บัดซบเอ๊ยนี่ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่
อื้ออึดอัดจังเลย อื้อๆ หายใจไม่ออกใคร ใครบีบคอฉัน!
ซูฝูเสี่ยวรู้สึกอึดอัดจำได้ว่าเพิ่งดับไฟขึ้นเตียงนอนหลับไปได้ไม่นานทำไมถึงได้รู้สึกอึดอัดคล้ายกับว่าถูกผีอำอย่างนั้นแหละ
“โอ๊ยทนไม่ไหวแล้วนี่แน่ะ!”
“เพล้ง!”
“แค่กๆ!”
เสียงคล้ายกับวัตถุอะไรหนักๆกระทบลงบนวัตถุอย่างหนึ่งจนแตก เมื่อยื้อกันอยู่สักพักสัญชาติญาณการเอาตัวรอดทำให้ซูฝูเสี่ยวใช้สองมือคลำสะเปะสะปะไปตรงหัวเตียงแล้วก็คว้าของที่อยู่ใกล้มือออกแรงฟาดลงไปบนหัวของเ้าผีร้ายที่มันบังอาจก่อกวนการพักผ่อนของนาง
นางออกแรงหนักมากฟาดของที่คล้ายกับว่าเป็แจกันลงบนหัวของผีตัวนั้นเสียงแจกันแตกดังเพล้งตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเ็ปของผีผู้ชายตัวนั้น
“อ๊าก!”
มันร้องออกมาคำเดียวแล้วก็เงียบเสียงไปซูฝูเสี่ยวจึงผุดลุกขึ้นนั่งแล้วรีบะโผลุงจากเตียงนอนทันที
'นะ...นี่มันอะไรกัน'
ภาพที่นางเห็นเป็ผู้ชายคนหนึ่งอายุราวๆ30ปี ถูกตีศีรษะแตกนอนจมกองเือยู่ที่พื้นสิ่งที่เห็นทำให้ซูฝูเสี่ยวเกิดอาการช๊อค! จับต้นชนปลายไม่ถูก
“ฆะ ฆ่าคนตาย...ฉะ...ฉันฆ่าคนตายหรือนี่”
“แย่แล้ว แย่แล้วฉันฆ่าคนตายทำอย่างไรดี”
ซูฝูเสี่ยวตัวสั่นมองดูภาพของชายตรงหน้านอนนิ่งไม่ได้สติเืสีแดงสดไหลทะลักออกมาจนท่วมร่างยิ่งกระตุ้นให้สติของนางแตกกระเจิงจนลืมสังเกตว่า ห้องที่นางยืนอยู่ไม่ใช่ห้องของนางแต่เป็ห้องนอนห้องหนึ่งสร้างจากไม้ปลูกในรูปแบบสมัยโบราณ รวมถึงเตียงนอนหลังเก่าผ้าม่านและของตกแต่งประดับห้องที่ดูเหมือนในละครย้อนยุคเปี๊ยบ
ผู้ชายที่ถูกนางตีจนเือาบก็เช่นกันเขาทำผมแต่งตัวเหมือนในละครย้อนยุครวมถึงตัวนางเองด้วย
สติของซูฝูเสี่ยวแตกกระเจิงนางรู้แค่เพียงว่าเพิ่งเขียนนิยายจบแล้วเข้านอนไปได้ไม่นานนางตกอยู่ในฝันร้ายจึงต่อสู้กับผีแต่แล้วทำไมนางถึงมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้
“หนี! ฉันต้องหนีไปตั้งหลักก่อน”
ความใทำให้นางคิดได้เพียงแค่ว่าต้องรีบหนีเอาตัวรอดก่อน ฆ่าคนตายไม่ใช่เื่เล่นๆ ต่อให้นางทำไปเพราะป้องกันตัวก็เถอะอย่างไรก็ต้องยุ่งยากอยู่ดี วิธีรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่นางคิดออกก็คือรีบหนีไปตั้งหลักแล้วค่อยว่ากันอีกที
นางมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าในห้องนั้นไม่มีใครซูฝูเสี่ยวก็รีบเผ่นออกจากห้อง กระโจนพรวดเดียวก็วิ่งออกไปยืนอยู่ตรงลานบ้านสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้เท้าของนางวิ่งไม่หยุด นางจึงวิ่งไปเรื่อยๆไปตามถนนดินที่มีฝุ่นสีแดง สองข้างทางที่นางวิ่งผ่านคล้ายกับเป็หมู่บ้านชนบทมีผู้คนสวมใส่เสื้อผ้าแปลกตาบ้างก็ยืนกวาดลานบ้าน บ้างก็ตากพืชผักอยู่ตรงลานบ้านบางคนให้อาหารไก่ในเล้า
“อ้าว นั่นไม่ใช่นังหนูหลินอีอีหลานสาวของบ้านหลินหรอกหรือทำไมวิ่งหน้าตาตื่นแบบนั้น”
“นั่นสิท่านป้า นางจะวิ่งไปไหนดูรีบร้อนพิกล”
ผู้หญิงสองคนแต่งตัวคล้ายกับสตรีชนบทในละครย้อนยุคกำลังพูดคุยกันอยู่ขณะที่ลงมือตากผักไปด้วยเมื่อเห็นหลินอีอีวิ่งหน้าตาตื่นผ่านหน้าบ้านของพวกนางไปหญิงที่มีอายุมากกว่าก็ถามสตรีอ่อนวัยกว่านางด้วยความสงสัย
“นางอยู่บ้านหรือข้านึกว่านางจะตามอาหญิงของนางกลับไปที่บ้านเดิมแล้วด้วยเสียอีก”
“อื้ม นั่นสิก็ไหนว่าจะแต่งงานมิใช่หรือ อายุตั้ง18แล้วเพิ่งจะได้แต่งงานช่างน่าสงสารจริงๆ”
“เฮ้อ หากข้ามีลูกสาวสวยขนาดนี้ข้าไม่เอามาปล่อยทิ้งไว้ที่บ้านนอกั้แ่เล็กหรอกข้าจะเลี้ยงนางไว้ที่บ้านเดิมให้นางเติบโตเป็คุณหนูอยู่ที่เมืองหลวง อนาคตนางต้องได้แต่งงานกับคนใหญ่คนโตแน่ๆ”
ท่านป้าผู้นั้นถอนหายใจแล้วพูดกับเพื่อนบ้านของนางถึงชะตาอาภัพของหญิงงามอย่างหลินอีอีเด็กสาวที่งามที่สุดของหมู่บ้านชนบทแห่งนี้
หลินอีอีถูกบิดาซึ่งมีตำแหน่งเป็ฉางผิงโหวส่งตัวมาอยู่ที่บ้านนอกั้แ่อายุ4ขวบ ให้อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของอาหญิงน้องสาวต่างมารดาของฉางผิงโหวหลินอีอีเติบโตขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้จนกระทั่งมีอายุครบ18ปีไปเมื่อสองวันก่อนบิดาของนางก็มีจดหมายมาบอกว่าให้ส่งตัวหญิงสาวกลับไปที่เมืองหลวง
เพื่อให้เข้าพิธีแต่งงานกับบุตรชายตระกูลขุนนางคนหนึ่งซึ่งเป็ใครมาจากไหนชาวบ้านที่นี่ก็ไม่รู้จักเช่นกัน
ในฐานะที่เห็นหลินอีอีวิ่งเล่นอยู่ในหมู่บ้านั้แ่ยังเป็เด็กป้าหวังก็อดจะเป็ห่วงหญิงสาวไม่ได้
“คนโบราณว่าไว้ เกิดเป็หญิงงามมักมีชะตาอาภัพถ้าไม่จากไปก่อนวัยอันควรเพราะ์ริษยาก็ต้องตกเป็ของเล่นของพวกผู้ชายเพราะรูปโฉมนำภัยมาให้”
หญิงอ่อนวัยกว่าพูดตอบป้าหวังพร้อมทั้งบิดเอาน้ำออกจากหัวผักกาดไปด้วย
“ฮึ่ย สะใภ้หลูเ้าพูดอะไรแบบนั้นเล่า อีอีจะโชคร้ายแบบนั้นเสียที่ไหนกันไม่เอาแล้วข้าไม่พูดเื่นี้กับเ้าดีกว่า”
