุนยู่เฟย
“เป็นยังไงบ้างที่ดินที่พวกเราจัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้าพอใจหรือไม่”
“ขอบคุณท่านผู้นำตระกูลพวกเราพอใจเป็นอย่างมาก”
“อย่าเรียกผู้นำตระกูลเลยข้าฟังแล้วรู้สึกห่างเหินกับพวกเจ้าเกินไป พวกเจ้าเรียกข้าว่าลี่ซุนเถอะ”
“ขอรับท่านผู้อาวุโสลี่ซุน”
“ท่านผู้อาวุโสข้ามีเรื่องต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสอีกเรื่องหนึ่ง คือข้าอยากเก็บตัวฝึกฝนดังนั้นข้าจะให้หลุนยู่เฟย เป็นคนจัดการเรื่องสินค้าของพวกเราข้าเองไม่รู้ว่าจะปิดตัวฝึกฝนนานเท่าไหร่แต่ท่านไม่ต้องกังวลข้าจะให้หลุนยู่เฟยนำสินค้ามาให้ท่านหรือหากท่านต้องการสินค้าเพิ่มหรือมีปัญหาอะไรให้ท่านติดต่อผ่านทางหลุนยู่เฟยแทน”
“ได้สิเจ้าเองก็พักอยู่ไม่ไกลจากตระกูลของพวกเรา ข้าเองก็ไม่อยากรบกวนเจ้ามากนักว่าแต่เจ้าจะเก็บตัวฝึกฝนวันไหน”
“ข้าน้อยคิดว่าจะเก็บฝึกฝนอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าช่วงนี้ข้าจะจัดการสร้างเครื่องประดับมิติให้มากที่สุดเพื่อสำรองไว้ให้พวกท่านอีกอย่างหนึ่งพวกท่านสนใจที่จะนำโอสถไปขายดูบ้างไหม ข้าพอจะหลอมกลั่นโอสถได้บ้างส่วนพวกท่านต้องการโอสถประเภทใดข้าให้เวลาท่านสำรวจสามวันแล้วข้าจะจัดการหลอมกลั่นให้”
“เช่นนั้นก็ดีข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมีความสามารถมากขนาดนี้ข้าจะลองสำรวจดูว่าผู้ฝึกยุทธ์ต้องการโอสถประเภทใดบ้างแล้วข้าจะแจ้งเจ้าไปอีกทีก็แล้วกัน”
หลังจากคุยธุระเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้นงานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกเขาดื่มกินกันจนดึกกว่าเฟิ่งหยูและ หลุนยู่เฟย จะกลับถึงที่พักของพวกเขาก็ปาเข้าไปเกือบตีสามแล้ว
หลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้นหลังจากนั้นหนึ่งเดือนเฟิ่งหยูจึงทำการเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนักเขาเข้าไปฝึกฝนภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์และเริ่มฝึกฝนคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ในทันทีในบทแรกเฟิ่งหยูไม่จำเป็นต้องฝึกฝนเพราะคัมภีร์กายเซียนโบราณของเฟิ่งหยูนั้นเป็นบทแรกของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์อยู่แล้วซึ่งคัมภีร์กายเซียนโบราณนั้นเป็นทักษะการฝึกฝนร่างกายโดยเฉพาะที่ถูกคัดลอกออกไปจากคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์
เฟิ่งหยูจึงเริ่มฝึกฝนในบทที่สองซึ่งเป็นการกำหนดเส้นทางเดินลมปราณตามจุดต่าง ๆ ภายในร่างกายซึ่งในจุดนี้เฟิ่งหยูเองก็ได้ชีพจรลมปราณเทพเจ้ามังกรเป็นเส้นชีพจรของเทพที่อยู่ในตัวของเขาทำให้การฝึกฝนของเขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนเช่นตอนที่เขาหลอมรวมเส้นชีพจรลมปราณเทพเจ้ามังกรเข้ากับเส้นชีพจรลมปราณของเขาอีกเขาเพียงแค่ปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินของเส้นพลังลมปราณของเขาเท่านั้น
