ร้านพฤกษา์จะเปิดขายครั้งแรกในต้นยามเฉิน เพราะมีเวลาไม่มากทุกคนจึงได้เดินทางมาที่เหลาอาหารเพื่อช่วยกันเตรียมวัตถุดิบั้แ่ยามอิ๋น ซึ่งผู้ที่สามารถเริ่มทำงานในวันนี้จะมีเพียงสิบห้าคน แบ่งเป็แม่ครัวทำอาหารหกคน พนักงานที่คอยเสิร์ฟอาหารหกคน และพนักงานต้อนรับอีกสองคน โดยที่มีเนี่ยลู่ซือเป็ผู้ดูแลบัญชี ส่วนอีกหกคนที่เหลือที่ยังไม่พร้อมเริ่มงานในวันนี้ หลังจากที่ได้โอสถฟื้นฟู และได้ทานอาหารพลังปราณจากลู่ซือไป คาดว่าพรุ่งนี้จะสามารถเริ่มทำงานเบา ๆ ได้กันแล้ว
เพราะเป็การเปิดร้านวันแรกเมนูอาหารจึงมีไม่มากเท่าที่ควร แต่สำหรับเหลาอาหารแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้ย่อมเป็น้ำชาที่ได้จากชาชั้นเลิศ ว่ากันว่าหากเหลาอาหารใดมีชาชั้นเลิศ ถือเป็การเพิ่มพูนระดับของเหลาอาหารแห่งนั้น และเพราะเหตุนี้เนี่ยลู่ซือจึงได้นำชานา ๆ ชนิดที่ตนเคยได้รับมาในชีวิตก่อน ออกมาให้เหล่าลูกค้าได้ลิ้มลอง แม้ว่าชาแต่ละชนิดจะเป็ชาชั้นเลิศที่แม้จะเป็เมื่อหนึ่งพันปีก่อน ราคาต่อชั่งก็สูงถึงหนึ่งตำลึงทองเข้าไปแล้ว
หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยของร้าน และอาหารต่าง ๆ จนเรียบร้อยดีแล้ว พวกเขายังมีเวลาเหลืออีกเกือบสองเค่อก่อนที่จะถึงเวลาเปิดร้าน เดิมทีแล้วเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดนี้ควรเป็เวลาที่พวกเขาจะได้พักผ่อน แต่เพราะเสียงของผู้คนมากมายที่อยู่บริเวณหน้าร้านทำให้เนี่ยลู่ซือต้องเปิดประตูออกไปก่อนเวลา
ทันทีที่ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของนางกลับกลายเป็ภาพของผู้คนมากมายที่ยืนกันอย่างแน่นขนัด และในทันทีที่ประตูได้เปิดออก พวกเขาก็แทบจะพุ่งตรงเข้ามาในร้านแทบจะทันที หากไม่ใช่เพราะน้ำเสียงที่กล่าวอย่างหนักแน่นของเนี่ยลู่ซือ
"ทุกท่านโปรดอยู่ในความสงบ ร้านของเรามีกำหนดเปิดในอีกหนึ่งเค่อข้างหน้า อีกทั้งร้านของเราเป็เพียงร้านขนาดกลาง ไม่สามารถรองรับพวกท่านทั้งหมดในคราเดียวได้ "
"แล้วเช่นนี้จะทำเช่นไร ข้ามายืนรอมาครึ่งชั่วยามแล้ว"
"ข้ามารอเกือบสองชั่วยามยังไม่ปริปากบ่น หากไม่พอใจก็กลับไปเลยสิ"
ผู้คนมากมายต่างโต้เถียงกันทันทีที่นางกล่าวจบ ทุกคนต่าง้าลิ้มลองอาหารรสเลิศกันทั้งสิ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่เอาความ้าของตนเป็ใหญ่จนไม่สนใจสิ่งใด
"อาเฉิง ไปนำป้ายลำดับให้พี่หน่อย"
"ขอรับท่านพี่"
หลังจากที่หายเข้าไปในร้านได้ไม่นาน เนี่ยเฉิงก็กลับมาพร้อมกับกล่องไม้กล่องหนึ่ง ที่ภายในบรรจุแผ่นไม้ไว้กว่าห้าสิบแผ่น อีกทั้งแต่ละแผ่นยังมีหมายเลยกำกับไว้อย่างชัดเจน
