Survival Games [เกมส์แห่งการเอาชีวิตรอด]

    No.31 ผู้ใหญ่ใจดี

    หลังจากที่กันต์ปรึกษาหารือกับบุนยังกันจนถึงเช้า ก็ได้ข้อสรุปตรงกันกับที่กลุ่มคณะปฏิวัติ เคยวางแผนการเอาไว้ก่อนหน้านี้ เพียงแต่ในเวลานั้นพวกเขาไม่ได้มีกำลังรบที่แข็งแกร่งมากพอ จึงต้องล้มเลิกแผนการไป ก่อนที่กลุ่มของกันต์จะขอแยกตัวออกไปเพื่อพักผ่อน เพราะต้องรอให้ฟ้ามืดเสียก่อนถึงจะเริ่มลงมือตามแผน
    และกลุ่มของกันต์ก็ถูดจัดให้พักในห้องที่ดีที่ ทว่าในพิพิธภัณฑ์ที่พวกเขาหลบอยู่นั้น ห้องที่ดีที่สุดก็คือห้องของผู้บริหาร ที่ปัจจุบันกลายมาเป็นห้องนอนของผู้นำคณะปฏิวัติ เมื่อกลุ่มของกันต์เข้ามาพักในห้อง เขาก็ไม่ได้บ่นอะไรกับสภาพห้องที่เละเทะ เพราะเขามีห้องพักส่วนตัวอย่างฮานะอยู่แล้ว [ห้องแอร์เคลื่อนที่] จึงไม่ได้กังวลอะไร
    จนกระทั่งเมื่อดวงตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้า กลุ่มคนแก่และเด็กๆ ในคณะปฏิวัติถูกจัดให้รวมกันอยู่ในห้อง บนชั้นสองฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ประชุมกันเมื่อคืนก่อนนั่นเอง
    "ก๊อก!! ก๊อก!!"
    เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น ใบหม่อนได้แต่เดินอย่างเซงๆ เพื่อออกไปเปิดประตู ก่อนที่หญิงสาวผู้ที่มาเคาะประตูเรียก จะก้มหัวลงเล็กน้อย พร้อมกับค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ
    "ขอโทษค่ะ ดิฉันเอาอาหารมา....." ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ กลับต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นั่นเพราะห้องเดิมของผู้นำคณะปฏิวัติ ที่บัดนี้รอบๆ ถูกน้ำแข็งเกาะกุมไปทั่ว ให้บรรยากาศราวกับอยู่ให้ห้องเย็น ส่วนหนึ่งหนุ่มกับสองสาว กำลังนั่งกินมื้อค่ำอย่างหรูหราอย่างหน้าตาเฉย
    ที่บอกว่ามื้อค่ำหรูหรานั้นไม่ผิด เพราะกลุ่มคณะปฏิวัตินั้นค่อนข้างแร้นแค้น อย่างอาหารที่เธอนำมาส่งนั้น มีขนมปัง 4 ชิ้นกับผลไม้และน้ำเปล่า แต่ก็นับว่าดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะหาได้แล้ว อย่างคนอื่นๆ ในคณะปฏิวัติ ส่วนมากจะกินแค่เศษผักเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น
    ส่วนกลุ่มของกันต์ที่นั่งกินอาหารอยู่นั่น ดูยังไงก็เป็นข้าวผัดชัดๆ ทั้งยังมีผลไม้หลากหลายชนิดเป็นของหวาน แถมน้ำที่พวกเขาดื่มก็มีทั้งกาแฟ และน้ำผลไม้ ยิ่งสองสาวที่กำลังกินเนื้อย่าง [เนื้ออสูร] ที่กลิ่นหอมหวลตลบอบอวนไปทั้งห้อง ในประเทศลาวนอกจากพลเอกคำไตที่กินได้อย่างหรูหราเช่นนี้
    แสดงว่าฐานะของกันต์ย่อมต้องไม่ใช่ธรรมดาอย่างแน่นอน ไหนจะเรื่องน้ำแข็งที่เกาะกุมรอบห้องนี่อีก นี่มันกลุ่มสัตว์ประหลาดชัดๆ เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวพลันมีสีหน้าซีดเผือดลง เมื่อนึกถึงเรื่องที่เธอได้ทำเอาไว้ พลางได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะถูกเสียงที่ราวกับมัจจุราชดึงสติเธอกลับมา
    "อ้าว!! ป้ามานี่ทำไม" กันต์ที่เอ่ยถามอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก ทว่าหญิงสาวที่เพิ่งจะครบสามสิบเมื่อไม่กี่วันก่อน กลับแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีความกล้ามากพอ ที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเด็กหนุ่ม ก่อนจะพยายามสงบสติอารมณ์และเอ่ยอย่างสุภาพอีกครั้ง
