ยามเช้าตรู่บนยอดเขาไร้นามอันแสนทรุดโทรม แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องลงมากระทบหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า เยี่ยเฟยิในชุดเครื่องแบบศิษย์สายนอกสีครามซีด ๆ ที่ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ กำลังก้มหน้าก้มตารดน้ำพรวนดินในแปลงสมุนไพรอย่างขยันขันแข็ง ชายหนุ่มรวบผมสีดำสนิทมัดตึงไปด้านหลัง ลวก ๆ ด้วยเศษผ้าฝ้ายทื่อ ๆ เพื่อความทะมัดทะแมง แขนเสื้อถูกถกขึ้นและมัดรัดท่อนแขนไว้ด้วยเชือก ธรรมดา ๆ มองเผิน ๆ เขาดูไม่ต่างจากคนงานรับใช้ในสำนักเลยแม้แต่น้อย ทว่าแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างผ่าเผย และแววตาที่สงบนิ่งไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด กลับทำให้เขาสามารถเก็บงำประกายแสง และปกปิดระดับพลังแดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 ของตนเองเอาไว้ได้อย่างแเีที่สุด
"เอิ๊ก..." อู๋มู่เรอออกมา เบา ๆ พลางใช้มือที่เหี่ยวย่นชี้ไปยังแปลงสมุนไพรรกร้างเบื้องหน้า ชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นขาดกะรุ่งกะริ่งเอาแต่เดินโซเซไปมา ยกขวดน้ำเต้าสุรา เก่า ๆ ขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ดุจคนเมามาย ไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น
"หึหึ... ไอ้เด็กเหลือขอนี่... ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบวันก็ตีปริศนาธรรมของข้าแตก ซ้ำยังควบคุมกลิ่นอายแห่งความตายในร่างได้แเีถึงเพียงนี้" อู๋มู่เอ่ยทักขึ้นมาตรง ๆ เมื่อเห็นว่าศิษย์ของตนบรรลุขีดจำกัดแล้ว
เฟยิวางถังไม้ลงและหันไปประสานมือคำนับอาจารย์ด้วยความเคารพ "เป็เพราะคำชี้แนะของท่านอาจารย์ขอรับ จิตใจของศิษย์จึงสงบนิ่งและหลอมรวมพลังได้สำเร็จ"
อู๋มู่พยักหน้า ช้า ๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อเก่าขาดและโยน 'ตำราสมุนไพร' เล่มหนึ่งที่ปกทำจากหนังสัตว์เปื่อยยุ่ยไปให้ชายหนุ่ม
เมื่อเฟยิรับตำรา เก่า ๆ เล่มนั้นมาถือไว้ แววตาของเขาก็ฉายความฉงนเล็กน้อย ชายหนุ่มแอบคิดในใจ เงียบ ๆ ว่า 'ข้ามีแหวนหยกนิลที่มีสมบัติ เตาหลอมวิเศษ และตำราวิชาของตระกูลจักรพรรดิแห่งความมืดอยู่มากมายมหาศาล เหตุใดข้าจึงไม่ไปเรียนรู้วิชาปรุงยาของตระกูล แต่กลับต้องมารับตำราสมุนไพรซอมซ่อเล่มนี้จากท่านอาจารย์ด้วย?'
ราวกับล่วงรู้ถึงความขัดแย้งในใจ เสียงทุ้มต่ำของอัคคีนิลพลันดังก้องขึ้นในโสตประสาทของชายหนุ่มทันที
"หึ! ไอ้หนู... เ้าอย่าได้มองข้ามของพื้นฐานเชียว!" อัคคีนิลแค่นเสียงเตือนสติ "จริงอยู่ที่ตำราโอสถหรือแม้แต่เตาหลอมที่เก็บซ่อนอยู่ในมิติแหวนนิลของตระกูลเ้านั้น มันล้ำค่าและทรงพลังกว่าตำราเล่มนี้หรือของสำนักสวะนี่ไม่รู้ตั้งกี่หมื่นกี่แสนเท่า แต่มันติดปัญหาอยู่อย่างเดียว... นั่นคือระดับพลังอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของเ้าในตอนนี้ไงล่ะ!"
