ดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยหรี่ลงเล็กน้อย กล้องยาสูบของจิ่งจงอี้ฟาดลงบนศีรษะของอาสามจิ่งอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงอย่างเย็นชาว่า “ถึงแม้ว่าเยี่ยนกุยจะหาเงินได้ แต่เงินนั่นก็ไม่ได้ปลิวมาตามลม แกทำของพังก็ต้องชดใช้!”
อาสามจิ่งโกรธจนตาแดง “พ่อ ลำเอียงเข้าข้างหล่อนขนาดนี้ ยังอยากให้ผมเลี้ยงดูพ่ออยู่ไหม?”
อารองจิ่งเป็นคนซื่อ เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้านี้แล้วก็ทำตัวไม่ถูก เขาพูดเบาๆ ว่า “น้องสาม พูดจาให้มันน้อยๆ หน่อย”
จิ่งจงอี้เคาะขี้เถ้าในกล้องยาสูบกับขอบกำแพง แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า “แกไม่เคยคิดที่จะเลี้ยงดูฉันกับแม่ของแกจริงๆ สักครั้ง พอจะพูดอะไรก็ชอบเอาเรื่องเลี้ยงดูพ่อแม่มาข่มขู่พวกเรา”
“เมื่อก่อนฉันยังกังวลใจอยู่บ้าง เพราะอย่างไรเสียฉันก็ต้องแก่จนเดินไม่ไหว แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนที่จิ่งเจี้ยนกั๋วอาละวาดที่บ้าน ฉันก็หมดหวังไปเลย ใครจะรู้ว่าต่อไปบ้านพวกแกจะเกิดอะไรขึ้นอีก พวกแกอาจจะถูกเมียของแกสั่งให้มาบังคับพวกเราเลี้ยงดูพวกแกอีกก็ได้”
อาสามจิ่งหน้าแดงก่ำเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ จิ่งจงอี้พูดต่อไปว่า “ถ้าจะให้เชื่อพวกแก สู้เชื่อตัวเองยังดีกว่า ถ้าแกทำเหมือนจิ่งเจี้ยนกั๋ว ฉันก็จะตัดแกออกจากวงศ์ตระกูล แล้วแกก็ไม่ใช่ลูกของฉันอีกต่อไป ส่วนฉันก็ไม่จำเป็นต้องให้แกมาเลี้ยงดูในยามแก่เฒ่า”
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว อาสามจิ่งจะกล้าพูดอะไรได้ เขาไม่ได้รู้สึกว่าการตัดขาดออกจากวงศ์ตระกูลเป็นเรื่องใหญ่ แต่จิ่งเจี้ยนกั๋วได้ให้บทเรียนราคาแพงแก่เขาแล้ว
ตั้งแต่จิ่งเจี้ยนกั๋วถูกตัดขาดออกจากตระกูล คนในตระกูลจิ่งที่เดินผ่านหน้าบ้านจิ่งเจี้ยนกั๋วก็จะถ่มน้ำลายใส่ อย่าว่าแต่จะช่วยเหลือจิ่งเจี้ยนกั๋วเลย ยังจะช่วยคนนอกตระกูลมารังแกจิ่งเจี้ยนกั๋วอีกต่างหาก
แม้แต่จิ่งหลิวหยางที่เมื่อก่อนเดินกร่างในหมู่บ้าน ใครๆ ต่างก็ต้องยอม ตอนนี้พอเขาออกไปข้างนอกแล้วทำตัวเป็นนักเลง เด็กๆ ในหมู่บ้านก็จะรวมตัวกันรุมซ้อมเขาจนหน้าตาบวมปูดทุกวัน
อารองจิ่งรีบพูดไกล่เกลี่ย “พ่อ น้องสามแค่พูดเล่นๆ เท่านั้นเอง เขาไม่ได้ตั้งใจ”
เขาพูดจบก็รีบหันไปบอกอาสามจิ่งว่า “น้องสาม รีบขอโทษพ่อเร็วเข้า”
“ไม่ใช่มาขอโทษฉัน เขาปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเยี่ยนกุย ต้องไปขอโทษหล่อน!” จิ่งจงอี้พูดอย่างเย็นชา “ตัวเองก็ใกล้จะเป็นปู่คนอยู่แล้ว ยังทำตัวเหมือนหมา!”