    "คือดิชั้นเอาอาหารมาส่งค่ะ"
    "ไม่จำเป็น!! บังยันเริ่มดำเนินการตามแผนไปแล้วสินะ!?" กันต์ตอบรับอย่างเย็นชา พลางถามขึ้นต่อทันที เพราะนับตั้งแต่ที่เขาตื่นขึ้นมา ก็ไม่เห็นรายชื่อคนสำคัญหลายคนในหอพิพิธภัณฑ์ ไหนจะคนแก่กับเด็กๆ ที่มีการโยกย้ายไปหลบซ่อนตัวอีก
    "ใช่ค่ะ ท่านผู้นำฝากบอกเอาไว้ว่า "ระดับความต่างมีมากเกินไป" แค่นั้นค่ะ" หญิงสาวตอบรับอย่างหงุดหงิด แต่ก็ยังเอ่ยอย่างสุภาพมากที่สุด
    "อืม!! เข้าใจล่ะ ว่าแต่ป้าชื่อไร!?" กันต์ตอบปัดพลางถามต่อ
    "จีจี้ค่ะ" หญิงสาวตอบอย่างลังเลเล็กน้อย
    "งั้นป้าจี้ก็รีบไปทำหน้าที่ของตัวเองได้ล่ะ แล้วก็อย่าได้ลืมเรื่องที่ผมเตือนไปเมื่อคืนก็แล้วกัน เพราะคราวหน้าป้าอาจไม่โชคดีแบบนี้" กันต์เอ่ยย้ำเตือนอีกครั้ง พลางหันไปเอ่ยกับใบหม่อน "ส่งแขก"
    จีจี้ถึงกับสับสนมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก ตัวเธอนั้นเข้าใจในสิ่งที่เด็กหนุ่มเอ่ยเตือนมา และที่เธอเป็นคนนำอาหารมาส่ง ก็เป็นเพราะคำสั่งของท่านผู้นำ และเหนือสิ่งอื่นใดนั้น เธอเองก็ต้องการที่จะมาขอโทษเรื่องเมื่อคืนอีกด้วย ทว่านอกจากเด็กหนุ่มจะไม่รับอาหารแล้ว ยังเอ่ยปากไล่เธอซะอย่างนั้น เธอจึงได้แต่เดินคอตกกลับออกไป
    "พี่เขยคะ ข้อความที่ผู้นำนั่นส่งมา มันหมายความว่ายังไงคะ!?"
    ทันทีที่จีจี้กลับออกไป [ถูกไล่] ใบหม่อนรีบถามขึ้นด้วยความสงสัยทันที ถึงแม้การประชุมเมื่อคืนเธอจะได้ฟังแผนการทั้งหมดอย่างละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นที่คณะปฏิวัติจะต้องออกไปลุยภารกิจก่อนเลยนินา ส่วนใบหม่อนก็ดูจะหงุดหงิดสุดๆ ไปเลย เพราะนับตั้งแต่เจอกับผู้นำคณะปฏิวัติ พี่เขยของเธอมักจะพูดคุยกับผู้นำนั่นด้วยภาษาที่ชาวบ้านเขาฟังกันไม่รู้เรื่อง ราวกับโลกทั้งใบเป็นของพวกเขาสองคนเท่านั้น
    กันต์ได้แต่ยิ้มอย่างขำๆ ในท่าทีของใบหม่อน พลางลูบหัวเธออย่างปลอบโยน ก่อนจะเริ่มเอ่ยขึ้น
    "ระดับความต่างมีมากเกินไป ที่บังยันพูดถึงก็หมายถึง กลุ่มของพวกเขานั้นมีพลังที่จำกัด การจะคงไว้ซึ่งบาลานซ์ในการจัดการกับปัญหาต่างๆ จึงมีมากกว่าพวกเราเป็นเท่าตัว พวกเขาเลยต้องเร่งปฏิบัติการณ์ให้เร็วขึ้น เพื่อเคลียร์เส้นทางให้กับพวกเราไง"
    ทันทีที่กันต์อธิบายเสร็จใบหม่อนเริ่มพอที่จะเข้าใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทั้งหมดซะทีเดียว ขณะที่เธอจะเอ่ยถามต่อก็ถูกพี่เขยของเธอ พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจัง
    "การเป็นอัจฉริยะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่นัก ยิ่งถ้าไม่มีพลังมากพอที่จะปกป้องตนเอง ความเป็นอัจฉริยะจะกลายเป็นหายนะ ที่ย้อนกลับเข้ามาทำร้ายตัวเองได้ จงจดจำคำพูดของพี่เอาไว้ให้ดีๆ ล่ะ"
    สิ้นเสียงของกันต์ใบหม่อนจึงเลือกที่จะไม่ถามอะไรต่ออีก ส่วนฮานะกับคริสแม้จะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจะเข้าใจในความหมายที่แฝงออกมา ผิดกับกันต์ที่มีอารมณ์คุกรุ่นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับมาเป็นปกติ พลางนั่งกินมื้อค่ำต่ออย่างเงียบๆ
    เวลา 00.00 น.