"สิ่งนี้คือป้ายลำดับ ไว้ใช้ในการจัดลำดับของผู้ที่จะเข้าไปทานอาหารในร้าน ร้านของเรามีโต๊ะเพียงสิบโต๊ะ หรือเพียงพอต่อคนสี่สิบคนต่อรอบเท่านั้น หากไม่ทันในรอบแรก ท่านจะต้องรอในรอบถัดไป "
"แม่หนูหากป้า้าซื้อกลับไปทานล่ะจ๊ะ"
"เื่นั้นสามารถทำได้เ้าค่ะ เมื่อถึงลำดับของท่าน เพียงเเจ้งพนักงานว่า้านำกลับไปทานที่บ้าน พวกเขาจะห่อใส่กล่องไม้อย่างดีให้ท่านเอง"
"แล้วหากข้ามาทานคนเดียว แล้วมีผู้อื่นมาขอร่วมโต๊ะด้วย จะทำเช่นไร"
"เื่นี้ท่านสามารถตัดสินใจเองได้เลยเ้าค่ะ หรือหากท่านมาไม่ทัน แล้วผู้อื่นที่มาทานมีไม่ครบสี่คน หากเ้าของโต๊ะยินยอมท่านสามารถร่วมโต๊ะกับพวกเขาได้"
คำถามมากมายที่ถูกเอ่ยขึ้นมา ถูกเนี่ยลู่ซืออธิบายออกไปได้อย่างชัดเจน จนทำให้ผู้คนมากมายที่เคยงุนงง บ้างก็ไม่พอใจรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย
"อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเปิดร้านแล้วและถือว่าเป็การขออภัย ข้าน้อยจะให้คนนำน้ำชาชั้นเลิศมาแจกจ่ายให้ทุกท่าน หวังว่าทุกท่านจะให้อภัยในความผิดพลาดครั้งนี้ "
เพราะการแสดงออกอย่างจริงใจ อีกทั้งหลายคนเองก็รู้ดีว่าเ้าของร้านแห่งนี้เป็จอมยุทธ์ที่ซัดบุรุษร่างกายใหญ่โตหลายคนได้ในไม่กี่ลมหายใจ พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้นสง
พิธีเปิดร้านถูกจัดอย่างเรียบง่าย เป็เวลาเดียวกับที่ชารสเลิศถูกแจกจ่ายให้แก่คนที่มาร่วมงาน กลิ่นหอมของใบชา เสียงกล่าวยินดี รอยยิ้มของผู้คน หากมีคนภายนอกมาเห็นคงคิดว่าในเมืองมีการจัดงาสเทศกาลเป็แน่
"เกิดมาข้ายังไม่เคยได้ลิ้มรสชาที่ดีเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ชาที่นำท่จ่กเมืองหลวงที่ราคาต่อชั่งสูงถึงสิบตำลึงทอง ยังไม่ดีเท่านี้"
"ข้าเองก็รู้สึกว่าชานี้มีบางอย่างที่พิเศษ มันเหมือนกับที่ข้ากินอาหารของร้านนี้เมื่อวานไม่มีผิด "
"ร่างกายของข้าดูแข็งแรงขึ้นไม่น้อยเลย ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย"
เสียงกล่าวขอบคุณมากมายดังขึ้นพร้อม ๆ กับชาในจอกที่เริ่มลดลงและในเวลาเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มแรกก็ได้เข้าไปทานอาหารในร้านแล้ว
ห่างออกไปไม่ไกลขบวนสินค้าขนาดใหญ่ก็ได้เดินทานเข้ามาถึงภายในเมือง และเพราะความครึกครื้นนี้จึงทำให้พวกเขาถูกดึงดูดไม่น้อย
"มิใช่ว่าปกติเมืองเหลียนเงียบสงบรึ เหตุใดวันนี้จึงดูคึกคักนัก "
"ข้ามาเมืองนี้หลาบรอบ แต่เพิ่งเห็นว่าในเมืองเป็เช่นนี้ครั้งแรก"
"ให้คนไปสืบดู"
ใช้เวลาไม่นาน สิ่งที่ผู้นำขบวนสินค้าสงสัยก็ได้รับการคลี่คลาย พร้อมกับชากลิ่นหอมหนึ่งจอกที่อยู่ในมือ สีหน้าของเขาปราฏความพึงพอใจกับวิ่งที่อยู่ในมือไม่น้อย