ป้าหวังขัดใจเล็กน้อยที่ได้ยินคำพูดอัปมงคลจากคู่สนทนานางจึงเปลี่ยนเื่พูดแล้วก็ยกกระจาดใส่พริกปีนขึ้นไปตากบนหลังคาป้าหวังไม่รู้เลยว่าคำพูดที่เพื่อนบ้านของนางพูดออกมานั้นเป็ความจริงทุกอย่าง
คนโบราณเคยกล่าวเอาไว้สตรีงดงามมักมีชะตาอาภัพ เหมือนกับสาวงามที่ชื่อหลินอีอีคนนี้เป็เพราะนางเกิดมางดงามมีรูปโฉมและเสน่ห์ที่แผ่ออกมาจากกายทำให้บุรุษน้อยใหญ่คะนึงหาส่วนสตรีก็แสนเกลียดชังเพราะเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาหลินอีอีจึงถูกแม่เลี้ยงใส่ความหาว่านางเป็ตัวกาลกิณีจะนำภัยมาให้แก่จวนโหวในภายภาคหน้า
นางจึงถูกส่งตัวมาเลี้ยงดูที่บ้านบรรพบุรุษของสกุลหลินในเมืองผิงอันเมืองชายแดนของแคว้นตงจิ้นซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับแคว้นต้าเอี้ยนของบุรุษตระกูลมู่หรง
หลินอีอีถูกเลี้ยงดูโดยน้องสาวต่างมารดาคนหนึ่งของฉางผิงโหวที่อยู่เฝ้าบ้านบรรพบุรุษหลังนี้หลินกุ้ยอีแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งในหมู่บ้านแล้วอยู่กินด้วยกันนานถึง16ปีโดยที่ไม่มีลูก
สามีของหลินกุ้ยอีก็คือคนที่ถูกซูฝูเสี่ยวทุบหัวจนเือาบด้วยแจกันใบใหญ่เพราะย่องเข้ามาในห้องของหลินอีอีตอนที่นางกำลังนอนกลางวัน โดยหมายจะข่มเหงหญิงสาว
ต่งเสียนรู้สึกเสียดายมากหากหลินอีอีจะต้องกลับเมืองหลวงไปแต่งงานตามคำสั่งของพี่เมียเขาหลงรักหลินอีอีมานานแล้ว หลงใหลในเสน่ห์อันยั่วยวนของหญิงสาว อาเขยของหลินอีอีหมายตานางมาั้แ่ตอนที่หลินอีอีเพิ่งมีอายุ14 หากแต่ติดตรงที่ภรรยาของเขาคอยระแวดระวังต่งเสียนจึงไม่กล้าทำอะไรเกินเลยมาตลอด
แต่ว่าวันนี้ภรรยาไม่อยู่บ้านหลินอีอีก็กำลังจะกลายเป็ของชายอื่นเขาจึงอาศัยจังหวะที่หลินอีอีนอนหลับ ย่องเข้าไปในห้องโถมกายทาบทับหญิงสาวตั้งใจจะทำให้นางกลายเป็เมียของเขาให้ได้แต่หลินอีอีต่อสู้สุดชีวิตแล้วะโเสียงดังโวยวายร้องช่วยขอความช่วยเหลือ
ด้วยอารามใต่งเสียนจึงใช้มือปิดปากไม่ให้หลินอีอีส่งเสียงร้องโดยหารู้ไม่ว่าหลินอีอีในนิยายขาดอากาศหายใจตายนานแล้ว เพราะฝ่ามือใหญ่ของเขา
ส่วนผู้ที่มาใหม่แล้วทุบหัวของเขาจนเือาบก็คือดวงจิตของซูฝูเสี่ยวนักเขียนนิยายตกอับที่หลุดเข้ามาอยู่ในมิตินี้ ในร่างของหลินอีอี
แคว้นตงจิ้นยามนี้เป็ฤดูร้อนแสงแดดยามกลางวันแผดเผา ช่วยทำให้ผักกับเนื้อสัตว์ที่ชาวบ้านนำมาตากไว้บนหลังคาแห้งไวกว่าปกติ