เฟิ่งหยูทบทวนเส้นทางเดินจากคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์จนขึ้นใจจากนั้นจึงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินลมปราณของเขาตามจุดต่างๆ โดยเริ่มต้นจากจุดหลัก ๆ ก่อนที่จะใช้จุดชีพจรหลักเชื่อต่อไปยังจุดชีพจรย่อย ๆอีกเป็นจำนวนมากเฟิ่งหยูเริ่มทำการเปลี่ยนเส้นทางเดินของลมปราณของเขาจากจุดที่หนึ่งไปยังจุดที่สองได้อย่างง่ายดาย
จากนั้นจึงค่อย ๆเปลี่ยนไปยังจุดที่สาม จุดที่สี่ จุดที่ห้า ..........ไปเรื่อย ๆเขาใช้เวลาในการเปลี่ยนจุดเส้นทางเดินชีพจรอย่างระมัดระวัง เมื่อเฟิ่งหยูเชื่อต่อเส้นทางเดินลมปราณหลักทั้งหมดจำนวนหนึ่งร้อยแปดจุดภายในร่างกายของเฟิ่งหยูแล้วเขาเริ่มต้นใช้จุดชีพจรหลัก เชื่อต่อไปยังจุดชีพจรย่อยซึ่งแต่ละจุดชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดจุดจะมีจุดเชื่อต่อไปยังจุดชีพจรย่อยอีกจำนวนหนึ่งพันแปดร้อยจุดอีกรอบ
เฟิ่งหยูใช้เวลาในการเปลี่ยนเส้นทางเดินชีพจรในครั้งนี้กว่าสิบวันจุดชีพจรของเขาจึงมีเส้นทางเดินชีพจรใหม่ เมื่อทุกจุดชีพจรเชื่อมต่อกันเสร็จสิ้น เฟิ่งหยูถอนหายใจด้วยความโล่งอกเขาเริ่มทดลองดูดซับพลังฟ้าดินภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่ตอนนี้มีความเข้มข้นเป็นอย่างมากมันเข้มข้นมากกว่าเดิมตอนที่คนในโลกต้นกำเนิดและตระกูลของเขาฝึกฝนนับร้อยเท่า
เฟิ่งหยูค่อย ๆดูดซับพลังฟ้าดินไปตามจุดชีพจร เขารู้สึกได้ทันทีว่าพลังฟ้าดินที่เขาดูดซับมากลายเป็นพลังปราณที่มหาศาลไหลไปตามเส้นทางเมื่อพลังฟ้าดินหมุนวนภายในร่างกายไปตามจุดชีพจรทั้งหมดครบหนึ่งรอบมันพลันกลายเป็นพลังปราณจำนวนมหาศาลเข้าไปกักเก็บในผนึกปราณของเฟิ่งหยู
เฟิ่งหยูรู้สึกได้ทันทีว่าพลังที่เขาดูดซับในตอนนี้สามารถเลื่อนระดับของเข้าได้อย่างรวดเร็วหากเขาฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์แห่งนี้อีกไม่นานเขาคงเลื่อนระดับได้การเลื่อนระดับของเขาคงทำได้เร็วกว่าเมื่อก่อนนี้มาก มันน่าอัศจรรย์จริง ๆ เพียงแค่เปลี่ยนเส้นทางเดินลมปราณเท่านั้นกลับสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากถึงขนาดนี้
เฟิ่งหยูดูดซับพลังฟ้าดินอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ห้าสิบปีเต็มจุดตันเถียนของเฟิ่งหยูที่กักเก็บพลังของเขาจนกลายเป็นผลึกปราณมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ระดับพลังของเขาในตอนนี้กลับมาอยู่จุดสูงสุดของขั้นราชันเซียนระดับเก้าแล้วถึงแม้เวลาภายนอกจะผ่านไปแค่สองเดือนแต่เฟิ่งหยูฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างหนัก ระยะเวลาห้าสิบปีที่เขาฝึกฝนอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาทำได้เพียงแค่ฝึกฝนคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ได้ถึงบทที่สามขั้นต้นเท่านั้น
ซึ่งในบทที่สามของคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับฐานวิญญาณธาตุทั้งเก้าซึ่งตอนนี้เฟิ่งหยูยังคงฝึกฝนได้เพียงธาตุไฟที่เขาถนัดที่สุด การฝึกฝนฐานวิญญาณธาตุแต่ละธาตุนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งเฟิ่งหยูเลือกธาตุไฟที่เขาถนัดที่สุดมาฝึกฝนก่อนเป็นอันดับแรก การฝึกฝนฐานวิญญาณธาตุแต่ละชนิดในคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดและซับซ้อนเป็นอย่างมาก
