ในห้องพักชั้นบนของโรงเตี๊ยม บรรยากาศเงียบงัน แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น บุรุษผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่ริมโต๊ะ เขาสวมชุดผ้าสีเทาเรียบ ไม่หรูหรา แต่สะอาดและพอดีตัว ปลายแขนเสื้อยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลจาง ๆ ที่ข้อมือ เหมือนเคยถูกพันธนาการหรือถูกพิษกัดกิน ใบหน้าคมสัน เงียบขรึม ดวงตาลึกล้ำดั่งหุบเหว แม้จะดูเหมือนเพียงชายบ้านนอกคนหนึ่ง... แต่เพียงแค่สบตา ก็ััได้ทันที ว่าบุรุษผู้นี่ไม่ใช่คนธรรมดา
เขาคือ หลี่อวี้เสวียนอดีตแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ ผู้เคยบัญชาทัพนับหมื่น แต่วันนี้กลับกลายเป็เพียงบุรุษที่ต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ ที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านตงอวี้ เพราะคำว่า "ฏ" ที่ราชสำนักประทับให้ กับพิษร้ายที่กัดกินร่างเขาทุกเดือน...เขาจึงต้องซ่อนตัวอย่างเงียบงัน
เมื่อประตูห้องแง้มเปิดออก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็วชายผู้นี้เป็คนสนิทเก่าแก่ หนึ่งในไม่กี่คนที่ยังภักดีต่อเขาอยู่
“นายท่าน... ข้าตรวจสอบแล้ว หลักฐานยังอยู่ดี” เฉินหลัวหานวางห่อผ้าขนาดเล็กลงบนโต๊ะ
หลี่อวี้เสวียนเพียงเหลือบตามองไม่เอ่ยสิ่งใด มือเรียวขยับคลี่ผ้าออกช้า ๆ เผยให้เห็น แผ่นไม้บางสีเข้ม หนึ่งแผ่นและ ผ้าแพรที่แห้งกรังไปด้วยคราบเืสีดำคล้ำ อีกชิ้น
แผ่นไม้นั้นถูกสลักอักษรลับของราชสำนักบันทึกรหัสคำสั่งลับระดับ "เฉินเซวียน" ซึ่งมีสิทธิ์ออกได้เพียงไม่กี่คนในแผ่นดิน
บางส่วนเริ่มลบเลือนไปจากการถูกน้ำ แต่เนื้อความสำคัญยังอยู่ครบ คำสั่งลอบสังหารที่ออกจากภายในหวังหลวง... ในนามของคนผู้นั้น
ส่วนผ้าแพรเปื้อนเืนั้นเป็ของคนรับใช้ที่จงรักภักดีในจวนแม่ทัพที่ฝ่ากองเพลิงออกมามอบหลักฐานได้เพียงชั่วครู่ ก่อนสิ้นใจลงในอ้อมแขนของเฉินหลัวหาน คราบเืที่ติดอยู่บนผ้ายังแฝงกลิ่นสมุนไพรและพิษเย็น เป็ร่องรอยสำคัญที่ชี้ได้ว่า จวนแม่ทัพไม่ได้ถูกฆ่าตายด้วยดาบ... แต่ถูกฆ่าตายด้วยพิษเฉพาะทางที่ มีเพียงบุคคลในราชวงศ์เท่านั้น ที่จะเข้าถึงได้
หลี่อวี้เสวียนมองหลักฐานทั้งสองชิ้นเงียบ ๆ ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ที่ขอบแผ่นไม้ ราวกับ้าจำัันี้ไว้ให้ฝังลึกในกระดูก
“...เ้าทำได้ดี หลัวหาน” เสียงของเขาเย็นเฉียบ ไม่ใช่เพราะโกรธ...แต่เป็เพราะเปลวเพลิงแห่งความแค้นในอกของเขา ยังร้อนเกินกว่าจะดับด้วยคำพูดใด
“คนที่ฆ่าทั้งจวน... ยังลอยหน้าอยู่ในวังหลวง สักวันข้าผู้นี้จะกระชากมันออกจากบัลลังก์ให้ได้” เสียงเขาเรียบ เย็น และมั่นคง
“แล้วนายท่านจะรอถึงเมื่อใด?” คนสนิทถามเบา ๆ หลี่อวี้เสวียนยกน้ำชาขึ้นจิบช้า ๆ
ละอองไอร้อนลอยขึ้นบังดวงตาเยียบเย็นชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงแ่
“จนกว่าพิษร้ายในกายข้าจะถูกถอนจนหมด... และกระดูกของข้าแข็งแรงพอจะฟาดกระบี่ใส่มันด้วยมือของตัวเอง”
เขาวางถ้วยลงช้า ๆ นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็จังหวะเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แล้วท่านหมออวี๋ล่ะ... จะมาถึงเมื่อใด?”