หลินอีอีวิ่งหนีไม่คิดชีวิตผ่านบ้านเรือนแต่ละหลังวิ่งไปตามถนนจนออกนอกหมู่บ้านเมื่อวิ่งมาได้ระยะหนึ่งจนนางรู้สึกว่าตัวเองหมดแรงวิ่งแทบไม่ไหวแล้ว นางจึงหยุดวิ่งแล้วทิ้งตัวลงนั่งหายใจเหนื่อยหอบใต้ต้นไม้ใหญ่
พอหายเหนื่อยนางก็เริ่มได้สติรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
“เฮ้อ เหนื่อยเป็บ้า วิ่งมาไกลขนาดนี้แล้วคงไม่มีใครตามมาหรอกนะแต่เดี๋ยวก่อน...เอ๊ะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน” นางพูดพรางยกแขนเสื้อขึ้นเพ่งมอง
“ฉัน...ใส่เสื้อผ้าอะไร...นี่...ฉันทะลุมิติเหรอเนี่ย”
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็ใช้สองมือสำรวจไปตามร่างกายของตัวเองแล้วก็ลูบคลำไปบนใบหน้า ััถึงสองแก้มบอบบาง คางเรียวได้รูปกลีบปากกระจุ๋มกระจิ๋ม จมูกเล็กที่มีสันเป็แนวโด่งและดวงตาที่ดูท่าจะกลมโตมากมีชั้นตาลึกกับขนตาเรียงตัวเป็แพหนา
ให้ตายเถอะนางมั่นใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ร่างของนางแน่ๆซูฝูเสี่ยวตัวเล็กหน้าอกแห้งหุ่นเหมือนไม้กระดานซักผ้าไม่ใช่เรือนร่างที่มีทรวดทรงอวบอัดเย้ายวนอย่างผู้หญิงคนนี้
นางก้มหน้าลงมองทรวงอกสองข้างที่ล้นจนเต็มฝ่ามือหน้าอกแบบนี้คือสิ่งที่นางใฝ่ฝันมาตลอด แต่ว่าตอนนี้ทำไมนางกลับไม่รู้สึกดีใจสักนิด
“ฝัน...ต้องเป็ฝันแน่ๆ ใช่แล้วฉันกำลังฝันอยู่”
“ฮึบ ตั้งสติหลับตาทำจิตใจให้ผ่อนคลายลืมตาขึ้นมาอีกครั้งฉันก็จะตื่นจากความฝันนี้ โอม”
นางสูดหายใจเข้าปอดเลียนแบบเสียงพูดยานคางเหมือนกับพวกนักบวชทรงศีล ตอนที่กำลังปลอบใจคนตื่นตระหนกให้คลายจากความวิตกกังวลนางหลับตาลงแล้วสักพักก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น
“ปั้ดโธ่โว้ย ฮะฮะฮะ ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆบัดซบเอ๊ยที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย ฮือๆ “ ความจริงตรงหน้าทำให้นางอยากจะคลุ้มคลั่งเมื่อรู้ว่าตัวเองทะลุมิติมาแล้วเป็แน่แท้
“แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดี ฉันมาที่นี่ได้ยังไงแล้วฉันเป็ใคร แล้วที่นี่คือที่ไหน...แต่เอ๊ะ!เดี๋ยวก่อน” นางร้องคร่ำครวญถึงเื่ราวแปลกประหลาดที่กำลังเผชิญอยู่แต่แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ตอนที่นางกำลังวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตออกจากบ้านหลังนั้นเพื่อนบ้านที่เป็หญิงแก่รุ่นป้าสองคนกำลังตากผักอยู่หน้าบ้านของพวกนาง หนึ่งในนั้นะโเรียกชื่อนางว่า
หลินอีอี!
