ตอนที่ 4 ชะตาอัปมงคลสีดำ คงต้องเหยียบย่ำให้พินาศไปทีละนิด
ความเงียบสงัดราวกับบรรยากาศแห่งความตายปกคลุมทั่วมหาวิหาร
คิดจะมาทำตัวโอ้อวดกับข้าหรือ
เ้ายังคงอ่อนหัดนัก
กู้ฉางเกอไม่เอ่ยวาจาใด เพียงส่ายศีรษะเบาๆ
ร่างในอาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ยืนไขว้มืออยู่เบื้องบน ดวงตาล้ำลึกไร้ความรู้สึก
ราวกับกำลังมองดูมดตัวเล็กที่ดิ้นรนอย่างไร้ค่า
เย่เฉินก้มหมอบอย่างน่าอดสู ใบหน้าขาวซีดเต็มไปด้วยความขมขื่น เหงื่อเย็นท่วมร่างจนไม่อาจเงยศีรษะขึ้นได้
ทุกคนต่างพากันตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า
สำหรับเหล่าผู้คนในสำนักไท่เสวียนที่รู้จักตัวตนของกู้ฉางเกออยู่บ้าง ก็ต่างตกตะลึงในใจยิ่งกว่าผู้ใด
ด้วยอายุที่ยังเยาว์ แทบไม่ต่างจากศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักไท่เสวียน
แต่พลังฝีมือกลับสูงส่งถึงขั้นสามารถเทียบเคียงได้กับบุคคลระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์
“คุณชายกู้ที่ยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ แต่พลังฝีมือกลับลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงได้...”
ในเวลานั้น เ้าสำนักไท่เสวียนก็อดที่จะกล่าวคำชมออกมาไม่ได้
ในขณะเดียวกัน เขาก็เหลือบตามองไปที่ใบหน้าซีดเซียวของบุตรี
พร้อมกับถอนหายใจในใจเงียบๆ
หากรู้ว่าจะเกิดเื่เช่นนี้ เขาก็คงกำจัดเย่เฉินออกจากสำนักเสียั้แ่แรก
จะได้ไม่ต้องมาสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับท่านผู้ยิ่งใหญ่วัยเยาว์ผู้นี้
ในขณะนั้น เขาก็ได้ตัดสินชะตากรรมของเย่เฉินเรียบร้อยแล้ว
“ท่านเ้าสำนักไท่เสวียนกล่าวชมเกินไปแล้ว ความสามารถของข้า...มิได้มีค่าอันใดให้ชื่นชม”
กู้ฉางเกอยิ้มรับด้วยคำพูดที่เปี่ยมด้วยความสงบและเรียบง่าย ราวกับสายลมอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ
ทว่าในน้ำเสียงนั้นก็กลับแฝงไว้ด้วยความห่างเหินที่สูงส่งกว่าผู้คนรอบกาย
เขามิได้ใส่ใจคำพูดนี้เท่าใดนัก
เพราะร่างเดิมของเขาเป็ถึงยอดอัจฉริยะที่มาจากโลกเบื้องล่าง
เป็ที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแดน์
มีพลังฝีมือแกร่งกล้า
มิใช่ผู้ที่ใครจะมาเทียบเคียงได้
การจัดการกับเย่เฉินผู้คิดจะหยิ่งยโสอวดดี
ก็เพียงแค่ทำให้ปรมาจารย์ในแหวนของเขาหวาดกลัว ไม่กล้าเผยพลังออกมาก็เพียงพอแล้ว
หากเป็เช่นนี้ เย่เฉินยังจะหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้ใดได้อีก
กู้ฉางเกอผู้ลงมาจากแดน์ ย่อมมิอาจขาดผู้พิทักษ์อยู่เคียงข้าง
เมื่อครู่นี้เขาได้ส่งสัญญาณลับให้ผู้พิทักษ์ สร้างความกดดันแก่เศษเสี้ยวิญญาที่สิงสถิตอยู่ในแหวนของเย่เฉินจนมิอาจเคลื่อนไหวได้
เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ทุกอย่างดำเนินไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
ต่อไปการกำจัดผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตอย่างเย่เฉิน ก็ง่ายดายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
เย่เฉินในตอนนี้คงตกอยู่ในภวังค์ของความตื่นตระหนกและสับสน
ว่าเหตุใดอาจารย์ที่เคยช่วยเหลือเขามาตลอด กลับเงียบหายไร้การตอบสนองเช่นนี้
แม้ใบหน้าของกู้ฉางเกอจะยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะอย่างสะใจ
