รัชศกเสียนชิง (ค.ศ.656 - 661) ปีที่ 1 จักรพรรดิถังเกาจง (พระนามเดิมหลี่จื้อ) ทรงครองราชปีที่ 8 ทรงเป็จักรพรรดิพระองค์ที่ 3 ที่ขึ้นครองราชในราชวงศ์ถัง
ยามเช้าแห่งวสันตฤดู นครเทพฉางอันตื่นจากห้วงราตรีด้วยเสียงจอแจของผู้คนที่เริ่มต้นวันใหม่ รถม้าหรูหราแต่ประดับตกแต่งอย่างเรียบง่าย เคลื่อนผ่านถนนสายหลักของเมือง เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินเป็จังหวะสม่ำเสมอ ประกอบกับเสียงลมหายใจของม้าแ่เบา ทว่าหนักแน่น ม่านหน้าต่างพลิ้วไหวตามแรงลม เผยให้เห็นใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ภายใน
จ้าวมู่เฉิน หนุ่มน้อยวัย 15 ปี เลิกม่านขึ้นเล็กน้อย ั์ตาดำขลับดุจรัตติกาลทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศแห่งชีวิตที่เคลื่อนไหวเบื้องนอกแตกต่างจากความเงียบงันภายในรถม้าราวฟ้ากับดิน ผู้คนสัญจรไปมา เด็กน้อยวิ่งไล่จับกันส่งเสียงหัวเราะเริงร่า พ่อค้ากู่ร้องเรียกลูกค้าหน้าร้าน กลิ่นหอมรัญจวนของอาหารจากภัตตาคารชั้นเลิศลอยมาตามสายลม ผสมผสานกับเสียงบรรเลงพิณจากหอสังคีตที่อยู่ไม่ไกล
แม้จะเป็ซื่อจื่อจวนขุนนาง แต่บรรยากาศครึกครื้นเช่นนี้ก็มิใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา หากแต่วันนี้ หัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้งกว่าคราใด
‘เหตุใดท่านพ่อจึงส่งจดหมายเร่งด่วนเรียกตัวข้ากลับจวนเช่นนี้..?’
ดวงตาเรียวคมทอดมองกลุ่มผู้คน ทว่าภายในใจกลับรู้สึกห่างเหินราวกับมิใช่โลกเดียวกัน หลังจากเขาจากบ้านไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษา เวลาก็ผ่านพ้นไปสามปีแล้ว แม้เขาจะคุ้นชินกับความสงบของสำนักศึกษาแล้วก็ตาม แต่เมื่อมองเห็นครอบครัวของผู้อื่นใช้ชีวิตร่วมกัน ความเดียวดายในใจก็ยิ่งแจ่มชัด
สายลมเย็นโชยเข้ามาภายในรถม้า จ้าวมู่เฉินลดม่านลง ปลายนิ้วเรียวยาวกำจดหมายของบิดาในมือแน่น เขารู้ดีว่าท่านพ่อมิใช่คนไร้เหตุผล การเรียกตัวเขากลับมาอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ ย่อมมีเื่สำคัญเป็แน่
รถม้ายังคงมุ่งหน้าสู่จวนจ้าว แต่ภายในใจของจ้าวมู่เฉินกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ
เมื่อรถม้าค่อย ๆ หยุดลงที่หน้าจวนสกุลจ้าว เสียงบ่าวไพร่ที่ยืนรออยู่พลันเปล่งเสียงะโด้วยความยินดี
“นายน้อยกลับมาแล้ว..!”
เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วประสานกับเสียงหัวเราะที่ดังมาจากภายในเรือน พ่อบ้านจ้าวพ่อบ้านชราผู้อยู่กับตระกูลจ้าวมานานรีบก้าวออกมาต้อนรับ ั์ตาของเขาเปล่งประกายยินดี รอยยิ้มยิ่งกว้างเสียจนตาหยี
“โอ้...! นายน้อยจ้าว ไม่พบกันเพียงสามปี ท่านเติบใหญ่รูปร่างสง่างามยิ่งนัก..! รูปงามดุจเทพเซียน ผิวขาวดังหยก ั์ตากระจ่างดุจน้ำค้างแรกแย้ม โอ้...เป็บุญตายิ่งนักที่ได้เห็นท่านกลับมา..!”
