บทที่ 11 เยี่ยมเยียนต้นน้ำ
บัลลังก์ไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเรวัชมากนัก เพราะเขารู้ดีว่านิสัยของตนเองเป็เช่นไร อีกทั้งมั่นใจว่าชายคนนั้นคงอยากจะยั่วโมโหเขาเสียมากกว่า
“เขากลายเป็พ่อของต้นน้ำได้อย่างไรครับ แม่รู้จักผู้ชายคนนั้นมาก่อนเหรอ ทำไมผมไม่รู้เลยว่าแม่มีเพื่อนแบบนี้ด้วย” บัลลังก์ตั้งคำถามไม่หยุด
“แม่บังเอิญเจอเขาน่ะ วันนั้นได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเื่ของต้นน้ำพอดี เขาเลยเสนอตัวอยากจะรับเลี้ยงต้นน้ำขึ้นมา”
ทุกอย่างที่พูดมาเมื่อครู่ ถูกแค่ประโยคสุดท้ายเท่านั้น
“รู้จักกันนานแล้วเหรอครับ”
“ไม่นานหรอก แค่ ‘บังเอิญ’ ไปรู้จักกัน”
“เขาดูอายุยังน้อยอยู่เลย” บัลลังก์สังเกตเรวัชที่กำลังคุยกับคุณหมอ
“อืม เขาเด็กกว่าแม่สองปี”
“แล้วทำไมถึงได้ตัดสินใจมารับเลี้ยงต้นน้ำได้ล่ะ” บัลลังก์ก็ครุ่นคิด หากว่าเด็กกว่าแม่ของเขาสองปี นั่นแปลว่าชายคนนี้อายุเพียงยี่สิบแปดปีเท่านั้น
“ถ้าลูกสงสัยแบบนี้ คงต้องไปถามเ้าตัวเองแล้วล่ะ” เพราะเขมจิราเองก็สงสัยไม่ต่างกัน
“ผมไม่ถูกชะตากับผู้ชายคนนั้น เขาดูระแวดระวังตัวตลอดเวลาจนน่าสงสัย”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ” เขมจิราหันไปถามลูกชาย “บางทีเขาอาจจะไม่ค่อยถูกกับเด็กหรือเข้าหาเด็กไม่เป็ก็ได้”
“ไม่ใช่ ผู้ชายคนนั้นจงใจยั่วโมโหผม”
เขมจิราชะงักไปครู่หนึ่ง สิ่งที่ลูกชายของเธอพูดมานั้นถูกต้องทั้งหมด การทักทายเมื่อครู่ของเรวัชคล้ายกับว่ากำลังหยั่งเชิงบัลลังก์มากกว่า
“แต่โชคดีที่ลูกไม่เป็ไปตามที่เขาคาดคิด” เขมจิราหันไปยิ้มให้กับลูกชาย ยกมือเรียวขึ้นมาลูบศีรษะเขา แสดงออกถึงความภูมิใจเด็กคนนี้ไม่ตกลงไปในหลุมพรางของเรวัช
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังพูดคุยกัน เรวัชแอบมองทั้งสองอยู่เป็ระยะ ดูเหมือนว่าบัลลังก์จะไม่ใช่แค่คุณชายเอาแต่ใจคนหนึ่งเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้
“พ่อครับ ถ้าคุยกับคุณหมอเสร็จแล้วผมพาบัลลังก์ไปเล่นที่สวนได้หรือเปล่า” หลังจากที่ต้นน้ำมาอยู่ที่นี่ เรวัชก็อนุญาตให้เด็กชายเรียกเขามาพ่อได้
“นายรู้จักบัลลังก์ดีงั้นเหรอ” เรวัชถามกลับ
“เขาอาจจะดูเป็คนปากร้ายและเอาแต่ใจ แต่ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร” ต้นน้ำตอบพร้อมกับมองไปที่สองคนนั้น “พี่เขมน่าต้องเลี้ยงดูเขามาเป็อย่างดีแน่ ผมมั่นใจ”
“หึ พี่งั้นเหรอ” ผู้หญิงคนนั้นอายุมากกว่าเขาเสียอีก แต่กลับให้ลูกชายของเขาเรียกตัวเองว่าพี่ ความสัมพันธ์นี้คงยุ่งเหยิงแน่