อัคคีนิลแผ่ประกายไฟสีม่วงดำในห้วงจิตของเฟยิ ก่อนจะกล่าวอธิบายอย่างหนักแน่น "ขีดจำกัดของเ้าในยามนี้อยู่เพียงแดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 หากเ้าขืนดันทุรังเปิดค่ายกลเพื่อหยิบเตาหลอมหรือเปิดอ่านตำราโอสถของตระกูลออกมาใช้ พลังปราณมหาศาลของมันจะตีกลับจนร่างเ้าแหลกสลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา! หากเ้าอยากจะใช้สมบัติวิชาหลอมโอสถของตระกูลอย่างปลอดภัย อย่างน้อย ๆ ระดับพลังของเ้าต้องทะลวงไปให้ถึง 'แดนเปิดชีพจร' เสียก่อน! และต่อให้เ้าไปถึงระดับนั้น เ้าก็จะสามารถดึงพลังของเตาหลอมออกมาใช้ได้เพียงแค่ 1 ส่วน 10 เท่านั้นเอง!"
"เพราะฉะนั้น ในตอนนี้เ้าจงรับวิชาและตำราของตาเฒ่านี่ไว้ เพื่อปูรากฐาน ทำความเข้าใจธรรมชาติ และใช้มันเป็บันไดก้าวแรกซะ"
เมื่อได้ยินคำอธิบายของจิติญญาา เฟยิก็กระจ่างแจ้งในทันที เขาเข้าใจแล้วว่าการก้าวเดินไปทีละก้าวตามครรลองธรรมชาติโดยไม่ข้ามขั้นนั้นสำคัญเพียงใด ชายหนุ่มเก็บตำราเล่มนั้นเข้าอกเสื้ออย่างทะนุถนอม และตั้งใจฟังคำสอนของอาจารย์อู๋มู่ต่อ
อู๋มู่ที่นั่งพิงโขดหินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยปรัชญาลึกล้ำ "ไอ้หนู... เ้าจงรู้ไว้ วิถีแห่งผู้ฝึกตนไม่ได้มีแค่การฆ่าฟันและการทำลายล้างเพียงอย่างเดียว สมุนไพรและโอสถ ต่าง ๆ ต่างหากที่เป็รากฐานสำคัญในทุก ๆ ระดับขั้นของเก้าชั้นฟ้า"
ชายชราชี้มือไปยังแปลงสมุนไพร "สมุนไพรคือตัวแทนของธรรมชาติที่แท้จริง มันเติบโตโดยดูดซับทั้ง 'แสงสว่าง' จากดวงตะวันในยามทิวา และโอบรับ 'ความมืด' จากความหนาวเหน็บในยามราตรี มันคือสิ่งมีชีวิตที่ใกล้ชิดกับผืนโลกและสอดคล้องกับกฎเกณฑ์มากที่สุด... บางสำนักใช้โอสถเพื่อเพิ่มตบะ บางสำนักใช้พิษจากสมุนไพรในการเข่นฆ่าทำา หากเ้า้าควบคุมสายเือันบ้าคลั่งในตัวของเ้าให้ได้อย่างสมบูรณ์ เ้าต้องเรียนรู้วิถีแห่งการหลอมรวมธรรมชาตินี้ให้แตกฉานเสียก่อน"
คำพูดนี้ดุจสายฟ้าฟาดลงกลางใจเฟยิ มันสอดคล้องกับวิถีของ 'สายเืตระกูลจักรพรรดิแห่งความมืด' ของเขาอย่างเหลือเชื่อ พลังอนธการนั้นดุดันและบ้าคลั่ง หากใช้ความเข้าใจในสมดุลของธรรมชาติเข้าข่ม ย่อมก่อเกิดพลังที่ไร้ขีดจำกัด และที่สำคัญที่สุด... นี่คือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาสามารถปรุงโอสถจากพืชล้ำค่า เพื่อช่วยเหลือหลินเสี่ยวชิงที่หลับใหลอยู่ได้!
"ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับท่านอาจารย์!" เฟยิตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ดีมาก" อู๋มู่โยนป้ายไม้ เก่า ๆ ชิ้นหนึ่งที่มีรอยบิ่นให้เฟยิ "เ้าจงนำป้ายไม้นี้ เดินทางไปยัง 'ยอดเขาโอสถ' เพื่อไปขอเบิกหม้อหลอมโอสถประจำตัวจากผู้าุโซูหยวนซะ บอกมันว่าข้าเป็คนส่งเ้าไป"
เฟยิรับป้ายไม้มาเก็บไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะประสานมือรับคำสั่งและก้าวเดินลงจากยอดเขาทรุดโทรม มุ่งหน้าสู่ยอดเขาโอสถทันที ตลอดเส้นทางที่เดินลึกเข้าไป เฟยิได้เห็นยอดเขา ต่าง ๆ ที่โอ่อ่าอลังการ เมื่อเขามาถึงทางขึ้นยอดเขาโอสถ กลิ่นหอมของสมุนไพรล้ำค่าก็ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ศิษย์สายตรงและศิษย์สายในคน อื่น ๆ ในชุดผ้าไหมหรูหราต่างเดินขวักไขว่ ทว่าเฟยิเลือกที่จะสงบนิ่งและเมินเฉยต่อสายตาเ่าั้ แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงอย่างผ่าเผย
เมื่อเดินเข้าไปในโถงวิหารหลักของยอดเขาโอสถ เฟยิก็ได้พบกับ 'ผู้าุโซูหยวน' ชายชราผู้มีท่าทางเ้าระเบียบและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งในวิชาโอสถของตน
"คารวะท่านผู้าุโซูหยวน" เฟยิประสานมืออย่างนอบน้อม พลางยื่นป้ายไม้ เก่า ๆ ชิ้นนั้นออกไป "ข้าน้อยเยี่ยเฟยิ ท่านอาจารย์อู๋มู่ส่งข้ามาเพื่อขอเบิกหม้อหลอมโอสถประจำตัวขอรับ"
ผู้าุโซูหยวนพลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด เมื่อได้ยินชื่ออู๋มู่! "อะไรนะ?! ตาแก่ขี้เมาที่เอาแต่นอนและร้อยปีไม่เคยรับศิษย์คนนั้นน่ะรึ... รับขยะปุถุชนท่าทางซอมซ่ออย่างเ้าเป็ศิษย์สายตรง?!"
ด้วยความเคลือบแคลงและ้าทดสอบ ผู้าุโซูหยวนจึงแค่นเสียงเ็า ก่อนจะปลดปล่อย "แรงกดดันปราณอัคคี" ระดับสูงที่นักหลอมโอสถทุกคนต้องมี ออกมากดทับลงบนร่างของเฟยิอย่างรุนแรง หมายจะดูว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีดีอะไร
ครืนนน!
คลื่นความร้อนและแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ดุจูเาไฟะเิ ทว่าภาพที่ผู้าุโซูหยวนคาดหวังกลับไม่เกิดขึ้น!
เยี่ยเฟยิที่เคยอาศัยแรงกดดันมหาศาลบนบันไดค่ายกลกดดันปราณฟ้าในการบีบอัดพลังอนธการจนคุ้นชินมาแล้ว กลับยืนหยัดได้อย่างมั่นคงดุจขุนเขา! ชายหนุ่มใช้สภาวะจิตใจที่นิ่งสงบดั่งผืนน้ำยามราตรีที่ไร้คลื่นลม หนักแน่นดั่งหินผาที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุ โอบรับและสลายแรงกดดันเ่าั้ไปตามครรลองธรรมชาติ แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรง แววตาสีม่วงหม่นของเขานิ่งสงบและเยือกเย็นดุจผืนน้ำลึก จ้องมองกลับไปยังผู้าุโซูหยวนอย่างสงบ ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวหรือลนลาน มันเป็ความสงบที่แฝงไปด้วยความอันตรายสุดหยั่งคาด!
