บทที่ 92 แม่ทัพใหญ่กลับมา
ยาพิษอัมพาตได้รับคะแนนโบนัสสำหรับค่าประสบการณ์นี้ หลี่ชิงหมินได้นำยาพิษอัมพาตไปทดสอบด้วยตนเอง ปรากฏว่ายาพิษอัมพาตระดับต่ำ กลายเป็นยาพิษคุณสมบัติเทียบเท่ายาพิษอัมพาตระดับกลางเสียแล้ว
แทนที่จะต้องสร้างบาดแผลให้ศัตรูก่อนจึงจะได้ผล ครั้งนี้เขาสามารถบรรจุลงในขวดหรืออุปกรณ์ขนาดเล็ก เปลี่ยนพวกมันเป็น “น้ำยาพิษระเบิดอัมพาต” ได้โดยตรง
ขอแค่โดนยาพิษอัมพาตในปริมาณหนึ่ง ผลก็คือคนเหล่านั้นจะกลายเป็นติดพิษนี้ในทันที
รัศมีกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับขวดบรรจุภัณฑ์และปริมาณน้ำยาที่บรรจุลงไป หากถูกตัวน้อยก็จะเป็นอัมพาตสั้นๆ หรือแค่ชา แต่ถ้าถูกตัวมาก อย่างนั้นก็อาจจะนอนแข็งไปเป็นนาทีๆได้เลย
ราวกับว่ากำลังรอคอยช่วงเวลานี้ หลี่ชิงหมินเตรียมน้ำยาอัมพาตพิเศษได้เพียง 2 หม้อ ทหารของกองทัพอิสระก็ขึ้นมาที่ภูเขาและขอน้ำยาอัมพาตทั้งสองแบบจากชิงหมินไปแล้ว
เขารู้ดีว่าเจ้าคนที่ได้รับข่าวเร็วที่สุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหัวหน้าของพวกเขา อีกทั้งยังมีการนำสมุนไพรหางกระรอกพิษมาเติมให้เต็มคลังอีกครั้งด้วย เชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องแบ่งทหารประจำการเพื่อการแลกเปลี่ยนสมุนไพรหลังจากนี้แน่นอน
หลี่ชิงหมินทำได้แค่เบ้ปากให้เขากลางอากาศ หากมีวิญญาณร้ายอยู่รอบๆ อีกไม่นานเจ้าตัวก็จะต้องได้รับรายงานเป็นแน่ เขาแค่อยากให้อีกฝ่ายได้รู้ก็เท่านั้น ซึ่งการรับสมุนไพรพิษครั้งต่อไป ก็มีจดหมายแนบมาให้เขาเป็นการส่วนตัวด้วย
อีกฝ่ายพูดเกี่ยวกับผลตอบแทนที่จะมอบให้หลังสงครามจบ ชิงหมินซึ่งปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วจึงทำเพียงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปก็เท่านั้น
การต่อสู้คงจะเข้าใกล้จุดสิ้นสุดลงทุกที เห็นได้จากความเสียหายและการหายตัวไปของทหารทั้งหมดในค่าย พวกเขากำลังต่อสู้แลกชีวิตกับศัตรูอยู่ และชิงหมินเป็นเพียงผู้เฒ่าคนเดียวที่นี่ คอยทำยาพิษอัมพาตและส่งมอบให้พวกเขาในทุกๆ 3-4 วัน
ตอนนี้แม้แต่ชิงหมินก็ยังได้รับผลกระทบจากความวุ่นวาย เขาไม่รับรู้สถานการณ์ภายนอกถ้าไม่มีคนมารับยาพิษไปจากเขา ซึ่งสิ่งที่รู้ก็คือตำแหน่งในการทำสงคราม และชื่อเสียงของกองทัพอิสระที่เพิ่มสูงขึ้นมากจนประชาชนมองว่าพวกเขาเป็นทหารของอาณาจักรมากกว่าทหารจริงๆของอาณาจักรเสียอีก
ยังได้ยินว่าตระกูลหวงได้ลงจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และมอบมันให้กับตระกูลอื่นเป็นตระกูลรักษาการแทนแล้ว ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าอับอายของตระกูลหวงจริงๆ