“อย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายของตัวเอง” นางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เมื่อคิดถึงความเป็ไปได้ถึงสถานที่ที่ตัวนางหลุดเข้ามา
“นิยายเื่อื่นมีเยอะแยะ ทำไมไม่เข้าไปอยู่ในนั้นบ้างท่านอ๋องฮองเฮาฉันก็เขียนตั้งหลายเื่ทำไมถึงส่งฉันมาอยู่ในนิยายโป๊! โธ่์ท่านกำลังลงโทษลูกอยู่ใช่ไหมเ้าคะ ลูกก็แค่อยากหาเงินมาจ่ายหนี้แค่นั้นเอง ฮือๆ”
อ้อจริงสิลืมไปเลยว่านิยายที่นางเขียนไม่มีเื่ไหนที่ดังสักเื่ยกเว้นนิยายเื่นี้ที่พอมีเรทติ้งสูงเอาไว้เป็หน้าเป็ตาอวดคุยชาวบ้านกับเขาได้บ้าง
นางจึงถูก์ลงโทษดูดให้ิญญาของนางทะลุมิติมาเป็นางเอกนิยายเื่นี้นิยายติดเรทที่นางเขียนขึ้นมาด้วยสมองและนิ้วมือของนางเอง
นางนั่งคร่ำครวญอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พักหนึ่งถึงจินตนาการอันบรรเจิดที่นางยัดใส่ลงไปในนิยายจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่นางก็หยุดฟุ้งซ่านนี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งคร่ำครวญถึงความโชคร้ายของตัวเองหากแต่เื่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ต่างหาก คือความซวยอย่างแท้จริง
“ถ้าจำไม่ผิดฉันต้องถูกอาเขยจอมชั่วแบกร่างมาทิ้งไว้ตรงชายป่าแถวนี้ไม่ใช่เหรอแล้วพอหลังจากที่ฉันฟื้นขึ้นมาฉันก็จะต้องเจอกับ...”
ตวนอ๋อง!
ใช่แล้วท่านอ๋องอำมหิตบุรุษเืเย็นที่เห็นหลินอีอีเป็แค่ตุ๊กตายาง ในนิยายที่นางเขียนเื่ชั่วช้าที่เกิดขึ้นกับหลินอีอีเริ่มต้นเมื่อนางมีอายุครบ18ปีบริบูรณ์ กำลังอยู่ในวัยสาวสะพรั่งสองวันหลังจากผ่านพ้นวันเกิดของหลินอีอี บิดาผู้หูเบาที่หลงเชื่อคำยุยงของเมียน้อยก็ส่งจดหมายมาบอกให้รับตัวนางกลับไปแต่งงานที่เมืองหลวง
อาเขยของหลินอีอีมีชื่อว่าต่งเสียนเสียดายที่นางจะต้องไปแต่งงานเป็ภรรยาของผู้อื่นหมอนั่นจึงฉวยโอกาสตอนที่ภรรยาไปทำธุระนอกบ้าน ย่องเข้าหาหลินอีอีหมายจะข่มเหงนาง
ในเื่นางเขียนให้หลินอีอีถูกผู้ชายคนแรกที่เป็ญาติสนิทข่มขืนหลินอีอีดิ้นรนต่อสู้ต่งเสียนจึงพลั้งมือทำให้นางสลบไปเขากลัวความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นจึงแอบนำร่างของหลินอีอีไปทิ้งที่ชายป่าห่างจากหมู่บ้านชายแดนเมืองผิงอันไปไม่ไกลนักเมื่อหลินอีอีฟื้นขึ้นมานางก็ต้องพบกับกองทัพของตวนอ๋องราชนิกุลของแคว้นต้าเอี้ยนที่แอบนำกำลังทหารบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของแคว้นตงจิ้น