    กลุ่มของกันต์รวมตัวกันที่ทางเข้า WTC ทิศใต้ หากแต่คราวนี้พวกเขามีกันเพียงแค่ 3 คน โดยที่คริสแยกตัวออกไปทำหน้าที่ของเธออีกด้าน ด้วยเหตุผลที่เธอมีรูปลักษณ์สะดุดตาจนเกินไป
    เมื่อเหล่าทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าระวัง พบเห็นกลุ่มของกันต์ต่างก็เข้ามาห้อมล้อมทันที ก่อนที่หนึ่งในทหารที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้ากองกำลังทหาร จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
    "พวกแกเป็นใคร!? คณะปฏิวัติงั้นรึ!?"
    ทว่ากันต์กลับโอบกอดฮานะและใบหม่อนอย่างสั่นเทา พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "พะ..พี่ชายครับ พะ..พวกเรา..ลี้ภัยมาจากประเทศไทย พะ..พวกเรายินดีจ่ายเงินเพื่อขอแลกกับที่อยู่ครับ"
    "เหอะ!! ก็แค่เศษสวะที่อพยพมาจากประเทศไทย" หนึ่งในทหารที่หันอาวุธมาทางกลุ่มของกันต์ เอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงเหยียดๆ พลางผลักเด็กหนุ่มกระเด็นออกไป ทว่ากลับถูกหัวหน้าของกองทหารยกมือขึ้นมาห้ามปราม พลางเอ่ยต่อ
    "จะหลบพักที่นี่ย่อมได้ แต่พวกเรามีก็กฏเหล็กที่ใช้ควบคุมอยู่ ถ้าหากยอมรับเงื่อนไขไม่ได้ พวกเจ้าคงต้องไปหาที่อยู่อื่นแล้วล่ะ"
    "กฏเหล็ก!?" กันต์ถามขึ้นด้วยแววตาที่ใสสื่อ ราวกับเด็กหนุ่มที่พบแสงแห่งความหวัง
    "ค่าใช้จ่ายในการเข้ามาหลบที่นี่คือคนละ 50 เหรียญทอง จากนั้นพวกเจ้าจะถูกนำตัวไปพบกับท่านพลเอก เพื่อสวมใส่ปลอกคอทาสป้องกันการทรยศ แล้วถึงจะถูกนับเป็นประชากรของที่นี่โดยสมบูรณ์" หัวหน้ากองทหารกล่าวพลางลูบคางอย่างจนปัญญา ราวกับอยากจะช่วยเหลือเด็กๆ พวกนี้อย่างเต็มเปี่ยม
    "คะ..ครับ พวกเรายินดี" กันต์ทำหน้าเหมือนลังเลครู่นึง ก่อนจะตอบตกลงอย่างปลงใจ
    ทว่าเหล่าทหารกลับแสดงท่าทีไม่พอใจขึ้นมา พลางด่าพูดจาขับไล่ไสส่งอย่างรำคาญ และเริ่มลงมือทุบตีทำร้ายเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวในกลุ่ม จนร่างของเด็กหนุ่มทรุดลงกับพื้น สองสาวในกลุ่มได้แต่ตัวสั่นสะท้าน ถึงความโหดร้ายของเหล่าทหาร และเด็กสาวที่น่าจะอายุน้อยที่สุดก็เริ่มมีน้ำตาไหลออกมา
    เมื่อเห็นท่าไม่ดีหัวหน้ากองทหารรีบเข้ามาทำการห้ามปรามในทันที และด่ากราดไปทางเหล่าทหารอย่างเดือดดาล พร้อมกับไล่กลับไปประจำหน้าที่ตามจุดดังเดิม ก่อนจะหันมายิ้มอย่างอ่อนโยนราวกับผู้ใจดี และช่วยพยุงตัวเด็กหนุ่มให้ลุกขึ้น ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับมองด้วยความทราบซึ้ง
    ส่วนเด็กหนุ่มที่ทำราวกับว่าร่างกายตัวเองนั้นอ่อนแออย่างมาก พยายามค่อยๆ ฝืนยืนลุกขึ้น เด็หนุ่มรีบนำเงิน 150 เหรียญทอง ออกมามอบให้กับหัวหน้ากองทหารในทันที พร้อมกับเดินตามหัวหน้ากองทหารเข้าไปในเมือง ส่วนเหล่าทหารที่ถูกไล่ออกมาก่อนหน้า ได้แต่มองไปทางกลุ่มเด็กๆ ด้วยแววตาที่สงสารและน่าเวทนา
    แต่พวกเขาก็มิอาจจะช่วยเหลืออะไรได้อีก ที่พวกเขาตั้งใจทำร้ายเด็กๆ ก็เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว จนไม่กล้ากลับมาที่นี่อีก เพราะเวลานี้เมือง WTC มันไม่ใช่สถานที่หลบภัยอีกต่อไปแล้ว ทว่ามันกลับกลายเป็นคุกที่ใช้กักขังผู้คน เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับพลเอกคำไตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การจะเข้ามาที่นี่นั้นไม่ยากเย็นสักเท่าไหร่ หากแต่การที่คิดจะออกไปต้องหมดสภาพการใช้งานจริงๆ หรืออาจต้องตกตายอย่างน่าอนาถ