อาสามจิ่งไม่ยอมขอโทษจิ่งเยี่ยนกุย และไม่ยอมจ่ายค่าหม้อให้จิ่งเยี่ยนกุย จิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่บังคับเขา เพียงพูดเสียงเบาว่า “ถ้าวันนี้อาไม่ยอมชดใช้ค่าหม้อให้หนู ก็อย่ามาพูดเรื่องให้หนูช่วยหนุนหลังอีกเลย คนแบบอา หนูไม่กล้าช่วย”
อาสามจิ่งตอบกลับทันทีว่า “ฉันอยู่ดีกินดี ไม่ต้องการให้แกช่วย!”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะ “รบกวนทุกคนช่วยเป็นพยานให้ด้วยนะคะ อาของหนูพูดแล้วว่า ต่อไปจะไม่มาบอกให้หนูช่วยหนุนหลังอีก ถ้าต่อไปเขามาหาถึงที่บ้าน ต่อให้หนูจะไล่เขาออกไปจากบ้าน มันก็ไม่ใช่ความผิดของหนู!”
คนที่มาดูเรื่องสนุกหัวเราะกันอย่างครื้นเครง และบอกว่าจะช่วยเป็นพยานให้ พวกเขามองออกว่าอาสามจิ่งคิดอะไรอยู่
มีคนหัวเราะแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย ถ้าโรงงานยาของเธอรับคนเพิ่ม บอกฉันด้วยนะ! ฉันรับรองว่าจะไม่ขี้เกียจแน่นอน!”
คนที่พูดคือคนขี้เกียจประจำหมู่บ้าน พอเขาพูดจบก็ถูกคนอื่นด่า “เจ้าสี่เหอ แกเลิกพูดเถอะ แกขี้เกียจที่สุดในหมู่บ้านของเราแล้ว แกจะขยันไปได้แค่ไหนกัน!”
“ใช่แล้ว เยี่ยนกุย เธออย่ารับเขาเลยนะ! ต้าจ้วงลูกชายบ้านฉันแข็งแรงกำยำ และเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่คดโกงแน่นอน!”
“ไหลซีลูกชายบ้านฉันก็ขยัน แถมยังฉลาดและเข้ากับคนง่ายอีกด้วย!”
สถานการณ์กลับกลายเป็นชาวบ้านต่างเสนอชื่อคนของตัวเอง จิ่งเยี่ยนกุยหันไปมองเชอฉางเกิน เขาก็เกาหัวด้วยความกระดากอาย
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าโรงงานยาของเธอยังเล็กอยู่ ยังไม่ต้องใช้คนมากนัก จึงให้เงินเดือนกับหลิวหงอิงแล้วบอกให้หล่อนไม่ต้องบอกใคร และหลิวหงอิงก็ไม่ได้เอาไปบอกใครจริงๆ
แต่เชอฉางเกินไม่ใช่! เขาเก็บความลับไม่อยู่!
หลังจากเรื่องของจิ่งเจี้ยนกั๋วแดงขึ้นมา เขาก็ไปซื้อเนื้อที่บ้านคนขายเนื้อในหมู่บ้าน พอคนในหมู่บ้านเห็นเข้าก็ยืนคุยกันสองสามคำ แล้วเขาก็อดไม่ได้ที่จะคุยอวด หลังจากนั้นก็เลยแพร่งพรายไปทั่วหมู่บ้านภายในวันเดียว
ช่วงไม่กี่วันนี้ก็มีคนมาถามจิ่งเยี่ยนกุยอยู่เรื่อยๆ ว่ายังรับคนงานอีกไหม
จิ่งเยี่ยนกุยยังพอว่า เพราะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่หยางหว่านซิ่วและอาหญิงเล็กจิ่งถูกคนถามจนเบื่อ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกจริงๆ ว่า ปากของหมอเชอนี่ไม่เหมาะที่จะเป็นหมอจริงๆ ควรไปเป็นหัวหน้าทีมโฆษณามากกว่า
เมื่อเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา ชาวบ้านก็พากันถามเธอเจื้อยแจ้ว
เธอไอเบาๆ แล้วพูดว่า “ขอบคุณลุงป้าน้าอาทุกท่านที่ไว้ใจ แต่โรงงานยาของหนูตอนนี้ยังเล็กอยู่ ยังไม่ต้องใช้คนมากเท่าไหร่ แต่หนูเคยรับปากกับผู้ใหญ่บ้านไว้ว่า ถ้าต่อไปโรงงานใหญ่ขึ้น จะให้ผู้ใหญ่บ้านแนะนำ หนูจะรับคนในหมู่บ้านก่อนเป็นอันดับแรก”
เมื่อเธอพูดเช่นนี้ ชาวบ้านก็สบายใจขึ้น แล้วหันไปแสดงตัวกับฉินตงเฉียง เธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทางด้านหลิวหงอิงกำลังบิดหูเชอฉางเกินแล้วดุด่าว่า “ปากโป้งนัก หาเรื่องเดือดร้อนให้เยี่ยนกุย!”