สำหรับตระกูลหลี่ ชิงหมินจะได้ยินข่าวทุกๆ 1 เดือนที่คนงานยุ่งอย่างซีเฉิงเสียสละเวลาเขียนจดหมายมาให้ ราวกับกลัวว่าเขาจะกังวลเกี่ยวกับตระกูลหลี่มากเกินไป
ปรากฏว่าตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลหลี่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร พวกเขาถูกลดไปอยู่ตำแหน่งขุนนางระดับต่ำอีกครั้งแล้ว เนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะจ่ายภาษีเข้าคลัง เป็นพวกเขาเองที่ขอลดตำแหน่งลงมา ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับได้ เพราะหลี่ชิงหมินผู้สร้างกำไรได้หายตัวไปแล้ว
องค์รัชทายาทและพระชายาเสียบุตรในครรภ์จากการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ความล้มเหลวของพวกเขาไม่ถูกตำหนิติเตียน และยังได้รับความสงสารกลับมาด้วย อย่างไรก็ตาม...การเจรจากับกลุ่มการค้าสกุลทงนั้นไม่ราบรื่นจริงๆ พวกเขาไม่ร่วมมือด้วย แต่ยังดีที่พวกเขาไม่ได้เข้าข้างฝ่ายศัตรู
“ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังจะกลายเป็นปรมาจารย์พิษผู้หนึ่งแล้ว” หลี่ชิงหมินบ่นกับฝูเซ่า เจ้าตัวก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เช่นกัน
ตอนนี้ ฝูเซ่าก็คือผู้ช่วยในการปรุงยาพิษผู้หนึ่ง ความเชี่ยวชาญของเขาคงจะมากกว่าผู้ปรุงยาพิษตัวจริงเสียอีก คุณชายของพวกเขาทำงานได้ดีเกินไป นอกจากพิษอัมพาตแล้วก็ยังเรียนรู้พิษอื่นๆหลังจากที่ส่วนประกอบยาพิษอัมพาตหมดลงและต้องรอการส่งสมุนไพรพิษครั้งต่อไป
นี่ทำให้ ยาพิษหยุดโลหิต ยาพิษหมดสติ ยาพิษธาตุแตกซ่าน และยาพิษสกัดลมหายใจ ซึ่งเป็นยาพิษระดับต่ำเหล่านี้มีอยู่มากมายเต็มคลังแหวนมิติของชิงหมินแล้ว ซึ่งค่าประสบการณ์ยาพิษทั้งหมดนี้ยกระดับขึ้นเป็นค่าประสบการณ์ 100 ส่วน แต่ชิงหมินไม่กล้าที่จะเอามันออกไปทดสอบ เขากลัวว่าจะพลั้งมือสังหารพวกเดียวกันเองมากกว่าที่จะสังหารศัตรู
นอกจากนี้ ผงชาของหลี่ชิงหมินก็เลื่อนระดับค่าประสบการณ์เต็ม 100 ส่วนแล้วเช่นกัน โดยมีชาวานโต่วฮวา และชาดอกเก็กฮวย แต่ชาทั้งสองชนิดนี้...ชิงหมินวางแผนที่จะไม่นำพวกมันออกขายในอนาคต แค่ต้องลงมือทำชา 2 ชนิดอย่างชาเหมยกุ้ยฮวาและชาโม่ลี่ฮวา เขาก็รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่มากเกินไปแล้ว หากต้องปรุงชาเพิ่มด้วยตัวของเขาคนเดียว มีหวัง...จะต้องใช้ชีวิตเป็นแรงงานต่อไปเป็นแน่
เขาเพียงสนใจศึกษาและเพิ่มประสบการณ์ในช่วงเวลาว่างๆเท่านั้น เพราะรอบๆนี้ไม่มีผู้คนอยู่ แถมสถานการณ์ก็ตึงเครียด เขาไม่สามารถนอนหลับอย่างสบายใจหรืออ่านวรรณกรรมได้เลย ดังนั้นแทนที่จะทำตัวอยู่เฉยๆ เขาก็ลุกขึ้นมาทำงานหนักอย่างที่ไม่เคยเป็น
หลี่ชิงหมินเฝ้าภาวนาให้สงครามนี้จบลงโดยเร็ว เพราะเขาคิดถึงเก้าอี้โยกตัวโปรดที่จวนสกุลหลี่แล้ว...