“ต้องให้คุณชายกู้ลงมือด้วยตัวเองเช่นนี้ ช่างน่าอับอายเสียจริง”
ฉู่เสวียน เทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียนกล่าวด้วยสีหน้าละอายใจ
ซึ่งใครเห็นต่างก็มองออกว่าฉู่เสวียนผู้นี้คงกลายเป็ผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์ของกู้ฉางเกอในไม่ช้า
และแน่นอนว่า กู้ฉางเกอเองก็ย่อมไม่คิดถือสาอันใด
“คุณชายฉู่เสวียนมิต้องกังวลใจไป เื่ราวทั้งหลายนี้เกิดขึ้นเพราะข้า ก็ควรเป็หน้าที่ของข้าที่จะจัดการด้วยตนเอง” กู้ฉางเกอเอ่ยกล่าวพร้อมแย้มรอยยิ้ม
“คุณชายช่างมีคุณธรรมสูงส่ง ฉู่เสวียนรู้สึกอับอายยิ่งนัก”
ดังเช่นที่กู้ฉางเกอคาดไว้ คำพูดนี้ยิ่งทำให้ฉู่เสวียนเคารพยำเกรงเขามากยิ่งขึ้น
ตั้งใจแน่วแน่ที่จะพึ่งพาขอภักดีกับเขา
คำพูดสวยหรูเช่นนี้ชวนให้ผู้คนรอบกายทอดถอนหายใจ พร้อมมองด้วยความสนใจ
บุรุษผู้นี้ไม่ว่าจะเป็ความสง่างามหรือความสามารถล้วนไม่ธรรมดาเลย
ไม่สิ นี่มันเกินกว่าที่จะใช้คำว่าธรรมดามาบรรยายได้
ควรจะกล่าวว่าเป็บุรุษที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง ยากแท้ที่จะคาดเดา
“คุณชายกู้ช่างมีพลังแข็งแกร่งล้ำเลิศ ดุจดั่งเทพ์ลงมาเยี่ยมชมโลกา แค่เพียงััไอพลังอันเบาบางของท่านก็ทำให้พวกข้าทั้งหลายถึงกับหวาดหวั่นสะท้านไปถึงจิติญญา”
“แต่เดิมข้าคิดว่าสำนักไท่เสวียนที่สืบทอดกันมานับหมื่นปีดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลก็คงจะเป็มหาอำนาจอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้ว แต่หลังจากได้พบเจอท่านในวันนี้ข้าถึงได้ตระหนักว่า ยังมีฟ้าที่สูงกว่า และมีผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่ามากมายนัก...”
บรรดาผู้าุโต่างพากันเอ่ยถ้อยคำสรรเสริญด้วยใบหน้าอันประจบประแจง
ท่าทีที่แปรเปลี่ยนเป็สุนัขรับใช้อย่างไร้ศักดิ์ศรีนี้ ทำให้เหล่าผู้มาเยือนจากตระกูลใหญ่ต่างตกตะลึงไปกับภาพที่เห็น
ความสงสัยอยากรู้ในตัวตนของบุรุษหนุ่มผู้ลึกลับในอาภรณ์ขาวนี้ยิ่งทวีคูณ
การที่สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน หนึ่งในหกสำนักใหญ่แห่งดินแดนตงฮวงแอบแฝงตัวเข้าหาบุรุษหนุ่มลึกลับผู้นี้อย่างเงียบๆ
ช่างเป็สัญญาณที่ไม่สู้ดีสำหรับบรรดากลุ่มอำนาจที่อยู่เื้ัพวกเขานัก
การเป็ตัวร้ายช่างสุขใจเสียจริง
ไปที่ใดก็มีแต่ผู้สรรเสริญเยินยอ
ไม่ต้องลำบากเหมือนพระเอก ที่ไม่ว่าจะก้าวไปที่ใดก็มักจะถูกเย้ยหยันและดูถูก
กู้ฉางเกอครุ่นคิด
ขณะเดียวกันก็สื่อสารกับระบบในใจ
ในฐานะผู้ที่ทะลุมิติมาจะขาดอำนาจพิเศษที่ติดมากับตัวไปได้อย่างไร
ระบบพิเศษของเขามีหน้าตาคล้ายกับอินเตอร์เฟซเกมออนไลน์ในโลกก่อน
บนหน้าจอมีการแสดงข้อมูลของเขาอย่างครบถ้วน
การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์บิดเบือนโชคชะตาของผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตแห่ง์ทำให้ได้รับค่าชะตา์
ซึ่งค่าชะตา์นี้เปรียบเสมือนเงินตราของระบบที่มีอานุภาพไร้ขีดจำกัด
ไม่เพียงแต่สามารถแลกเปลี่ยนเป็เคล็ดวิชาเท่านั้น
แต่ยังสามารถแลกเปลี่ยนเป็สายเืพิเศษหรือพร์ต่างๆ
ถึงขั้นสามารถเพิ่มพูนระดับขั้นพลังให้กับเคล็ดวิชาที่ตนฝึกบำเพ็ญ
เรียกได้ว่าฟังก์ชันใดที่เขานึกถึงนั้นล้วนมีครบ
ส่วนฟังก์ชันใดที่ไม่ได้นึกถึง ระบบก็พร้อมจะจัดหามาให้
“ระบบ...”