เชอฉางเกินร้องขอความเมตตา “เมียจ๋า เบาๆ หน่อย! คนเยอะแยะ ให้เกียรติกันหน่อย มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้าน”
หลิวหงอิงเหลือบมองจิ่งเยี่ยนกุยด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย แล้วบิดหูเขาไปหนึ่งรอบ “ถ้ามีครั้งต่อไป แม่จะบิดให้ตายเลย!”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของสองสามีภรรยาก็รู้สึกขำ จริงๆ แล้ว เรื่องที่เชอฉางเกินคุยโว สำหรับเธอไม่ได้ถือเป็นเรื่องเสียหายอะไร ต่อไปธุรกิจของเธอต้องเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องใช้คนอยู่ดี ตอนนั้นก็ค่อยมาเลือกคนในหมู่บ้านที่เหมาะสม
ชาวบ้านช่วยกันขนของขึ้นรถบรรทุก อารองจิ่งขึ้นไปคอยดูแล จิ่งจงอี้นั่งที่เบาะข้างคนขับรถบรรทุกเพื่อนำทาง ส่วนเชอฉางเกินก็พาหลิวหงอิงขึ้นรถไปด้วยอย่างหน้าไม่อาย
อาสามจิ่งถูกชาวบ้านเบียดจนไปอยู่ขอบนอกสุด เขาก็อยากตามไปด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีหน้าที่จะตามไป
ตอนนี้ในใจของเขารู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เพราะจิ่งเยี่ยนกุยในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนจริงๆ เพียงแต่ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้จ้างคนเพิ่ม เขาก็รู้สึกเท่าเทียมขึ้นมาบ้าง คิดว่าจิ่งเยี่ยนกุยอารมณ์ร้าย แถมยังเป็นพวกอกตัญญู หล่อนก็เป็นแค่คนนิสัยอย่างนี้!
เขาไม่จำเป็นต้องไปขอร้องหล่อน!
เจียงอี่โหลวขับรถตามรถบรรทุกไป ไม่นานก็ถึงบ้านใหม่ของจิ่งเยี่ยนกุย อารองจิ่งและเชอฉางเกินช่วยกันขนของเข้าไป หลิวหงอิงและอาหญิงรองจิ่งช่วยกันเก็บของ
คนเยอะ ทำงานไว ไม่นานของก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
วัตถุดิบทำอาหารกลางวันหยางหว่านซิ่วเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน พอถึงบ้านใหม่ก็จัดห้องครัวให้เข้าที่แล้วก็เริ่มทำอาหาร
ซูไป่ชิงรู้ว่าวันนี้จิ่งเยี่ยนกุยย้ายบ้าน ตอนเช้ามีธุระเลยมาช่วยไม่ทัน ตอนเที่ยงจึงขับรถพาคุณปู่ซูมาด้วย แล้วจุดประทัดหนึ่งหมื่นนัดเป็นการแสดงความยินดี
พอเขาเข้ามาก็เอ่ยปากบอกว่าไม่ได้มาช่วยอะไรเลย ขอให้หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้อภัยให้ด้วย จากนั้นก็มอบซองแดงซองใหญ่เป็นของขวัญสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่
หยางหว่านซิ่วเห็นเขาทั้งให้เกียรติและรู้จักวางตัว อีกทั้งก็ไม่ได้ต้องการให้เขาช่วยอะไรจริงๆ จึงรีบเชิญซูไป่ชิงนั่ง แล้วเชิญคุณปู่ซูมานั่งที่เก้าอี้ตำแหน่งประธานตรงหัวโต๊ะ