    ----------------------------------------------------------
    ถัดมาอีกด้านที่กลุ่มคณะปฏิวัติเริ่มการเคลื่อนไหว พวกเขาต่างแยกตัวกระจายลักลอบเข้าเมือง เพื่อชักจูงให้เหล่านักล่าที่ถูกสวมปลอกคอทาสออกนอกเมือง สำหรับพลเอกคำไตแล้วเขาไม่เคยไว้ใจใครสักคน ยิ่งเฉพาะกลุ่มคนที่ถูกคัดเลือกให้มาเป็นนักล่า นอกจากต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนแล้วยังต้องสวมปลอกคอทาสทุกคนอีกด้วย
    ทว่าปลอกคอทาสระดับต่ำแล้ว มันย่อมมีข้อบกพร่องเพียงเช่นกัน นั่นคือขอเพียงแค่ห่างจากผู้เป็นเจ้านาย เกิน 10 กิโลเมตรขึ้นไป ผู้เป็นเจ้านายไม่สามารถที่จะสั่งการ หรือใช้คำสั่งทำลายทาสได้ ส่วนประชาชนธรรมดาทั่วไป ไม่จำเป็นต้องสวมปลอกคอทาส เพราะสำหรับพลเอกแล้วคนพวกนี้ไม่อาจสร้างภัยร้ายให้กับเขาได้
    เหตุที่คณะปฏิวัติจำต้องเคลื่อนไหวออกมาก่อนกำหนด เป็นเพราะจำนวนนักล่าที่ถูกสวมปลอกคอในเมืองมีมาก และยังกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง จำต้องใช้เวลาในการเสาะหาตัวให้พบ และยังต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมพอสมควร พวกเขาเสียเวลาค่อนข้างนาน ไหนจะต้องพาลักลอบออกจากเมืองโดยไม่ให้เหล่าทหารรู้ตัวอีก
    เพราะเหล่าทหารที่เฝ้าอยู่ประตูเมือง และที่เดินตรวจตราในเมืองเป็นเพียงแค่เบี้ยชั้นต่ำ มีหน้าที่ในการจับตามองเหล่านักล่าเวลา เข้า-ออก ภายในเมือง รวมไปถึงการใช้จ่ายในด้านต่างๆ ของเหล่านักล่า แล้วรายงานทุกอย่างให้กับพลเอกทราบ นั่นคือเหตุผลที่นักล่าในเมืองส่วนมาก มีระดับค่าสถานะค่อนข้างต่ำ
    ภายในเมืองที่แลดูเงียบสงบเฉกเช่นทุกคืนวาน หากแต่เวลานี้กลับกำลังเกิดคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงมากพอ ที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองแห่งนี้ แต่ยังไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่ามันจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือเลวร้ายลงมากกว่าเดิมก็เท่านั้น สำหรับประชาชนทั่วไปพวกเขาก็หวังเพียงแค่การมีชีวิตรอดไปวันๆ
    ผิดกับนักล่าทุกคนที่ต่างก็ต้องการถูกปลดปล่อย เพราะพวกเขาทุกคนใช้ชีวิตเสี่ยงตายมานานหลายปี แต่ผลตอบรับที่ได้นั้น แทบไม่คุ้มค่ากับชีวิตของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นการเห็นพวกพ้องคนสำคัญ ตายต่อหน้าต่อตาทุกครั้งที่ก้าวเข้าสู่สนามรบ มันทำให้พวกเขาเก็บความเคียดแค้นฝังลึกลงไปในจิตใจอีกด้วย
    ถ้าไม่ใช่เพราะปลอกคอทาสที่พวกเขาสวมใส่ หรือครอบครัวที่เหลืออยู่ของพวกเขา แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องสู้ตายกับพลเอกดูสักตั้ง แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้แต่ก็ยังดีกว่าสภาพ ณ ปัจจุบันของพวกเขาที่เป็นอยู่ ยิ่งตอนนี้ที่ได้ยินสิ่งที่กลุ่มคณะปฏิวัติเสนอมา แล้วมีหรือที่พวกเขาจะไม่ตอบรับกัน เพราะมันคือแสงแห่งความหวังที่ทุกคนรอคอย