ถึงแม้จะฝึกฝนได้อย่างยากลำบากแต่อนุภาพที่แสดงออกมานั้นกลับแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิงความรุนแรงของพลังธาตุไฟของเฟิ่งหยูเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตั้งแต่เขาฝึกฝนฐานวิญญาณธาตุไฟได้เขาสามารถควบคุมมันได้ง่ายกว่าเดิมมาก แม้แต่การใช้ไฟในการหลอมโอสถของเขาก็ทำได้อย่างง่ายดายเขาสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้อย่างดังใจนึก
เปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ภายในตัวของเขาเองก็เติบโตขึ้นมากเมื่อเขาฝึกฝนถึงขั้นพระเจ้าได้เปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ของเขาก็สามารถเติบโตไปพร้อม ๆกับเฟิ่งหยูเช่นกัน
ส่วนธาตุที่สองที่เฟิ่งหยูเริ่มต้นฝึกฝนนั้นคือธาตุสายฟ้าธาตุสายฟ้ายิ่งมีความซับซ้อนมากกว่าธาตุไฟมาก เขาต้องทำความเข้าใจอยู่นานจึงสามารถเรียนรู้ธาตุสายฟ้าได้แต่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเขายังไม่สามารถทำความเข้าใจธาตุสายฟ้าได้อย่างลึกซึ้งและรวดเร็วได้เหมือนธาตุไฟ
หลังจากที่เขาเก็บตัวฝึกฝนมานานกว่าสองเดือนเฟิ่งหยูก็ออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เมื่อเขาออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์กลับพบว่าที่พักที่เขาพักอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากเฟิ่งหยูเดินออกมาสูดอากาศภายนอกเขาพบกับหลุนยู่เฟยที่ยังคงวุ่นอยู่กับการจัดสวนของเขาอยู่ด้านหน้าที่พักซึ่งตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคฤหาสน์ส่วนตัวของทั้งสองคนไปเรียบร้อยแล้ว
หลุนยู่เฟยเห็นเฟิ่งหยูเดินออกมาจากที่พักเขาพลันรีบเข้าไปหาในทันที
“เจ้าออกจากการเก็บตัวฝึกฝนแล้วเช่นนั้นหรือ?”
“อื่มเพิ่งจะออกมนี่แหละ สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
“หากเป็นเรื่องของตระกูลลี่เจ้าไม่ต้องกังวล ข้านำโอสถและเครื่องประดับมิติที่เจ้าให้ข้าเก็บเอาไว้ให้พวกเขาตามจำนวนและเวลาที่เจ้าบอกพวกเขาสามารถขายของทั้งหมดได้ในราคาที่สูงขึ้น แถมยังสามารถทำกำไรได้มากกว่าเดิมอีกด้วย”
“ตอนนี้สินค้าที่เจ้าให้ข้าเก็บรักษาไว้ยังคงเหลืออีกชุดเดียวเท่านั้นที่จะต้องส่งมอบให้กับตระกูลลี่ส่วนนี่เงินทั้งหมดที่ได้มา และเครื่องประดับที่เจ้าให้ข้ารวบรวมข้ากว้านซื้อเครื่องประดับแทบทุกร้านภายในเมืองต้าหวางแห่งนี้เอาไว้หมดพร้อมกับสั่งจากพ่อค้าที่มาจากต่างเมืองอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดอยู่ในแหวนมิติวงนี้”
หลุนยู่เฟยนำแหวนมิติส่งให้กับเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูตรวจสอบพร้อมกับแยกเงินส่วนหนึ่งพร้อมกับส่งคืนให้กับหลุนยู่เฟยส่วนที่เหลือเขาเก็บเอาไว้ เมื่อหลุนยู่เฟยตรวจสอบจำนวนเงินที่เฟิ่งหยูให้เขาเก็บเอาไว้ถึงกับพูดไม่ออกเพราะมันเป็นจำนวนมากถึงสี่ส่วนจากรายได้ทั้งหมด