จ้าวมู่เฉินได้ฟังก็อดมิได้ที่จะอมยิ้มเล็กน้อย แม้สีหน้าจะสงบนิ่งดังเช่นเคย แต่ภายในใจกลับรู้สึกโหยหาอย่างประหลาด สายลมพัดเอื่อย พัดพากลิ่นเรือนอันคุ้นเคยมาแตะจมูก คล้ายดึงเขากลับไปสู่อ้อมกอดแห่งบ้านเกิด
พ่อบ้านจ้าวรีบรุดเข้าไปแจ้งข่าวแก่นายท่านจ้าว และฮูหยิน ไม่ช้าเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากภายในเรือน พร้อมร่างของบิดา และมารดาที่เร่งฝีเท้าออกมาต้อนรับ ด้านหลังปรากฏเงาร่างของเด็กชายสองคน คนหนึ่งอายุสิบปี อีกคนเพียงห้าขวบ ทั้งสองวิ่งเข้ามาหาพี่ชายด้วยแววตาเป็ประกายแห่งความดีใจ
ภาพครอบครัวเบื้องหน้าประหนึ่ง ความอบอุ่นจากเปลวเพลิงช่วยขับไล่ความอ้างว้าง หนาวเหน็บที่คอยกัดกินดวงใจของเขาตลอดสามปีที่จากจวนหลังนี้ไปนาน ดวงใจที่เคยถูกแช่แข็งของจ้าวมู่เฉิน กลับมาเต้นอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องตกกระทบใบหน้างดงามของจ้าวมู่เฉิน ขับเน้นรอยยิ้มอบอุ่นของเขาให้เด่นชัดขึ้น แม้จะใช้ชีวิตอยู่นอกเรือนมานาน แต่สุดท้าย ที่นี่ก็คือบ้านของเขา
จ้าวมู่เฉินประคองมารดาเดินเข้าสู่ตัวเรือน ขณะที่น้องชายทั้งสองเดินไปพลางะโล้อมหน้าล้อมหลังเขาไปพลางด้วยความตื่นเต้น สายลมอ่อนพัดพาใบไม้ไหว เสียงบ่าวไพร่กระซิบกระซาบชื่นชมความงาม และความสง่างามของเขาเป็ระยะ
เมื่อเข้าสู่ห้องโถงรับรอง นายท่านจ้าวเดินไปนั่งยังตำแหน่งประมุขของห้อง เขานั่งลงด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย คนอื่น ๆ ต่างนั่งลงในตำแหน่งอันสมควร ห้องโถงกว้างขวางตกแต่งอย่างประณีต เชิงเทียนโลหะตั้งตระหง่านส่งประกายเงางาม ประทีปแขวนไว้ข้างผนังให้แสงสว่างนวลตา ข้างกำแพงมีชั้นไม้เรียงรายด้วยเครื่องเคลือบลายคราม ส่วนริมหน้าต่างประดับด้วยบอนไซแคระที่ได้รับการดูแลอย่างดี
ไม่นานนัก บ่าวสตรีก็รีบนำน้ำชามาต้อนรับจ้าวมู่เฉิน เขารับถ้วยชาด้วยมือเรียว ก่อนยกขึ้นจิบช้า ๆ ความหอมละมุนของใบชาที่เขาคุ้นเคยปลุกความทรงจำขึ้นมาอีกครั้ง รสชาติอันกลมกล่อมช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล แววตาสะท้อนถึงความคิดถึงในรสชาแห่งบ้านเกิด
นายท่านจ้าวทอดสายตามองบุตรชายคนโตด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เฉินเอ๋อร์..!! ที่สำนักศึกษาเป็อย่างไรบ้าง...? เ้าสบายดีหรือไม่?”