เฉินหลัวหานลังเลเล็กน้อย ก่อนตอบเบา ๆ
“ข้าได้รับข่าวว่า ตอนนี้ท่านหมออวี๋แก่ชราแล้ว เดินทางลำบาก จึงให้หลานสาวของท่านมาแทน แม่นางอวี๋เป็ผู้เดียวที่ท่านหมออวี๋ไว้ใจให้ดูแลพิษนี้แทนได้”
หลี่อวี้เสวียนขมวดคิ้ว “ข้าออกจากบ้านมานานเกินไปแล้ว... หากลูก ๆ ข้าสงสัยขึ้นมา จะยิ่งยุ่งยาก”
เสียงของหลี่อวี้เสวียนเย็นต่ำ แต่ในแววตากลับฉายแววร้อนราวเพลิงที่กำลังสุมในอก
“หากรอนานกว่านี้ พิษในกายข้า... อาจกำเริบอีกครั้ง”
เฉินหลัวหานนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะหลุบตาลง ยกมือประสานแล้วเอ่ยเสียงเบา
“นายท่านใจเย็นเถิด แม่นางอวี๋ใกล้มาถึงแล้ว นางเร่งมาจากเมืองหลวงโดยไม่พักกลางทางเลย”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างหนักแน่น
“และอีกอย่าง...พิษนี้ร้ายแรงยิ่งนัก ท่านหมออวี๋บอกว่าไม่อาจถอนได้ ได้เพียงกดข่มไว้เท่านั้น เว้นเสียแต่ว่า...จะได้พบ ‘หมอเทวดา’ ที่มีพลังปราณจุติขั้นสูงขึ้นไป ไม่เช่นนั้น โอกาสถอนพิษโดยสมบูรณ์... ก็แทบเป็ศูนย์”
หลี่อวี้เสวียนกำหมัดแน่น ปลายนิ้วซีดขาวจนเห็นเส้นเืพาดชัด มือเขาสั่นแ่จากแรงอารมณ์ที่กดไว้แน่น
“เ้าช่วยส่งคนออกตามหาหมอผู้นั้นอีกครั้ง... ไม่ว่าต้องใช้เงินเท่าใด ข้าก็ยินดีจ่าย”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนลั่นสาบาน
“ข้า... ไม่อาจรอนานกว่านี้ได้ ข้ายังต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อแก้แค้นให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และชำระบัญชีเืของตระกูลให้หมดจด... ไม่ให้เหลือซาก”
เฉินหลัวหานคุกเข่าลงทันที “รับทราบ นายท่าน ข้าจะส่งคนของเราออกตามหา ‘หมอเทวดา’ ทั่วทุกแคว้น
แม้ต้องพลิกแผ่นดิน... ข้าก็จะหาให้พบให้ได้” ไม่ทันที่คำพูดจะจบลง...ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก
หลี่อวี้เสวียนหรี่ตาลง เฉินหลัวหานรีบลุกไปเปิดบานประตูไม้ ร่างของหญิงสาวในชุดผ้าเรียบแต่สะอาดสะอ้านยืนอยู่หน้าห้อง
ดวงหน้าเรียว ใต้ดวงตาใสเฉียบซ่อนความแน่วแน่ไม่แพ้ชายใด
“ข้าคือ อวี๋ชิงเหวิน หลานสาวของหมออวี๋เฉียน ข้ามาตามคำสั่งท่านปู่... เพื่อช่วยท่านแม่ทัพกดพิษในกาย”
เสียงของนาง นุ่มนวลแต่ไม่อ่อนแอ ดวงตาคู่นั้นแม้จะเรียบเฉยในทีแรก แต่เมื่อสบตากับหลี่อวี้เสวียนกลับไหววูบคล้ายคลื่นบางเบาที่กระเพื่อมในทะเลใจโดยเ้าตัวไม่รู้ตัว
หลี่อวี้เสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเชิญนางเข้ามาในห้อง เฉินหลัวหานปิดประตูตามหลังไว้เงียบ ๆ
