กลางลานปฐมกาลอันกว้างใหญ่ ธงจวินเหิงหย่วนโบกสะบัดเหนือเสาหยกสูงเสียดฟ้า เบื้องล่างแน่นขนัดไปด้วยผู้คนจากทั้งสามภพ ทั้งเทพ อสูร และมนุษย์ที่เดินทางมารอฟังผลการคัดเลือกศิษย์ประจำปี
เสียงสนทนาที่เคยอื้ออึงค่อย ๆ เบาลง เมื่อร่างหนึ่งก้าวขึ้นสู่ลานพิธี
อาภรณ์สีเขียวอ่อนพลิ้วไหวไปตามสายลม ผิวพรรณขาวผ่องขับกับผ้าคล้องแขนโปร่งบาง เส้นผมสีดำยาวประดับด้วยปิ่นหยกและบุปผาเล็กๆ หลายดอก กลิ่นสมุนไพรเจือบุปผาอ่อนจางลอยผ่านผู้คนรอบด้านดุจสายลมแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ นางเพียงยืนสงบนิ่งพร้อมกระบี่สีมรกตในมือ ทว่าลานพิธีกลับเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาคู่งามทอดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างเรียบนิ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมิได้ดังนัก หากชัดเจนไปทั่วทั้งลาน
“การคัดเลือกศิษย์จวินเหิงหย่วนสิ้นสุดลงแล้ว”
“ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบหกคน”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งเงยหน้ามองนางอย่างเหม่อลอย
“นั่นหรือ...มู่หลานซิน”
ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกันหัวเราะเบา ๆ
“เ้าเพิ่งเคยเห็นหรือ บุปผาแห่งสามภพ...หนึ่งในสี่ผู้คุมกฎ”
เสียงกระซิบดังขึ้นประปราย ก่อนสงบลงอีกครั้ง เมื่อมู่หลานซินหันกลับไปรับฟังคำกล่าวสั้น ๆ จากเหล่าผู้าุโด้านหลัง แล้วพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
พัดหยกในมือสะบัดออกเพียงครั้งเดียว สายลมอ่อนพัดผ่านลานพิธี ร่างของนางเลือนหายไปพร้อมกลิ่นหอมจาง ๆ ราวบุปผาที่ร่วงผ่านสายตาผู้คน
หลายคนยังคงมองไปยังตำแหน่งเดิมอยู่ชั่วขณะ ราวกับเงาร่างนั้นยังยืนอยู่ตรงหน้า
กระทั่งผู้าุโผู้หนึ่งก้าวออกมาเบื้องหน้า
“ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคน”
“พรุ่งนี้จงมารายงานตัวยังลานปฐมกาลอีกครั้ง”
เสียงระฆังจากยอดจวินเหิงหย่วนดังกังวานข้ามม่านเมฆ ฝูงนกสีขาวพากันโผบินเหนือยอดเขา ขณะที่ผู้คนเบื้องล่างเริ่มทยอยแยกย้าย
เหนืออารามหมื่นลี้ เสาหยกเก้าต้นตั้งตระหง่านท่ามกลางม่านหมอกสีขาวที่ไหลอ้อยอิ่งผ่านบันไดหยกซึ่งทอดยาวสู่หอสูงกลางขุนเขา มู่หลานซินลอยลงจากกลางอากาศ ปลายเท้าแตะขั้นบันไดหยกอย่างแ่เบา
เบื้องหน้า อสูรผู้หนึ่งยืนรออยู่ เรือนกายสูงใหญ่ดุจขุนเขา อาภรณ์สีน้ำตาลเข้มขลิบแดงพลิ้วไหวเหนือทะเลเมฆตามแรงลมยามเช้า ราวเปลวเพลิงที่ไม่เคยดับมอด แม้เป็ชาวอสูร แต่รูปลักษณ์ภายนอกกลับแตกต่างจากมนุษย์เพียงผิวกายสีแดงคล้ำและเส้นผมสีน้ำตาลแดงยาวระดับบ่า
“เฟิงอวี้...วันนี้เรียกประชุมด้วยเื่ใด”
เฟิงอวี้หันกลับมา ดวงตาราวมีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ภายใน รอยแผลเป็ยาวหลายแห่งพาดผ่านแผ่นอกและหัวไหล่
“ข้าคิดว่าคงเกี่ยวกับเสี้ยวจันทรา”
เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งห้าหน้าอารามต่างประสานมือคำนับพร้อมกัน
“คารวะท่านผู้คุมกฎ”
มู่หลานซินพยักหน้ารับ
“พี่ใหญ่ของข้ามาถึงแล้วหรือยัง”
“มู่เทียนจวินอยู่ด้านในแล้ว”
เฟิงอวี้เว้นจังหวะเพียงเล็กน้อย
“โม่หยวนซางก็มาด้วย”
รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าของมู่หลานซิน
“เช่นนั้น...วันนี้คงไม่สงบแล้ว”
เฟิงอวี้หัวเราะในลำคอ ก่อนเดินเคียงข้างนางผ่านประตูอารามหมื่นลี้ เสียงระฆังจากยอดเขายังคงดังแว่วมาตามสายลมเป็ระยะ