ผู้าุโซูหยวนรีบเก็บพลังแรงกดดันปราณอัคคีกลับคืนมาทันที เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นตามไรผมของชายชรา เขาแอบคิดในใจอย่างตื่นตระหนก 'กลิ่นอายลมปราณลึกล้ำและหนักแน่นปานนี้... จิตใจนิ่งสงบดุจห้วงน้ำลึก ทั้งที่สวมเพียงชุดผ้า ธรรมดา ๆ และดูเหมือนคนรับใช้... ข้าเข้าใจแล้ว! ัเฒ่าอู๋มู่ไม่ได้ตาบอด แต่ตาแหลมคมขีดสุดที่เจอเพชรเม็ดงามซ่อนอยู่ในโคลนตม!'
ท่าทีของผู้าุโซูหยวนแปรเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็ความเคารพ ลึก ๆ ในทันที ชายชรากระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
"อะ... แฮ่ม! รากฐานลมปราณและจิตใจของเ้ายอดเยี่ยมมาก ไม่เสียทีที่เป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโสูงสุดอู๋มู่" ผู้าุโซูหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "ตามข้ามาสิศิษย์หลาน ข้าจะพาเ้าไปเลือกหม้อหลอมโอสถที่ดีที่สุดในคลังแสงของเรา"
เฟยิพยักหน้ารับ เรียวปากประดับรอยยิ้มบาง ๆ ชายหนุ่มเดินตามผู้าุโซูหยวนเข้าไปในคลังแสงที่เต็มไปด้วยหม้อหลอมโอสถล้ำค่ามากมายที่ส่องประกายเรืองรอง ทว่าสายตาของเฟยิกลับไม่ได้สนใจหม้อหลอมทองคำหรือหม้อหลอมหยกที่ประดับประดาอย่างหรูหราเ่าั้เลย
ดวงตาสีม่วงหม่นของเขากลับไปสะดุดเข้ากับ 'หม้อหลอมเหล็กทมิฬ' ใบหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมในสุดของคลังแสง มันดูเรียบง่าย ไร้ลวดลาย เก่าคร่ำคร่า และมีสีดำสนิทดุจเดียวกับอัคคีนิลในร่างของเขา ทว่ามันกลับแผ่กลิ่นอายความทนทานและหนักแน่นที่สามารถรองรับความบ้าคลั่งของปราณความมืดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"เลือกใบนี้แหละไอ้หนู" เสียงอัคคีนิลกระซิบในหัว "ในเมื่อเ้ายกเตาหลอมของตระกูลออกมาใช้ไม่ได้ หม้อเหล็กทมิฬใบนี้ก็ถือว่าทนทานมากพอที่จะรองรับการบ่มเพาะไฟแห่งความมืดของเ้าได้ใน่เริ่มต้น"
"ข้าขอเลือกใบนี้ขอรับ" เฟยิชี้ไปยังหม้อหลอมเหล็กทมิฬใบนั้นตามคำแนะนำ
ผู้าุโซูหยวนมองตามแล้วพยักหน้าอย่างชื่นชม "ช่างตาแหลมคมนัก หม้อหลอมใบนั้นแม้จะไม่สวยงาม แต่มันสร้างจากเหล็กทมิฬา ทนทานต่อเปลวไฟทุกชนิดบนโลก เหมาะสมกับคนที่ชอบความเรียบง่ายแต่ลึกล้ำเช่นเ้า"
เมื่อได้รับหม้อหลอมโอสถประจำตัวและตำราสมุนไพรมาอย่างเป็ทางการ เส้นทางใหม่ของเยี่ยเฟยิก็ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว บัดนี้เขาไม่ได้เป็เพียงผู้สืบทอดตระกูลจักรพรรดิแห่งความมืดสายต่อสู้เท่านั้น แต่เขากำลังจะก้าวเข้าสู่วิถีแห่ง 'นักหลอมโอสถลี้ลับ' ผู้ที่จะใช้ความมืดปรุงแต่งแสงสว่าง เพื่อตระเตรียมหนทางแห่งการชุบชีวิตหลินเสี่ยวชิง และเพื่อสร้างขุมกำลังทรัพยากรที่จะใช้บดขยี้พวกเซียนโสมมแห่งเก้าชั้นฟ้าให้ราบคาบ!