ตอนที่ 10 อุบัติเหตุ (1)
ผ่านไปไม่นาน วันสอบคัดเลือกเข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนก็มาถึง
เช้าตรู่ เยี่ยจวีเฉียวเดินนำเยี่ยเซี่ยงอวี๋และเยี่ยเซี่ยงเจิงไปที่หอบรรพชน ให้พวกเขาคุกเข่าหน้าแนวป้ายสถิติญญาของบรรพบุรุษ กราบไหว้ด้วยใจบริสุทธิ์ จากนั้นขอพรให้บรรพบุรุษคุ้มครอง
เยี่ยสุยติดตามมารดามารอที่ด้านนอกหอบรรพชน เห็นว่าจูซื่อเองก็พาสะใภ้ซุนซื่อกับบรรดาบ่าวรับใช้มาอีกกลุ่มใหญ่ รู้สึกได้ถึงความใหญ่โตไม่น้อย
จะว่าไปแล้ว การมีลูกหลานได้เข้าร่วมการสอบคัดเลือกหน่วยองครักษ์อี๋หลวนถือเป็เื่สำคัญ แต่พฤติกรรมของจูซื่อดูเกินกว่าเหตุไปเสียหน่อย
ทำราวกับเยี่ยเซี่ยงเจิงได้เข้าหน่วยองครักษ์อี๋หลวนแล้วอย่างไรอย่างนั้น...
เยี่ยสุยหลุบตาลงต่ำ ปิดบังความรู้สึกที่ฉายชัดในแววตา มองเผินๆ ดูเป็เด็กดีอ่อนโยนและว่าง่าย ไม่พูดไม่จาและเฝ้าหลบหลังบิดามารดาเท่านั้น
เรือนใหญ่กับเรือนสามแม้จะไม่ลงรอยกัน แต่ก็ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรต่อกัน สะใภ้ทั้งสองคน จูซื่อกับเถาซื่อต่างก็กล่าวทักทายกันตามมารยาท
ทั้งหมดรออยู่ราวครึ่งเค่อ[1] ประตูใหญ่ของหอบรรพชนก็เปิดออก เยี่ยจวีเฉียวและหลานทั้งสองพากันเดินออกมา
เยี่ยจวีเฉียวดูเคร่งเครียด กล่าวกับเยี่ยเซี่ยงอวี๋และเยี่ยเซี่ยงเจิงด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พวกเ้าไปสอบคัดเลือกครั้งนี้ต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่ อย่าให้บรรพชนต้องอับอายขายหน้า!”
กล่าวจบเขายังตั้งใจกวาดตาไปทางเยี่ยเซี่ยงอวี๋แวบหนึ่ง ไม่ทราบว่าเยี่ยจวีเฉียวฝากความหวังไว้ หรือเป็เพราะยังขุ่นใจต่อเื่ก่อนหน้านี้กันแน่
เยี่ยเซี่ยงอวี๋และเยี่ยเซี่ยงเจิงต่างผงกศีรษะรับเพื่อแสดงถึงความตั้งใจจริง พูดทำนองว่าขอให้ท่านปู่วางใจ
สุดท้ายจูซื่อเข้ามาพูดเสริมว่า “อวี๋เกอ เจิงเกอ หากพวกเ้าตั้งใจสอบละก็ บรรพบุรุษจะต้องคุ้มครองพวกเ้าเป็แน่!”
เยี่ยอันซื่อกับเถาซื่อไม่ได้เอ่ยปาก เพียงยิ้มให้กำลังใจเยี่ยเซี่ยงอวี๋เท่านั้น
เยี่ยสุยถอนใจยาว อดเงยหน้าขึ้นดูกลอนคำขวัญคู่ที่ติดไว้หน้าประตูหอบรรพชนไม่ได้ กลอนคำขวัญเขียนด้วยอักษรต้าจ้วนที่ดูหนักแน่นเรียบง่าย ความว่า
‘ตระกูลผู้ทรงเกียรติแห่งซงหยาง จงรักเกียรติศักดิ์แห่งตระกูล’
เมื่อนึกถึงเื่ราวในชาติที่แล้ว เยี่ยสุยกระตุกมุมปากเหยียดหยาม แอบคิดว่า ‘บรรพบุรุษคุ้มครองหรือไม่นางไม่ทราบ แต่คนทำชั่วต้องไม่ได้ตายดีแน่!’