“เธอน่าจะชอบแบบนั้นนะครับ วันแรกที่ผมเรียกว่าพี่ แววตาของเธอเป็ประกายขึ้นมานิดหน่อยด้วย”
“ดูท่าคงจะกลัวคำว่าแก่มากกว่า” เรวัชพึมพำ
“อะไรนะครับ” เขาได้ยินไม่ถนัด
“เปล่าหรอก นายไปเล่นกับบัลลังก์เถอะ ฉันมีธุระต้องคุยกับเขมจิรานิดหน่อย”
“ได้ครับ”
เมื่อได้รับอนุญาตเรียบร้อย ต้นน้ำรีบเดินมาหาเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ก่อนจะเอ่ยชวนไปเล่นที่ด้านนอกด้วยกัน แม้บัลลังก์อยากจะปฏิเสธ แต่รู้ว่าแม่คง้าคุยกับผู้ชายคนนี้เพียงลำพัง ในเมื่อไม่มีทางเลือกเขาจึงต้องเดินตามต้นน้ำไป
“วันนี้คุณไม่ได้ทำงานเหรอ” เขมจิราเอ่ยถามคนข้างๆ
“วันนี้เป็วันหยุด ทำไมผมต้องทำงานด้วย”
“ไม่รู้สิ ก็ปกตินักธุรกิจแบบพวกคุณยุ่งจะตาย คงไม่มีเวลามานั่งเล่นแบบนี้หรอก”
“ที่บอกว่าไม่มีเวลา คงจะหมายถึงสามีคุณหรือเปล่า” เขาจงใจยั่วยุเธอ “อ๋อ คงต้องบอกว่าเป็สามีเก่า”
“เขาตายไปแล้ว อย่าพูดถึงเขาอีก” เขมจิราเอ่ยห้าม
“ทำไม โกรธแทนคนตายงั้นเหรอ”
“คุณกำลังทำตัวเป็นักเลง”
“ผมก็แค่พูดความจริงเท่านั้น”
“อย่ามาทำนิสัยแบบนี้กับลูกฉันอีก เขาไม่ใช่คนแบบที่คุณคิด” เขมจิราพูดตรงไปตรงมา ไม่เลือกที่จะไว้หน้าเ้าของบ้าน “ต่อให้คุณจะเกลียดตระกูลเทวราชมากขนาดไหนก็อย่าคิดแม้แต่จะทำร้ายบัลลังก์ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะได้เห็นดีกัน”
เรวัชแสยะยิ้มร้าย เมื่อถูกท้าทายจากเธอ จึงหันไปเผชิญหน้ากับเขมจิรา
“ลืมไปหรือเปล่าว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ผมไม่ใช่คนใจดีที่จะให้คนเดินเข้ามาด่าถึงในบ้าน แล้วเดินจากไปง่ายๆ หรอกนะ”
“ฉันก็ไม่ใช่คนใจดีที่จะให้คนอื่นเข้ามาทำร้ายลูกชายง่ายๆ เหมือนกัน” เธอไม่ยอมแพ้ ตอบกลับไปแบบเดียวกับเขา “ที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะ้าดูแลต้นน้ำ ไม่ใช่มาทะเลาะกับคุณ”
“แล้วสิ่งทำอยู่ตอนนี้คืออะไร คุณกำลังหาเื่ผมอยู่”
“ก็คุณมายั่วยุลูกชายฉันก่อน”
“ผมก็แค่อยากจะหยั่งเชิงลูกคุณดูก็เท่านั้น” นึกว่าจะเหมือนกับผู้หญิงคนเมื่อคืนนี้
“แล้วผลลัพธ์เป็ไงล่ะ”
แม้จะหงุดหงิดใจอยู่บ้าง แต่เรวัชไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาเกลียดตระกูลเทวราชทุกคน ถึงต่อให้บัลลังก์จะไม่เหมือนอย่างที่เขาคิดไว้ แต่ก็ไม่อาจวางใจเด็กคนนี้ได้
เขมจิราเห็นว่าอยู่ที่นี่ต่อไปกับเรวัชก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรทั้งนั้น เธอคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่อยู่ที่บ้านจึงจะมาสืบความจริงสักหน่อย ทว่ากลับถูกชายคนนี้ตามไม่หยุด