อวี๋ชิงเหวินไม่พูดพร่ำ เธอเปิดกล่องยา หยิบเข็มเงิน เครื่องมือปราณ และโอสถออกมาวางอย่างเป็ระเบียบ ท่วงท่าของนางสง่างามดุจเทพธิดา นางนั่งลงข้างกายเขา ชุดสีอ่อนปลิวไหวจากแรงลม เผยเงาร่างหญิงสาวที่สวยราวเทพธิดา ชวนให้สายตาของหลี่อวี้เสวียนเผลอไผลไปชั่วขณะ
มือเรียวของนางเคลื่อนไปแตะที่ชีพจรของหลี่อวี้เสวียนโดยไม่ลังเล แต่เพียงััแรก หัวใจนางกลับเต้นสะท้านเบา ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ความรู้สึกร้อนซ่านแปลกประหลาดแล่นปราดจากปลายนิ้วไปทั่วร่าง ก่อนที่ปลายนิ้วเรียวนั้นจะจรดลงเหนือจุดชีพจรหนึ่ง...สอง...สามอย่างแ่เบา คล้ายการลูบไล้ยั่วยวน หาใช่เพียงเพื่อรักษาแต่เพียงอย่างเดียว ััที่เนิ่นนานกว่าปกติ ราวกับจงใจสร้างความปั่นป่วนให้แม่ทัพหนุ่มผู้เ็า
“ชีพจรอ่อน... แต่ปราณยังไม่ถดถอยไปมากกว่านี้ ถือว่ายังรักษาทัน”
เสียงของอวี๋ชิงเหวินแ่เบา ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบข้างหู สายตานางจับจ้องแม่ทัพหนุ่มแน่นิ่งราวกับไม่อาจละไปได้ ดวงตาคู่งามฉายแววลึกล้ำเกินหยั่งถึง ราวกับกำลังสำรวจลึกเข้าไปในจิติญญาของเขา ไม่ใช่เพียงตรวจอาการป่วย
มือเรียวของนางจรดปลายนิ้วลงตามจุดชีพจรทั้งสามแห่งอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยพลังปราณหยินแ่บางเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจร พลังนั้นเย็นวาบ ราวกับน้ำแข็งจากยอดเขาที่ไหลซึมเข้ามาในร่างกายที่ร้อนระอุของเขา มันเป็ความเย็นที่วาบ
หลี่อวี้เสวียนกัดฟันแน่น ดวงตาเข้มคู่นั้นหลุบต่ำ สะท้อนความขัดแย้งที่คุกรุ่นในใจ ‘เหตุใด...สตรีนางนี้จึงยั่วยวนข้าอย่างจงใจเช่นนี้?’ เขาก่นด่าอยู่ในใจ ข่มกลั้นอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนไม่ใช่เพราะพิษ แต่เพราะััที่ราวกับดูยั่วยวน ตอนที่เขารักษากับท่านหมอผู้เฒ่า ปู่ของนาง ไม่เคยมีแม้เศษเสี้ยวของความรู้สึกเช่นนี้...ไม่มีเลย
ยิ่งนางไล้นิ้ววนคลึงไปตามจุดชีพจรมากเท่าไหร่ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น หลี่อวี้เสวียนกัดฟันแน่น พยายามสงบจิตใจไม่ให้ว่อกแว่กไปกับััอันยั่วยวนนั้น เขามีลูกและภรรยาแล้วยิ่งไม่คิดจะสนใจหญิงอื่นแม้ว่าว่าภรรยาผู้นั้นเขาจะไม่รักก็ตาม
เวลาผ่านไปทีละชั่วลมหายใจ หยาดเหงื่อเริ่มผุดบนหน้าผากหญิงสาว ริมฝีปากเริ่มซีดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเชี่ยวชาญ
“อย่าขยับ... ข้ายังต้องปิดจุดปราณสุดท้าย” เสียงของนางอ่อนแรงลงเล็กน้อย แม้หลี่อวี้เสวียนจะไม่ชอบการถูกััร่างกายก็เขาก็เชื่อฟังหมอสาวตรงหน้าอย่างไม่มีทางเลือก เขามองริมฝีปากบางที่กำลังซีดลง และใบหน้าที่เริ่มมีหยาดเหงื่อผุดพราย แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องมองเขาไม่กะพริบ ราวกับจะถ่ายทอดพลังทั้งหมดที่มีเข้าไปสู่เขา