เจ็ดเดือนต่อมา ความเป็นอยู่ในค่ายของชิงหมินเริ่มดีขึ้น เขาเคยชินกับการอยู่เงียบๆเช่นนี้และต้องทำงานหนักไปเสียแล้ว เจ้าสิงโตน้อยเลื่อนไปอยู่ระดับ 9 ขั้นสูง อีกแค่ก้าวเดียวก็จะกลายเป็นชั้นถัดไป ซึ่งเป็นสัตว์อสูรในตำนานที่พบเจอตัวได้ยาก
เจ้าตัวน้อยบัดนี้มีลำตัวสูงใหญ่กว่า 4 เมตร หลี่ชิงหมินต้องควบคุมไม่ให้มันมาก่อกวนที่แปลงดอกไม้และแปลงสมุนไพรของเขา ดีที่สิงโตน้อยเชื่อฟังมาก ดังนั้นจึงไม่มีความเสียหายครั้งใหญ่
“คุณชาย คุณชายขอรับ!!” เสียงร้องจากฝูเซ่าที่ออกไปลาดตระเวนแก้เบื่อดังขึ้น เขาวิ่งมาด้วยสีหน้ากระตือรือร้นและสีใจอย่างถึงที่สุด ชิงหมินสังเกตได้ว่าใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยซ้ำ
“เกิดอันใดขึ้น?”
“มาแล้ว...มาแล้วขอรับ”
“หืม?” ชิงหมินเลิกคิ้ว เขายังไม่เข้าใจว่าสิ่งใดที่กำลังมากันแน่
“หัวหน้าซีเฉิงขอรับ หัวหน้าซีเฉิงมารับท่านกลับแล้ว!!” ฝูเซ่าทิ้งตัวลงไปคุกเข่า น้ำตาของเขาไหลรินอย่างน่าขบขัน ท่าทางเช่นนี้ทำให้ชิงหมินต้องประหลาดใจ
แน่นอนว่าหัวใจของเขาก็เต้นรัวอย่างรุนแรงเช่นกัน กลับกลายเป็นว่า...สงครามจบลงแล้วหรือ?
“ชิงหมิน....”
น้ำเสียงแหบพร่าของคนมาใหม่ทำให้ชิงหมินต้องหันไปมอง เขาได้เห็นร่างสูงใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบปีปรากฏตัวขึ้น ร่างกายของเขามีบาดแผลเพิ่มขึ้นไม่น้อย กระนั้น...ความองอาจของเขาก็ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ออร่ารอบๆตัวของเขาสมกับเป็นพระเอกผู้กอบกู้อาณาจักรนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียง “ปีศาจสงคราม” ผู้หนึ่งเท่านั้น
“มาแล้วหรือ?” เขาคลี่ยิ้มตอบรับ แต่ซีเฉิงกลับเข้ามาใกล้เกินกว่าปกติ สายตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดที่อัดแน่น มันทำให้หลี่ชิงหมินไม่สามารถสบสายตาของเขาได้โดยตรง
“กลับบ้านกันเถอะ” คนพูดขึ้นอีกครั้ง ร่างเล็กๆของชิงหมินลอยเข้าแนบอกของเขา
คำว่า “กลับบ้านกันเถอะ” ช่างอบอุ่นใจเหลือเกิน หลี่ชิงหมินอ้าปากก่อนจะหุบลง นี่นับเป็นการแนบชิดอีกครั้งแล้วหรือไม่? ก่อนหน้านี้...เขาเคยถูกอุ้มเกือบ 20 วัน ครั้งนี้จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก
สิงโตน้อยอยู่ด้านหลัง มันกระโจนนำหน้าอย่างรู้ความ ฝูเซ่าเองก็วิ่งหายไปในบ้านหลังเล็ก เก็บเอาของที่ตนเองสะสมจำนวนมากระหว่างหลายเดือนที่นี่ไปด้วย เขาจะได้พูดกับลูกหลานของเขาว่าบิดาผู้นี้มีส่วนร่วมอย่างไรในสงครามใหญ่ มันถือเป็นความภาคภูมิใจของเขาด้วยเช่นกัน
ทหารสี่ห้าคนเข้ามาในบ้านของชิงหมินและช่วยเขาเก็บของกลับไปด้วย ใช้เวลาไม่นาน...ทั้งหมดก็ลงมาด้านล่างแล้ว ที่นี่เต็มไปด้วยทหารที่สวมชุดเกราะเต็มยศ ถึงแม้ว่าจะเป็นชุดที่แปลกประหลาดเนื่องจากไม่มีความเป็นระเบียบ ทั้งยังเป็นชุดเกราะที่เปื้อนไปด้วยโลหิต แต่...ความยิ่งใหญ่ของพวกเขานั้นมองเห็นได้จากสายตา
“เดินทางได้”
ซีเฉิงออกคำสั่ง คนไม่ได้ปล่อยชิงหมินลงไป ราวกับว่าหน้าที่ของเขาก็คือการอุ้มชิงหมินกลับไปส่งให้ถึงจวนสกุลหลี่ แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ...ต่อให้ชิงหมินจะต่อรองเมื่อเดินทางได้ 2-3 วัน ว่าเขาต้องการขี่เจ้าสิงโตน้อยที่มีขนนุ่มไปเมืองหลวง แต่แขนที่แข็งแกร่งของซีเฉิงก็ไม่ยอมปล่อยเขาลงไปเลย
ขบวนทัพที่ยิ่งใหญ่นี้ผ่านเมืองแล้วเมืองเล่า ได้ยินเพียงเสียงโห่ร้องกึกก้องเพื่อเคารพบูชาพวกเขาเท่านั้น คำเรียก “แม่ทัพใหญ่” และ “เทพสงคราม” ดังปะปนกันไป เป็นการยืนยันว่าตอนนี้ตำแหน่งของซีเฉิงได้ถูกเปิดเผยแล้ว และการกลับไปของเขาในครั้งนี้ก็คือการกลับไปเพื่อเอาตำแหน่ง “แม่ทัพใหญ่” กลับคืนมา
ใช้เวลานานกว่าสองเดือนเพื่อมาถึงเมืองหลวง ระหว่างทางไม่เจอปัญหาอะไรเลย ต่อให้พวกเขาอยากจะขวาง...แต่พลังที่เหนือกว่าที่ซีเฉิงได้แสดงออกมาให้เห็นในสงครามทำให้พวกเขาไม่อาจจะลงมือได้
จนกระทั่งพวกเขามาถึงประตูเมืองหลวงด้วยกองกำลังนับพัน นอกจากนี้ยังมีทหารบางส่วนที่เป็นลูกน้องเก่ามารอต้อนรับแม่ทัพที่แท้จริงของพวกเขาด้วย การมาเจอกันครั้งแรกของทหารเก่าและใหม่สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนจำนวนมาก พวกเขาได้กลายเป็นสักขีพยานความยิ่งใหญ่ของแม่ทัพที่แท้จริงแล้ว
“แม่ทัพใหญ่!!”
“แม่ทัพใหญ่กลับมาแล้ว!!!”
“ทำความเคารพแม่ทัพใหญ่!!”
