บางคราคนเราก็ไม่สามารถมองเรื่องต่าง ๆ ว่าง่ายจนเกินไป และทั้งไม่สามารถใช้อารมณ์ตัดสินผู้อื่นมากเกินไป
โดยเฉพาะความแตกต่างด้านพละกำลังของทั้งสองฝ่าย หากขัดขืนก็ถือว่ารนหาที่ตาย
ฉะนั้น…
ประตูห้องขังถูกเปิดออก อันเยว่ถูกโยนเข้าไปและล้มลงตรงหน้ากู่หยางด้วยท่าทางเหมือนสุนัขที่กำลังเคี้ยวอุจจาระ อันเยว่เงยหน้ามองบุรุษตรงหน้าอย่างเก้อกระดาก
“หึ ท่าทางดูไม่จืดเลยนี่”
อันเยว่รีบลุกขึ้นยืนอย่างเก้อกระดาก หลังจากจัดการกับฟางแห้งบนตัวแล้ว นางถึงจะมองบุรุษด้านข้างด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“วิธีต้อนรับแขกของพวกเขาพิเศษมากจริง ๆ เพียงแต่มันออกจะหยาบคายไปหน่อย”
“นี่เรียกว่านิดหน่อยหรือ?”
กู่หยางช่างเป็นบุรุษที่ไม่รู้ประสาเอาเสียเลย เวลานี้ก็ยังไม่ลืมที่จะหัวเราะเยาะนาง
อันเยว่มองออกไปข้างนอก ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะส่งถึงมือเซียวสิงเยี่ยนและหยูยวนเมื่อใด หากพวกเขาสองคนเห็นก็ไม่รู้ว่าจะมีสมองหรือเปล่า ถ้าพวกเขาไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไรต่อล่ะ?
ในบรรดาสามีเหล่านี้หากพูดถึงคนที่เฉลียวฉลาด ไม่นับเซียวสิงเยี่ยนแล้ว อันเยว่รู้ดีว่าพวกเขาฉลาดมาก โดยเฉพาะซูจือฉือ เพียงแต่ นางไม่รู้ว่าตอนนี้ซูจือฉืออยู่ที่ไหน
และสิ่งที่น่าแปลกที่สุดคือ เมื่อซูจือฉือจากไปก็เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้นในบ้าน ช่างทำให้คนไม่สามารถสบายใจได้จริง ๆ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อันเยว่ก็ถอนหายใจ นางทั้งเหนื่อยทั้งหิว เมื่อครู่นางดื่มชาเพียงถ้วยเดียว นางนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมห้อง พร้อมจินตนาการว่าตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่มที่บ้าน และมันก็อุ่นมาก
ตกกลางคืน กู่หยางยืนขึ้นและมองดูสถานการณ์นอกหน้าต่าง ในตอนที่เขาถูกจับตัวมาเขาได้ทิ้งสัญลักษณ์เล็ก ๆ ไว้บนถนน นั่นคือโยนสิ่งของบนตัวทิ้งไว้เป็นร่องรอย แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะหามันเจอหรือไม่
มันช่างน่าเบื่อเหลือเกินกับการอยู่ในห้องขังคนเดียว เมื่อเห็นอันเยว่ที่นอนขดตัวหลับอยู่ตรงมุมห้อง ในใจเขาก็รู้สึกโกรธเล็กน้อย
ในเวลาแบบนี้สตรีคนนี้ยังสามารถหลับลงได้ หัวใจของนางต้องใหญ่ขนาดไหนกัน
ขาของนางยังไม่หายดี หนำซ้ำไม่มีรถเข็นแล้วด้วย ดูไม่สะดวกเอาเสียเลย ไม่รู้ว่านางยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร
เมื่อเดินมาถึงข้างกายอันเยว่ กู่หยางก็นั่งลง “เจ้าจะนอนทั้งอย่างนี้หรือ?”
แต่อีกฝ่ายกลับไม่พูด ไฟโกรธของกู่หยางจึงพุ่งขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เขาผลักอันเยว่ แต่ใครจะรู้ว่านางกลับล้มลงไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อมองให้ดีก็พบว่านางไม่เพียงนั่งคุดคู้ แต่ร่างของนางกำลังสั่นเล็กน้อยด้วย
“เจ้าเป็นอะไร?”