เสียงของเขาแฝงไปด้วยความห่วงใย
“ ข้าสบายดีขอรับท่านพ่อ สหายร่วมเรียนก็มีหลายประเภททั้งดี และไม่ดีปะปนกันไป แต่เหตุใดท่านพ่อจึงส่งจดหมายเร่งด่วนเรียกข้ากลับมาที่เมืองหลวงขอรับ ”
นายท่านจ้าวหยิบม้วนราชโองการออกมา ยื่นให้จ้าวมู่เฉิน
“นี่คือเหตุผลที่ข้าส่งจดหมายเรียกเ้ากลับมา” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ทว่าฉายแววลำบากใจ
“เป็ราชโองการจากฝ่าา…”
จ้าวมู่เฉินโพล่งเอ่ยออกมาอย่างเสียอาการ
เขารีบรับม้วนราชโองการคลี่ออกอ่านอย่างรีบร้อน แววตาสั่นไหว คิ้วเรียวยาวขมวดเข้าหากัน ก่อนเงยหน้ามองบิดา เอ่ยด้วยเสียงประหลาดใจ
“ราชโองการมั่นหมาย... เฉินซูเหริน บุตรีของแม่ทัพเฉินซูเหลียง และองค์หญิงชิงเหอ..!!”
นายท่านจ้าวพยักหน้าช้าๆ
“ใช่..!! เวลานี้นางมีอายุเพียงห้าขวบปี ทว่าคุณหนูนางนี้สร้างเื่จนเป็ที่เลื่องลือ เมื่อไม่นานมานี้ เมืองหลวงมีงานเฉลิมฉลองการเปลี่ยนราชศักใหม่ ความซุกซนของนางทำให้เรือนบ่าวไพร่เกิดเพลิงไหม้ มีผู้เสียชีวิต ข่าวลือแพร่สะพัดว่าบุตรีองค์หญิง คือปีศาจวางเพลิง องค์หญิงชิงเหอหวั่นเกรงว่าอนาคตเฉินซูเหริน จะหาคู่มิได้ จึงร้องขอให้ฝ่าาพระราชทานงานมั่นหมายให้แก่บุตรีของพระนาง”
จ้าวมู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“และฝ่าาทรงเลือกข้า..?”
นายท่านจ้าวหลุบตาลงต่ำ รู้สึกหนักใจไม่น้อย เขารู้สึกผิดต่อบุตรชายตรงหน้า
“ถูกต้อง ฝ่าาทรงเห็นถึงความสามารถของเ้าั้แ่วัยเยาว์ และเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างจวนสกุลจ้าวกับราชสำนัก ข้ามิอาจปฏิเสธ…”
เขาถอนใจยาว “ข้าเสียใจนัก ที่มิอาจปกป้องเ้าได้”
จ้าวมู่เฉิน ตกอยู่ในภวังค์ประหนึ่งิญญาหลุดออกจากร่าง มารดาของเขาจำต้องดึงชายแขนเสื้อเพื่อปลุกให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาทอดถอนใจ
‘ ไม่คิดว่าชะตาชีวิตของข้าจะพลิกผันเช่นนี้ เดิมตั้งใจศึกษาเล่าเรียนหวังสร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่สกุลจ้าว บัดนี้กับมีบวงลวดหนามมาคล้องคอ ’
เมื่อตั้งสติได้เขาค้อมกายลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ท่านพ่ออย่ากล่าวเช่นนั้น สิ่งที่บุตรพึงมีต่อบิดามารดา คือความกตัญญู งานมั่นหมายนี้เป็พระราชโองการ ข้าย่อมต้องยอมรับ โดยไม่อาจกล่าวโทษท่านพ่อแม้แต่น้อย”
ั์ตาของนายท่านจ้าวมองบุตรชายด้วยความรู้สึกซับซ้อน ลึกลงไปในใจของเขาทั้งภาคภูมิใจ และโศกเศร้าในคราเดียวกัน
‘ไม่เสียแรงที่ข้าส่งบุตรชายคนโต เดินทางไกลไปเพื่อศึกษาที่สำนักศึกษาลัทธิหยู ที่ลั่วหยาง กลับมาครานี้จ้าวมู่เฉินทั้งสุขุม และนิ่งสงบยิ่งนัก’