"ออกเดินทางกันต่อ ประเดี๋ยวเ้าเมืองจะรอนาน พวกเรายังมีเื่ให้จัดการอีกมาก หากชักช้าจะมีปัญหาได้ "
ขบวนสิ้นค้าค่อย ๆ เลื่อนจากไป เหลือทิ้งเพียงความสงสัยให้แก่สตรีที่อยู่ห่างออกไปนับลี้
'เนี่ยลู่ซือที่อยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งลี้ได้ยินสิ่งที่พวกเขาสนทนากันอย่างชัดเจน นางรับรู้ถึงภัยอันตรายบางอย่างที่กำลังใกล้เข้ามา และมั่นใจด้วยว่าการมาของพวกเขา ต้องเกี่ยวกับสิ่งที่นางััได้อย่างแน่นอน '
ร้านพฤกษา์เปิดในยามเฉินและจะปิดในยามซวีของทุกวัน เพราะต้องใช้วัตถุดิบเป็จำนวนมาก การออกไปซื้อเองจึงเป็งานหนัก นางจึงได้ในร้านต่าง ๆ เข้ามาส่งของในยามอิ๋นของทุกวัน โดยจะเพิ่มให้หนึ่งตำลึงเงินเป็ค่าแรง
เพราะจำเป็ต้องมีคนอยู่ดูแลร้าน นางจึงได้มอบหมายให้ทาสของนาง ที่ในตอนนี้เปลี่ยนมาเป็พนักงานในร้านอยู่เฝ้าที่นี่แทน โดยให้พวกเขาอาศัยอยู่ที่ชั้นสามของร้าน ซึ่งรองจากชั้นสี่ที่เป็ที่อยู่อาศัยของครอบครัวจากหนึ่งชั้น
ทำให้ในเวลานี้นอกจากเนี่ยลู่ซือ เนี่ยเฉิง และแม่นมหลี่ ก็มีทาสอีกหกคนเท่านั้นที่ยังอาศัยอยู่ในจวนสกุลเนี่ย
เมื่อสุริยันลาลับขอบฟ้า จันทราลอยเด่นส่องแสง ถึงเวลาที่ผู้คนมากมายต่างแยกย้ายกันไปนอนหลับพักผ่อน เช่นเดียวกับคนสกุลเนี่ยที่กลับจากการทำงานอย่างหนักที่เหลาอาหาร ก็ได้กลับมาที่จวนเพื่อพักผ่อนเช่นเดียวกัน
เนี่ยลู่ซือที่อาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยได้ขอตัวแยกกลับมาที่เรือนของตน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของนางนั้นคือการสืบข่าวในงานเลี้ยงที่ถูกจับขึ้นที่จวนของท่านเ้าเมือง
จวนเ้าเมืองอยู่ชั้นในสุดของกำแพงเมือง มีพื้นที่ขนาดใญ่อีกทั้งการคุ้มกันยังแ่า การลอบเข้าไปด้านในจึงเป็เื่ที่ยากมาก แต่นั่นก็หมายถึงผู้อื่นเพราะมันใช้ไม่ได้กับนาง
นางในเวลานี้อยู่ในชุดสีดำสนิท ผมยาวถูกมัดรวบเอาไว้ หน้ากากที่ปิดบังใบหน้า ไม่ว่าผู้ใดที่เห็นนางเข้า ย่อมไม่คิดว่าผู้ที่อยู่ใต้หน้ากากนี้เป็เถ้าแก่เนี้ยของเหลาอาหารเป็แน่
ใช้เวลาไม่นานนักนางก็มาถึงกำแพงจวนของท่านเ้าเมืองแล้ว นางใช้วิชาตัวเบาที่ทั้งเงียบและรวดเร็ว ก้าวผ่านต้นไม้น้อยใหญ่จนมาหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่ไม่ไกลจากสถานที่จัดงานมากนัก เสียงที่ดังออกมาจากภายในงานแม้จะดูคล้ายกับงานรื่นเริงทั่งไป แต่บทสนทนากลับตรงข้ามกัน