กู่หยางตกใจมาก อันเยว่ผู้นี้ร่างกายแข็งแรงมาตลอด ที่บ้าน ขนาดพวกผู้ชายร่วมมือกันก็ยังทำอะไรนางไม่ได้
แม้กระทั่งเรื่องเมื่อคราวก่อน ทำให้นางได้รับบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้น ไม่ใช่ว่านางยังคงสามารถเดินออกมาจากประตูผีได้หรอกหรือ?
ตอนนี้ไฉนนางถึงล้มลงได้?
กู่หยางประคองนางลุกขึ้นนั่ง ร่างของนางร้อนมาก ทั้งยังตัวสั่นเล็กน้อยอยู่ในอ้อมกอดของเขา
จริง ๆ เลย ช่างเป็นตัวปัญหาจริง ๆ!
ถึงแม้ในใจกู่หยางจะรู้สึกรังเกียจ แต่ก็ถอดเสื้อตัวนอกของตัวเองออกแล้วคลุมลงบนตัวอันเยว่ หากต้องลมเย็นอีก เกรงว่าไม่พ้นคืนนี้คงจะเกิดเรื่องกับกู่หยางเช่นกัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวเขาเอง กู่หยางบอกตัวเองแบบนี้ในใจ
อันเยว่เพ้อด้วยสติที่เลอะเลือน “หนาว…”
หนาวหรือ?
กู่หยางคลำดูก็พบว่าร้อนมากจริง ๆ เขาจึงรีบตะโกนบอกข้างนอก “มีคนอยู่หรือเปล่า? ตัวประกันของพวกเจ้ากำลังจะตายแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นอันเยว่คนเดียวที่คุยเรื่องเงินกับพวกเขา อันเยว่เป็นตัวประกันของพวกเขา หากอันเยว่เป็นอะไรไป เกรงว่าพวกเขาก็จะไม่ได้เงิน
คนสองคนเดินมาทางนี้โดยพูดไปด่าไป สังเกตดูในห้องขังเล็กน้อยก็ส่งเสียงฮึดฮัด
“พวกเจ้าต้องการอะไร? วัน ๆ ทำไมมีแต่เรื่อง?”
กู่หยางรีบโบกมือให้พวกนาง “ตอนนี้ภรรยาข้าป่วย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปนางคงตายแน่ ๆ เช่นนั้นพวกเจ้าจะไปเอาเงินค่าไถ่จากที่ไหนล่ะ?”
“เจ้าอย่ามาล้อข้าเล่น ก็แค่ป่วย ถึงกับตายหรือไง หัวหน้าของเราถูกพิษและป่วยมาจนถึงตอนนี้ นางยังไม่เป็นอะไรเลย”
คนพูดส่งเสียงออกทางจมูกอย่างรังเกียจ จากนั้นก็หมุนตัวจากไป
มิใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นคนรวยที่อ่อนแอเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่ มาอยู่ในคุกแล้วกลับยังตะโกนเรียกใช้ผู้อื่นอีก น่าขันจริง ๆ
แต่อีกคนกลับไม่รีบจากไป นางมองคนสองคนที่กำลังอิงแอบกัน และพบว่าสีหน้าของสตรีข้างในแดงก่ำจริง ๆ ซึ่งดูแล้วผิดปกติเล็กน้อย
แต่ในหมู่บ้านบนภูเขาของพวกเขาไม่มียา มีเพียงอย่างเดียวที่ทำได้
นางหยิบไหสุราในมือแล้วเทใส่จอกที่อยู่บนพื้นจนเต็ม
“สิ่งที่ข้าทำได้ก็มีแค่นี้แหละ ทำให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ มิเช่นนั้น ข้าจะส่งเจ้าลงนรกไปพร้อมกับนาง”
พูดจบนางก็จากไปเช่นกัน
กู่หยางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา เขามองคนในอ้อมกอดพร้อมคิดว่าช่างเป็นตัวปัญหาจริง ๆ