“ไม่ได้การละ ฉันยอมตายดีกว่าต้องตกเป็เชลยของผู้ชายเลวคนนั้นรออะไรเล่าหลินอีอี นางต้องหนีแล้ว”
เมื่อตั้งสติได้แล้วรู้ว่าอะไรเป็อะไรหลินอีอีก็ไม่รอช้า รีบลุกขึ้นยกชายกระโปรงยาวรุ่มร่ามถลกขึ้นผูกกับเอวแล้วก็หมุนตัวหายเข้าไปในป่าหลังต้นไม้ใหญ่ทันที
ทางรอดของนางคือป่าผืนนั้น
ถ้านางจำไม่ผิดฉากต่อไปในนิยายเฮงซวยเื่นั้นตวนอ๋องต้องพาทหารบุกรุกเข้ามายังชายแดนจุดประสงค์ก็คือ้าเข้ามาปล้นเสบียงในหมู่บ้านของชาวตงจิ้นแล้วก็ตามหาตัวใครบางคนที่เป็ศัตรูคู่อาฆาตตลอดกาลของแคว้นต้าเอี้ยน
หลินอีอีฟื้นขึ้นมาตอนนั้นแล้วนางก็ตกเป็เชลยของตวนอ๋องถูกบุรุษบ้ากามต่ำช้าพาไปกักขังไว้ในค่ายทหารที่ตรงชายแดนของแคว้นต้าเอี้ยนซึ่งอยู่ห่างจากเมืองผิงอันไป80ลี้ ชะตากรรมเลวร้ายของหลินอีอีเริ่มต้นที่นั่นในค่ายทหารของตวนอ๋องแต่ว่าตอนที่นางทะลุมิติเข้ามายังไม่ทันถูกต่งเสียนข่มขืนนางก็ตีหัวหมอนั่นจนเือาบ
นี่ไม่ได้มีบทอยู่ในนิยายฉากเรทของนิยายตอนแรกที่นางเขียนให้แฟนนิยายอ่านก็คือบทสังวาสที่หลินอีอีถูกต่งเสียนข่มขืนแต่เื่ดันกลายเป็ว่านางพลั้งมือฆ่าต่งเสียนตายเสียได้ เช่นนั้นถ้านางไม่ยืนซื่อบื้ออยู่ตรงนี้ นางก็จะไม่ถูกตวนอ๋องจับไปแน่ แล้วจะรออะไรอีก ก็หนีสิยะหลินอีอี!ทางรอดของนางอยู่ในป่าทึบตรงนั้น
ยามนี้แผ่นดินล้วนเต็มไปด้วยศึกามีแคว้นแตกออกเป็แคว้นเล็กใหญ่มากมายรวมถึงอีกหลายชนเผ่าที่มีอำนาจเข้มแข็ง หลายแคว้นกำลังรบพุ่งกันแย่งชิงความเป็ใหญ่ทำให้พวกผู้ชายต้องออกมาทำศึกา และสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับทหารที่ต้องจับอาวุธออกรบทัพจับศึกเป็เวลานานก็คือเสบียงอาหาร และ 'ผู้หญิง'
หลินอีอีคนเดิมต้องถูกตวนอ๋องพาตัวไปตอนนี้แต่ว่าหลินอีอีคนใหม่ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอโง่เขลาเหมือนกับในนิยายนางใช้สองมือแหวกพงหญ้าผลุบหายเข้าไปในป่าไม่ยอมอยู่ริมถนนให้อ๋องโรคจิตจับตัวไปปู้ยี่ปู้ยำเป็แน่
หลินอีอีคิดว่าตัวเองฉลาดที่หนีเข้าป่าแต่นางไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดเลยว่า ตนเองได้ตกเป็เป้าสายตาของใครบางคนตั้งนานแล้ว
ต้นไม้ใหญ่ที่นางนั่งพักมีพุ่มใบดกหนาแน่นขนัดตา้าของต้นไม้มีดวงตาแวววาวคล้ายกับเสือดาวกำลังจับจ้องเหยื่อจดจ้องมองนางอยู่นานแล้ว
เมื่อร่างงามของหลินอีอีผลุบหายเข้าไปในดงไม้เสือดาวตัวนั้นก็ขยับตัว ปีนต้นไม้ลงมาด้วยความแคล่วคล่องว่องไว แล้วก็ผลุบหายเข้าไปในป่าตามหลังหลินอีอีไปอย่างเงียบเชียบราวกับนายพรานที่ชำนาญป่าเป็ที่สุด