"พวกเราต้องรีบหยุดมันให้ได้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นสัตว์อสูรนับพันจักต้องบุกโจมตีเข้ามาในเมืองแน่"บุรุษที่สวมอาภรณ์สีฟ้ากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"นายท่าน แต่สัตว์อสูรที่เป็หัวหน้าของพวกมันเป็ถึงสัตว์อสูรขั้นที่ห้านะขอรับ แม้จะมีองครักษ์ทั้งสิบคนของท่านและองครักษ์อีกสองคนของข้า ก็ไม่แน่ว่าจะการมันลงได้ "
"ท่านเ้าเมือง เป้าหมายของพวกเราไม่ใช่การกำจัดพวกมันทั้งหมด แต่มีเพียงตัวหัวหน้าเท่านั้น ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะชนะมันได้"
"เป็จริงอย่างที่นายท่านได้กล่าว ท่านเ้าเมืองแม้พวกเราทั้งสิบคนจะไม่ได้มีพลังมากมาย แต่พวกเราตัดสินใจแล้วว่าจะปกป้องเมืองเหลียนที่งดงามนี้ "
"หากเป็เช่นนั้นจริง การให้ประชาชนอพยพไปที่ปลอดภัยจะไม่เป็การตัดสินใจที่ดีกว่าหรือ"
"ท่านเ้าเมืองไม่ใช่ว่านายท่านของข้าไม่อยากทำเช่นนั้น แต่จะให้นายท่านเอ่ยกับประชาชนในเมืองนี้อย่างไร ว่าเมืองหลวงทอดทิ้งพวกเขาแล้ว"
"นายท่านโปรดอธิบาย "
"เสี่ยวอีไม่ต้อง ข้าจะเหล่าทุกอย่างเอง"
บทสนทนาของกลุ่มคนนับสิบดังขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย หลังจากที่แอบฟังอยู่นานในที่สุดลู่ซือก็เข้าใจเื่ราวทั้งหมดเสียที
การเดินทางของขบวนสินค้านี้เดิมทีเป็เพียงการตบตาคนในเมืองหลวง หรือที่เจาะจงจริง ๆ ก็คือเหล่าขุนนางในเมืองหลวง ผู้ที่ถูกเรียกว่านายท่านนั้นได้กล่าวว่า เมื่อประมาณเกือบหนึ่งเดือนก่อน คนของฮ่องเต้ได้รับรู้ถึงการถึงตัวตนของสัตว์อสูรขั้นห้าตนนี้และคิดที่จะให้จอมยุทธ์ในเมืองหลวงเดินทางมายังเมืองเหลียนเพื่อกำจัด แต่ขุนนางที่มีอำนาจหลายคนคัดค้านเพราะเกรงว่าในระหว่างนี้หากมีสัตว์อสูรระดับสูงตนอื่นเข้ามาโจมตีเมืองหลวง ในขณะที่จอมยุทธ์เหล่านี้มาปราบสัตว์อสูร พวกตนจะตกอยู่ในอันตรายเสียเอง
และเพราะเป็เช่นนั้น ฮ่องเต้ที่ไร้อำนาจจึงไม่อาจขัดต่อสิ่งที่เหล่าขุนนาง้าได้และจำใจทอดทิ้งเมืองเหลียนไปโดยที่ไม่คิดจะทำอะไรเลย
และทันทีที่นายท่านผู้นี้รู้เื่เข้า แม้ตนจะเป็เพียงคหบดีคนหนึ่งไม่ใช่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ก็ได้คิดจะสละตนเองเพื่อปกป้องเมืองแห่งนี้เอาไว้ เขาส่งจดหมายมาให้ท่านเ้าเมืองพร้อมกับเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้ในทันที
แต่สำหรับนางแล้ว นางคิดว่าการตัดสินใจของเขาจะผิดไปเสียหน่อย พวกเขาสามารถอพยพประชาชนไปอยู่ในที่ปลอดภัยขณะที่ตนเองต่อสู้ได้ แต่เพราะกลัวประชาชนสิ้นสัทธาต่อฮ่องเต้ พวกเขาจึงใช้วิธีที่เสี่ยงที่สุด ทั้งต่อตนเองและประชาชน
"ป่าใหญ่ทางทิศเหนือเช่นนั้นหรือ เห็นทีข้าคงต้องไปตรวจสอบเสียหน่อย"
*************