จนกระทั่ง... ฟู่...เสียงถอนลมหายใจแ่เบาดังขึ้นจากริมฝีปากอิ่มของหมออวี๋ พร้อมกับพลังปราณที่กระหน่ำเข้ามาในร่างเป็ระลอกสุดท้าย พิษในกายของหลี่อวี้เสวียนค่อย ๆ สงบลง พลังปราณที่กระจัดกระจายกลับเข้าสู่สมดุล ความรู้สึกปลอดโปร่งเข้าแทนที่ แต่กลับทิ้งความรู้สึกอ้างว้างเล็กน้อยเมื่อััจากปลายนิ้วเรียวนั้นผละจากไป
อวี๋ชิงเหวินทรุดตัวลงเล็กน้อย หอบหายใจ นางยกผ้าผืนเล็กเช็ดหน้าผากตนเอง
“เรียบร้อยแล้ว... เดือนนี้ ท่านจะไม่ถูกพิษกัดกินอีก”
หลี่อวี้เสวียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนหยิบถุงเงินขนาดพอดีวางไว้บนโต๊ะ
“ค่าตอบแทน” คำพูดสั้นห้วน แววตาเย็นเฉียบที่จ้องนางไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความอ่อนโยน
อวี๋ชิงเหวินลุกขึ้นยืน แสร้งโงนเงนเล็กน้อย เธอรออยู่ครู่หนึ่ง...แต่ชายตรงหน้ายังคงยืนนิ่ง ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย นางได้แต่กัดฟัน ฝืนยืนหยัดด้วยตนเอง
หลี่อวี้เสวียนไม่กล่าวคำใดเพิ่มเติม เพียงเดินนำไปเปิดประตูหน้าห้องพิเศษของเขาอย่างมีมารยาท
เมื่อเดินมาถึงระเบียงทางเดินชั้นสองของโรงเตี๊ยม อวี๋ชิงเหวินหยุดฝีเท้า หันมามองเขาอย่างเงียบงัน รอยยิ้มที่มุมปากของนาง ไม่ได้อ่อนหวานเท่าเมื่อครู่มันมีอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น
นางเอียงคอน้อย ๆ ปล่อยเส้นผมยาวสีดำปลิวอยู่บนบ่าขาวเนียนดวงตาคู่นั้นวาวระยับ มองเขาราวกับซ่อนไฟไว้ในแววตา
“แม่ทัพหลี่...ท่านจะไม่ถามเลยหรือ ว่าข้าใช้พลังไปมากแค่ไหน?”
เสียงของนางต่ำลงกว่าปกติ เลือกใช้จังหวะเนิบนาบ เย้ายวนอย่างจงใจ ฝ่ามือเรียวไล้ผ่านแขนตนเองช้า ๆ คล้ายจะบอกใบ้ถึงความเหนื่อยล้าที่อยากให้ใครบางคน ‘รับรู้’
“หรือว่าท่าน...จะใจแข็งเกินไปหน่อย?”
คำพูดนั้นแฝงรอยหยอกเย้า แต่สายตาของนางจับจ้องเขาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีความกลัว ไม่มีการถอยนางรู้ว่าตนเองงาม และรู้ว่าจะใช้ความงามนั้นอย่างไร
แต่…หลี่อวี้เสวียนยังคงยืนนิ่งใบหน้าคมคายของเขายังคงไร้ความรู้สึก แววตานิ่งเฉียบราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่นางเอ่ย ไม่แม้แต่จะหันมามองเต็มตา
“เื่ที่ไม่จำเป็…ข้าย่อมไม่ถาม”
อวี๋ชิงเหวินได้ยินที่แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถึงกับกัดฟันแน่น ความอดทนเริ่มปริร้าว ก่อนจะยิ้มบางแล้วเอ่ย
“ข้าหวังว่าการรักษารอบหน้า...ท่านจะใจอ่อนให้ข้าบ้าง”
ทว่ายังไม่ทันที่ความเงียบจะลากยาว เสียงฝีเท้าสามเสียงก็ดังขึ้นเบา ๆ บนบันไดไม้
ตึก...ตึก...ตึก...