“ทางที่ดีเจ้าควรยืนหยัดสักหน่อย ที่นี่ไม่มีหยูยวน ไม่มีใครช่วยเจ้าได้ หากเจ้าตาย เราสี่คนพี่น้องจะแบ่งทรัพย์สมบัติเหล่านั้นของเจ้าให้เท่า ๆ กัน”
กู่หยางพูดและหยิบจอกสุราขึ้นมา หากกรอกอันเยว่ด้วยสุราจอกนี้ เกรงว่าอันเยว่คงไม่พ้นคืนนี้เป็นแน่
ไม่มีทางอื่นแล้วจริง ๆ เขาทำได้เพียงนำสุราเข้าปากแล้วพ่นใส่หน้าอันเยว่ เมื่อเหล้าระเหยจะทำให้อุณหภูมิบนร่างของอันเยว่ลดลง ขอแค่อุณหภูมิลดลง นางก็จะไม่เป็นไรแล้ว
อีกฝั่งหนึ่ง ณ ตระกูลอัน บุคคลหนึ่งเดินเข้าไปในลานกว้างหน้าเรือนของตระกูลอัน ส่วนอีกคนยืนอยู่ข้างนอก เพราะกลัวจะเกิดเรื่องและทำให้ทั้งสองคนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเมื่อถึงตอนนั้น
“เจ้าเป็นใคร?”
ยามนี้เซียวสิงเยี่ยนตาแดงก่ำ หาอันเยว่ไม่เจอไม่เป็นไร ทว่ายามนี้แม้แต่กู่หยางก็หาไม่พบเช่นกัน
หากอันเยว่ไปที่ร้านเหล้าและโรงบ่อนเหมือนเมื่อก่อนจริง ๆ แม้พวกเขาต้องการไปหานางก็คงยาก แต่กู่หยางไม่เหมือนกัน เขาไม่เคยแตะต้องสิ่งเหล่านี้ และยิ่งกลัวว่าหากอันเยว่แพ้พนันที่ไหน นางจะขายกู่หยางทิ้งที่นั่น
“นี่คือจดหมายที่ภรรยาเจ้าเป็นคนเขียน เจ้าอ่านเองเถอะ”
พูดจบ คนผู้นั้นก็ยัดจดหมายใส่มือเซียวสิงเยี่ยน
เมื่อเปิดออกก็เห็นลายมือข้างในอย่างชัดแจ้ง ซึ่งเป็นลายมือของอันเยว่จริง ๆ
ในจดหมายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่านางและกู่หยางถูกจับตัวไป ตอนนี้ต้องการเงินค่าไถ่ห้าพันตำลึง และให้นำเงินค่าไถ่ไปแลกกับพวกเขาสองคน
“พวกเขาถูกจับตัวไปหรือ?”
เซียวสิงเยี่ยนพูดเสียงลอดไรฟัน ไอสังหารกระจายไปทั่วร่างของเขา รู้สึกอยากฉีกคนตรงหน้าออกเป็นสองส่วนเสียเดี๋ยวนั้น
ในขณะที่ความโกรธในตัวของเซียวสิงเยี่ยนกำลังจะระเบิด หยูยวนก็เดินมาจับแขนเซียวสิงเยี่ยนแล้วเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ตอนนี้เรามีเงินไม่ถึงห้าพันตำลึงหรอก เจ้าให้เวลาเราสองวัน เราจะไปรวบรวมเงิน”
“ค้าขายดีขนาดนี้ แม้แต่เงินห้าพันตำลึงก็ไม่มีหรือ?”
คนคนนั้นไม่พอใจอย่างมากแต่ก็ไม่ได้เร่งรัด และเอ่ยขึ้นอย่างหงุดหงิด “พวกเจ้าไปรวบรวมเงินมา เร็วหน่อยล่ะ เรารอได้ แต่เกรงว่าคนในครอบครัวของเจ้าจะรอไม่ได้น่ะสิ!”
เซียวสิงเยี่ยนก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับมือที่กำแน่น
หยูยวนรีบจับเขาไว้แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เราต้องช่วยคนอย่างแน่นอน”
พูดจบคนคนนั้นถึงค่อยจากไปอย่างพึงพอใจ