หากแต่งานมั่นหมายครั้งนี้จะนำพาเื่ราวใดมาให้บุตรชาย เขาก็สุดจะคาดเดาได้
……
ปลายยามซวี (19.00-21.00 น.) ค่ำคืนปกคลุมเรือนไผ่ขาวด้วยม่านแห่งความเงียบสงบ แสงจันทร์นวลกระจ่างพราวพร่างอยู่บนผืนฟ้า กระทบต้องหลังคากระเบื้องของเรือนน้อย เสียงจิ้งหรีดร้องระงมอยู่ภายนอก ประสานเสียงกบร้องหาคู่ ดุจบทเพลงแห่งรัตติกาลที่บรรเลงอยู่ไม่รู้จบ
จ้าวมู่เฉินก้าวเท้าเข้าสู่เรือนของตน ดวงตาสีดำสนิททอดมองรอบกายด้วยความรู้สึกอันยากจะพรรณนา
‘ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ชั้นไม้วางตำรายังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม ผนังเรือนยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์’
เขาใช้ปลายนิ้วเรียวละไล้ไปตามพื้นผิวของมัน ลูบััความทรงจำอันแสนไกล ั้แ่เยาว์วัยเขาเติบโตภายในเรือนแห่งนี้ หลับใหลใต้ชายคาแห่งความอบอุ่น ทุกย่างก้าวล้วนเต็มไปด้วยอดีตที่เขาคิดถึง
หลังจากชำระล้างร่างกายด้วยน้ำอุ่น กลิ่นกำยานที่จุดไว้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ละอองไอหอมรัญจวนลอยอ้อยอิ่งทั่วห้อง จ้าวมู่เฉินสวมอาภรณ์นอนสีเรียบง่าย ก่อนเดินไปยังโต๊ะไม้สักด้านหนึ่ง หยิบเอกสารที่บิดาสั่งให้บ่าวชายนำมาให้ แล้วเริ่มต้นอ่านข้อมูลเกี่ยวกับเด็กน้อยเฉินซูเหริน
เพียงไม่นาน ริมฝีปากของเขาก็แย้มยิ้มอย่างขบขัน ขณะที่สายตาไล่เรียงตัวอักษรที่บันทึกลักษณะของนาง
“ นางก็แค่เล่นซนตามประสาเด็ก อายุของนางก็แค่ห้าขวบปีเท่านั้น ”
เขาพึมพำกับตนเองอย่างนึกขัน มุมปากยังคงมีรอยยิ้มบางเบา พลางจิบชาที่เหลืออยู่ในถ้วย ทว่ากับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้
‘ มารดาของนางเป็พระขนิษฐาขององค์จักรพรรดิ บิดาของนางเป็ผู้บัญชาการทหารม้ารักษาพระองค์ ในเวลานี้อำนาจการปกครองส่วนใหญ่อยู่ในมือของอัครเสนาบดี และขุนนางฝ่ายบุ๋น หรือที่ฝ่าาทรงเลือกข้าเป็เพราะ้าดึงสกุลจ้าวเข้าไปอยู่ฝ่ายของพระองค์ ’
แสงจากดวงประทีปทอประกายอบอุ่น สาดส่องลงบนแผ่นกระดาษในมือของเขา ห้องทั้งห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดขับกล่อมจากภายนอก จ้าวมู่เฉินเอนกายพิงพนักเก้าอี้ เสียวสันหลังวาบ ดวงตาทอดมองออกไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ผ่านบานหน้าต่างที่เปิดออก สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านปลายเส้นผมของเขาเบา ๆ พัดพาความคิดของเขาให้ล่องลอยไปไกล
หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์