ทหารที่เคยติดตามพวกเขามาก่อนตบอกและตั้งท่าทำความเคารพ หลายคนอดที่จะน้ำตาไหลใต้ชุดเกราะหรูหราที่ขัดเงามาโดยเฉพาะเมื่อได้ยินข่าวลือว่าแม่ทัพใหญ่ของพวกเขากำลังจะกลับมาเมืองหลวง
นี่นับเป็นการทำความเคารพที่ออกมาจากก้นบึ้งจิตใจของพวกเขาเป็นครั้งแรกหลังจากที่อดีตแม่ทัพใหญ่และบุตรชายของเขาหายตัวไป ความเคารพอย่างถึงที่สุดนี้ทำให้หลี่ชิงหมินอึดอัด
ภาพนี้มันควรจะดีกว่านี้มาก ถ้าไม่ใช่เพราะในแขนของแม่ทัพใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจ มีเขาห่อตัวอยู่ในนั้นด้วย!!
บัดซบ!! ช่างเป็นภาพที่บัดซบจริงๆ!!
“มีพระราชโองการ!!”
ในขณะที่เกิดภาพแห่งความประทับใจนี้ ขันทีประจำพระองค์ที่นำขบวนพระราชโองการสีทองมาปรากฏตัวขึ้น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดีและความชื่นชม ในที่สุด...คนที่ควรค่าก็ได้กลับมาแล้ว ต่อไปอาณาจักรเซินของพวกเขาจะต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน
“คุณชายหวงซีเฉิงได้สร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ให้อาณาจักรเซิน ด้วยผลงานที่ยิ่งใหญ่นี้ ขอแต่งตั้งให้หวงซีเฉิงดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อาณาจักรเซิน และมอบสมรสพระราชทาน แต่งตั้งคุณชายสกุลหลี่ หลี่ชิงหมินขึ้นเป็นฮูหยินขั้น 1 ของแม่ทัพใหญ่ เพื่อตอบแทนที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ ช่วยเหลือสงครามอยู่เบื้องหลัง”
“จบพระราชโองการ!!” เสียงประกาศก้องของขันทีในขณะที่ทุกคนกำลังคุกเข่ารับพระราชโองการจบลง
“น้อมรับพระราชโองการ” พร้อมกับเสียงของหวงซีเฉิงที่ตอบรับกลับไปอย่างรวดเร็ว ทว่า...อีกคนที่ควรจะต้องตอบรับ บัดนี้อ้าปากค้าง มองหน้าซีเฉิงด้วยความไม่เข้าใจ
เขาสับสนมาก และไม่สามารถตามเรื่องนี้ได้ทันอีกแล้ว คนตัวเล็กมองพระราชโองการสีทองสลับกับใบหน้าใจดีของขันที เขาเกือบจะถามออกไปแล้วว่าชื่อที่เรียกออกมานั้นถูกต้องหรือไม่
ทำไมมีชื่อเขาถูกแต่งตั้งเป็น “ฮูหยิน” ของแม่ทัพใหญ่กันล่ะ ไม่ใช่แค่เป็นฮูหยินใหญ่เท่านั้น เขายังได้เป็นฮูหยินขั้น 1 ซึ่งหมายความว่าเป็นรองเพียงเหล่าพระชายาและพระสนมขององค์จักรพรรดิ ในขณะที่ตำแหน่งนี้เทียบเท่าได้กับองค์หญิงของอาณาจักรผู้หนึ่ง
ทำไม....จึงเป็นเช่นนั้นได้!!
“รีบรับพระราชโองการสิ” น้ำเสียงที่อบอุ่นและรอยยิ้มอันหาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของปีศาจร้าย
ชิงหมินพลันรู้สึกว่าเจ้าคนชั่วผู้นี้รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกเขายังคิดว่าซีเฉิงจะต้องโวยวายกับพระราชโองการประหลาดนี้ แต่...เขาไม่ได้คิดเลยว่าคนจะยิ้มหวานส่งมอบมาให้เขา นี่มันการกลั่นแกล้งแบบไหนกันแน่เนี่ย!!
ต่อให้ชิงหมินอยากจะปฏิเสธ แต่เขาก็ไม่กล้าเอาหัวไปวางบนเขียงจริงๆ สุดท้ายแล้วจึงทำได้แค่
“น้อมรับพระราชโองการ....” นี่คือประโยคสุดท้ายที่เขาจำได้ ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นร่างไร้สติสัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิง..
………………………………………………