ท่ามกลางสายตาผู้คนในที่นั้น เยี่ยเซี่ยงอวี๋และเยี่ยเซี่ยงเจิงแยกย้ายกันขึ้นรถม้าหน้าหลังสองคัน มุ่งหน้าสู่สนามประลองตงซานอย่างรวดเร็ว
สนามประลองตงซานตั้งอยู่บริเวณชานเมือง เป็สถานที่จัดสอบคัดเลือกในครั้งนี้ เนื่องจากเป็การคัดเลือกองครักษ์รักษาพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์ การคัดเลือกครั้งนี้จึงจัดขึ้นภายในเท่านั้น ต่อให้เป็ครอบครัวของท่านมหาเสนาบดียังได้แต่รอฟังผลอยู่ที่บ้าน
พอเห็นทั้งสองขึ้นรถม้าไปแล้ว จูซื่อก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ท่าทียิ่งดูสงบสำรวมงามสง่ายิ่งนัก
นางเป็ฝ่ายเดินเข้าหาเถาซื่อ ยิ้มพลางกล่าวว่า “น้องสะใภ้สาม ผลการทดสอบคงต้องรอถึงยามเซิน[2] น้องสะใภ้สามมานั่งเล่นที่เรือนหลานถิงกันเถอะ พวกเราพูดคุยกันไปจะได้ไม่เบื่อ เ้าว่าอย่างไรล่ะ”
เถาซื่อได้ฟังจูซื่อพูดเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปชั่วครู่ นางฟังไม่ผิดกระมัง พี่สะใภ้ใหญ่ชวนให้นางไปนั่งเล่นที่เรือนหลานถิงอย่างนั้นหรือ ช่างน่าประหลาดเกินไปแล้ว
ขณะจะตอบปฏิเสธ เถาซื่อรู้สึกว่ามีคนกระตุกชายเสื้อตนเบาๆ ตามด้วยเสียงเล็กๆ ของเยี่ยสุยพูดว่า “ท่านแม่ไปเถอะนะเ้าคะ ข้าไม่ได้พบพวกพี่หญิงเซินมานานแล้ว...”
พี่หญิงเซินหมายถึงเยี่ยเซินลูกสาวคนรองของจูซื่อ เกิดก่อนเยี่ยสุยไม่กี่เดือน พวกนางเข้าเรียนสถานศึกษาสตรีที่จิงจ้าวชั้นเดียวกัน เมื่อก่อนเคยพบกันบ้างเป็ครั้งคราว
แต่เยี่ยสุยกับเยี่ยเซินปกติแล้วแทบไม่ได้ติดต่อกันเลย ยามนี้นางกลับพูดเช่นนี้...
บางทีอาหนิงคงอยากจะหาเพื่อนเล่นวัยเดียวกันกระมัง เช่นนั้นไปเยือนเรือนหลานถิงก็ได้ นางระวังตัวสักหน่อยก็แล้วกัน
คิดได้เช่นนั้น เถาซื่อก็ตอบรับจูซื่อ “เช่นนั้นก็รบกวนพี่สะใภ้ใหญ่แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นจูซื่อก็ยิ้มออกมา “พวกเราสะใภ้บ้านเดียวกันไม่ต้องเกรงใจไป พวกเด็กๆ ล้วนเติบใหญ่กันแล้ว อีกหน่อยพวกเราคงต้องไปมาหาสู่กันให้มากขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้แม้แต่ซุนซื่อเองยังหันไปมองจูซื่อด้วยความประหลาดใจ ปกติมารดาของสามีตนไม่ชอบหน้าคนของเรือนสามเป็ที่สุด ตอนนี้เป็อะไรไปแล้ว
เชิงอรรถ
^ หน่วยเวลาของจีน หนึ่งเค่อประมาณสิบห้านาที ครึ่งเค่อประมาณเจ็ดถึงแปดนาที^ ช่วงเวลา 15.00 – 17.00 น.