ขณะนั้นเอง กู้ฉางเกอก็ได้เรียกหาระบบอันซ่อนเร้นอยู่ลึกภายในใจ ที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถมองเห็นมันได้ขึ้นมา
ผู้ระบบ: กู้ฉางเกอ
สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคา์
สายเืและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร
ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด
เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคา์ กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พร์) วิชามหามารกลืนเทพ…
ค่าชะตา์: 50
ค่าวาสนา: 30 (ระดับสีดำ)
ระบบร้านค้า: ยังไม่เปิดใช้งาน
หน้าจอนี้ดูเรียบง่ายชัดเจน ข้อมูลต่างๆ ปรากฏชัดเจนสมบูรณ์
ค่าชะตา์ห้าสิบแต้มนี้ เป็รางวัลจากการที่เขาได้หยามเหยียดเย่เฉินเมื่อครู่นี้
“ระบบ หากว่าข้าจะบดขยี้เย่เฉินให้ตายในตอนนี้ จะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น”
กู้ฉางเกอเอ่ยถามในใจ
“พิจารณาจากค่าวาสนาของท่านในตอนนี้ ระบบไม่แนะนำให้ท่านทำเช่นนั้น”
“เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะโดนค่าวาสนาย้อนกลับมาทำร้าย”
เป็อย่างที่เขาคาดเดาไว้มิผิด
กู้ฉางเกอสะบัดศีรษะ
พลางคำรามด่าว่าผู้แต่งนิยายและ์เบื้องบนในใจ
นี่มันการตั้งค่าอะไรกัน
เฮอะ ด้วยพร์และภูมิหลังอย่างข้า ค่าวาสนากลับมีสามสิบแต้มเท่านั้นเองหรือ
แถมยังเป็สีดำสนิทอีกด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกับเย่เฉิน แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ค่าวาสนากลับมีมากกว่าหลายร้อยแต้ม
ตามที่ระบบบอกไว้ ค่าวาสนาสามารถแบ่งออกได้เป็เจ็ดระดับ ได้แก่
แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม น้ำเงิน ม่วง
ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมีเพียงค่าวาสนาสีแดงเท่านั้น
แต่ค่าวาสนาของเย่เฉินกลับสูงถึงระดับสีเขียว
ส่วนค่าวาสนาสีดำของเขานี่มิใช่ว่าเป็ชะตาอัปมงคลหรอกหรือ
“ผู้ใดที่บังอาจล่วงเกินผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต ย่อมดึงดูดหายนะและเคราะห์ร้ายมาสู่ตน” ระบบชี้แจงอย่างชัดเจน
พร้อมเตือนว่าอาจได้รับผลสะท้อนกลับจากโชคชะตา
จะถึงขั้นที่ดื่มชาแล้วยังสำลักตาย หรือแค่ก้าวเท้าเดินก็อาจถูกฟ้าผ่าตายได้หรือไม่กัน
“เห็นทีว่าการกำจัดผู้ครองชะตาฟ้าคงต้องค่อยๆ เหยียบย่ำให้พินาศไปทีละนิด ให้ค่าวาสนาของมันลดลงจนถึงจุดต่ำสุดเสียก่อน”
“แต่การบดขยี้มดปลวกไปเรื่อยๆ ก็ถือว่าน่าสนุกไม่น้อย”
กู้ฉางเกอยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับสนทนากับระบบอย่างรวดเร็ว