ดูท่าเขาคงจะไม่ไว้ใจเธอมากเหมือนกัน
“เอาล่ะ ฉันจะไปหาเด็กทั้งสองคนแล้ว คุณจะนั่งอยู่ที่นี่ก็เชิญเลย”
“ผมก็จะไปหาต้นน้ำเหมือนกัน”
“คุณไม่ไว้ใจฉันใช่หรือเปล่า” เขมจิราเผชิญหน้ากับเรวัชอีกครั้ง ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา ทั้งที่ปกติเธอใจเย็นมากแท้ๆ คล้ายกับว่าอีกฝ่ายเป็ตัวจุดชนวนะเิได้ดี
“พูดอย่างกับว่าคุณไว้ใจผมงั้นแหละ ที่มาเยี่ยมต้นน้ำก็คงเพราะอยากจะมาตรวจสอบใช่ไหมล่ะ” เขาพูดอย่างรู้ทัน
“ใครจะกล้าไว้ใจคนอย่างคุณกัน”
เพียงแค่ประโยคเดียวก็สามารถทำให้เรวัชหงุดหงิดได้ในทันที เธอทำราวกับว่าเขาเป็เหมือนสิ่งของสกปรกปล่อยกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว ทั้งที่ความเป็จริงคือเธอเองทั้งนั้นที่เลือกจะเดินเข้ามา
ชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปใกล้เขมจิรามากขึ้น เหลือระยะห่างเพียงอันน้อยนิด แต่คนตัวเล็กกลับยังยืนนิ่งอย่างไม่เกรงกลัว
“หึ ลูกคุณหนูแบบคุณก็คงจะไว้ใจแค่พวกเดียวกันล่ะสิ คนที่มีสถานะเท่าเทียมกันอะไรแบบนั้น แล้วตอนนี้เป็ยังไงบ้างล่ะ ถูกเฉดหัว-”
“หยุด! อย่าเอามุมมองของคุณมาตัดสินฉัน แค่เพราะคุณรู้จักฉัน มันไม่ได้หมายความว่าคุณรู้จักฉันไปเสียทุกอย่าง”
เขาไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลยด้วยซ้ำ แต่กลับพ่นคำพูดแย่ๆ มากมายเ่าั้ออกมา แม้เธอจะเกิดในตระกูลร่ำรวยแต่ก็ใช่ว่าชีวิตจะเรียบง่ายไปเสียทุกอย่าง
“ที่คุณทำนิสัยแบบนี้ใส่ฉัน ก็เพราะว่าคุณอคติกับฉันเหมือนกัน แล้วฉันควรทำดีตอบกลับไปหรือไง” เขมจิราเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้อีกฝ่าย “ั้แ่มาที่นี่คุณเอาแต่ข่มขู่ฉันไม่หยุด หรือเพราะว่าข้างในคุณบอบบางเสียจนต้องทำตัวก้าวร้าวแบบนี้ออกมา”
“เขมจิรา!” ตะคอกใส่คนตัวเล็กด้วยความโมโห ใบหน้าแดงก่ำ แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความ้าสังหารใครสักคน
“ก็ได้ ถ้าฉันพูดอะไรผิดไปก็ขอโทษด้วย แต่รู้ไว้ซะว่าที่พูดมาทั้งหมดฉันไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด”
พูดจบเธอก็เลือกที่จะเดินออกมาสงบสติอารมณ์อยู่ที่ด้านนอกของคฤหาสน์ ชายคนนั้นมีนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางครั้งก็ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่เ้าเล่ห์ บางครั้งก็ทำตัวเหมือนเป็เด็กเอาแต่ใจ
หากได้อยู่ใกล้เขานานๆ เธอคงต้องกลายเป็บ้าแน่