ไป๋เหยียนอวี่... ก้าวขึ้นมาพร้อมลูกทั้งสองคนมือหนึ่งจูงเซียนเซียน อีกมือประคองถุงขนมที่ซื้อมา หลี่เซ่าหยางเดินเงียบ ๆ ข้างมารดา สายตาเฉียบคมเกินวัย
และภาพที่ปรากฏตรงหน้า คือสามีผู้ที่ไม่เคยแลตามองนางแม้ยามอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกำลังอยู่เคียงข้างหญิงสาวหน้าตางดงามในชุดเรียบง่ายแต่ดูดี ใบหน้านางซีดเซียว เหงื่อยังผุดอยู่บนขมับ ดูท่าทางอ่อนแรงเหมือนไปทำอะไรมา
ใจของไป๋เหยียนอวี่คล้ายชะงักชั่วครู่ เธอหยุดยืนเงียบ มือที่จูงลูกแน่นขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้จะไม่พูดอะไร แต่แววตาที่เคยมองเขาอย่างว่างเปล่า... กลับเย็นลงอย่างไม่อาจซ่อน โชคดีที่เด็กหญิงตัวน้อยยังมัวแต่จับขนมเข้าปาก ไม่ทันสังเกตความอึดอัดที่ซ่อนอยู่ในอากาศ
หลี่เซ่าหยางที่เดินตามมาก็หยุดฝีเท้าลง ดวงตาเล็กของเขามองผู้เป็พ่อแล้วเลื่อนไปยังหญิงสาวข้างกายที่ดูอ่อนแรง ก่อนจะตวัดกลับมามองท่านแม่ของตน แล้วเอ่ยเบา ๆ
“ท่านแม่... เราไปกินที่อื่นกันไหมขอรับ?”
เสียงนั้นไม่ได้ดัง... แต่มันพอจะทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ปลายระเบียงหันมามอง
หลี่อวี้เสวียนชะงัก เหลือบตาขึ้น สบตากับไป๋เหยียนอวี่ตรง ๆ ไม่มีคำพูด ไม่มีคำอธิบาย มีเพียงสายตา... ที่ไม่ทันได้ส่งความหมายใด นางก็เบือนหน้าหนีอย่างเรียบเฉย
“ไปเถอะ” นางเอ่ยเบา ๆ กับลูก ก่อนจูงมือพวกเขาหันหลังกลับลงบันได โดยไม่เหลียวกลับมาอีกแม้แต่นิดเดียว

ตอนนี้ไรท์ส่งนิยายไปแล้วนะคะรอทาง Mebพิจารณา อยู่อาจวางขายภายใน 1-2 วันนี้ค่ะ
E-book มี 64 ตอน 593 หน้า 127,703 คำ ไรท์ฝาก E-book ไว้ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
EP นี้มีชื่อว่า “หมออ่อย แม่ทัพนิ่ง แต่ดันซวยเพราะลูกเมียเรามาเห็น”
หมออวี๋: "ข้าจะรักษาแม่ทัพ...ด้วยหัวใจและปลายนิ้วที่อ่อนโยน"
(จริง ๆ คืออ่อยหนักมาก ลูบข้อมือวนสามรอบ ก้มเงย เอียงคอ ท่าเยอะไม่แพ้เวทีมิสยู)
ส่วนอีพี่ก็คิดในใน "นี่ข้ามารักษาพิษ...ไม่ใช่ติดกับดักพิษราคะนะ"
รักษาเสร็จ ยังไม่ทันปิดฝาโอ่ง อีพี่ก็จะรีบไล่หมอกลับแล้ว
แต่กรรมตามทันไวกว่าจรวด เจอเมียจูงลูกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
เห็นเต็มตาจังหวะยัยหมอกำลังหอบ เหงื่อแตก พลิ้วผม ตาเยิ้มใส่พี่หลี่
น้องหยางพูดเสียงเบาแต่ทิ่มใจ "แม่...เราลงไปกินร้านอื่นเถอะครับ"
(โอ้ยยย เด็กมันรู้ เด็กมันเห็น) จังหวะนี้ขนาดพิษยังกลัวจะเข้าไปรบกวนบรรยากาศ
อีพี่...ก็โดนจังหวะนรกมาก 555 ยังไม่ทันได้พูดสักคำ เมียก็หันหลังพาลูกลงบันไดไปเรียบร้อยแล้วจ้า มาลุ้นกันว่ายัยน้องจะจัดการสามีคนนี้ยังไงดี