ภายในอารามหมื่นลี้ ห้องโถงสีขาวกว้างใหญ่เปิดรับม่านเมฆที่ลอยผ่านหน้าต่างสูงจรดเพดาน แสงอาทิตย์ยามเช้าทาบลงบนลวดลายอักขระของพื้นหยก เกิดเป็ริ้วสีทองอ่อนพาดยาวทั่วห้อง
บนบัลลังก์หยกขาวซึ่งตั้งอยู่สูงสุด ชายชราผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่ง อาภรณ์สีขาวทอดยาวลงมาตามขั้นบันได หนวดเคราและคิ้วสีขาวดุจหิมะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ส่วนแส้สีขาวขนาดเล็กพาดอยู่เหนือแขนอย่างเรียบง่าย
ซือคงเยี่ยและฉินอวี่เทียนนั่งรออยู่ทางด้านขวาของห้องโถง ขณะที่ที่นั่งหยกฝั่งซ้ายยังว่าง มู่หลานซินกับเฟิงอวี้จึงก้าวเข้าประจำตำแหน่ง กลิ่นสมุนไพรเจือบุปผาอ่อนจางลอยแ่ไปทั่วอากาศ
เมื่อทั้งสองนั่งลง จึงหันมองชายหนุ่มอีกผู้หนึ่ง
โม่หยวนซางพยักหน้าให้เฟิงอวี้และมู่หลานซินอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้าุโซึ่งยืนเรียงรายอยู่สองฟากของห้องโถง
ผู้าุโผู้หนึ่งก้าวออกจากแถว ประสานมือคำนับไปยังบัลลังก์สูงสุด
“ผู้นำจากสามภพ และผู้คุมกฎทั้งสี่มาถึงพร้อมแล้ว”
เมื่อเขาถอยกลับไปยังตำแหน่งเดิม มู่เทียนจวินทอดสายตามองผู้คนทั่วห้องโถงอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหยุดลงที่ฉินอวี่เทียน
“ผู้คุมกฎฉิน”
“ท่านมีความเห็นเช่นใด”
ฉินอวี่เทียนใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ สองครั้ง เงยหน้ามองรูปปั้นทั้งสามเื้ับัลลังก์ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่รูปปั้นสตรีหยก
“เมื่อพันปีก่อน...เสี้ยวจันทราเคยอยู่ในมือของท่านเยว่หลาน”
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันหนักอึ้ง ผู้าุโหลายคนเงยหน้ามองรูปปั้นหยกทั้งสามโดยไม่รู้ตัว
“และนางใช้มันสังหารผู้นำแห่งภพเทพกับภพอสูร”
ผู้าุโบางคนก้มหน้าลง ขณะที่อีกหลายคนยังทอดสายตาไปยังรูปปั้นหยกเื้ั
ผู้าุโตัวแทนจากภพมนุษย์ผู้หนึ่งเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเอ่ยขึ้น
“แต่นั่นเพราะนาง้ายุติามิใช่หรือ”
เขาเงยหน้ามองรูปปั้นสตรีหยก ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ทั้งสภาสามภพและจวินเหิงหย่วนแห่งนี้ มิใช่สิ่งที่ท่านเยว่หลานก่อตั้งขึ้นเพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกหรือ”
ความเงียบแผ่ปกคลุมทั่วห้องโถง
ฉินอวี่เทียนลุกจากที่นั่ง เดินลงมาอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีน้ำเงินสะบัดพลิ้วตามทุกย่างก้าว
“ต่อให้เหตุผลของนางสูงส่งเพียงใด...พวกเราก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า เสี้ยวจันทรามีพลังมากเกินกว่าที่พวกเราจะหยั่งรู้”
ผู้าุโอีกผู้หนึ่งก้าวออกมายืนเคียงข้างเขา ตบแส้ลงบนแขนเบา ๆ
“หากเป็เช่นนั้น ให้สภาเป็ผู้ถือครองศาสตราย่อมดีที่สุดต่อสามภพ”
ปัง!
เสียงกระแทกโต๊ะดังสนั่น สายตาทั้งห้องพลันหันไปยังต้นเสียง
เฟิงอวี้ลุกขึ้นทันที
“นั่นหมายถึงการสังหารผู้บริสุทธิ์!”
ผู้าุโผู้นั้นประสานมือคำนับ
“หากไม่สังหารนาง นิกายกลืนสามภพก็คงไม่ปล่อยเด็กผู้นั้นไว้เช่นกัน”
ซือคงเยี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ผิวน้ำชาไหวเป็ระลอก สะท้อนรอยยิ้มบางบนใบหน้าของเขา แล้วจึงวางถ้วยลง
“หากจำเป็ ข้าจะเป็ผู้ลงมือด้วยตนเอง”
มู่หลานซินก้มมองจี้ผลึกรูปดอกไม้ที่ห้อยอยู่กลางอก ปลายนิ้วลูบผ่านผิวผลึกแ่เบา ราวกับเป็เพียงเครื่องประดับธรรมดา แล้วจึงเงยหน้าสบตาซือคงเยี่ย
“หรือแท้จริงแล้ว...ท่านเพียง้าศาสตราเทพกันแน่”
สายตาหลายคู่หันมาทางนาง
ซือคงเยี่ยวางถ้วยชาลงอย่างสงบนิ่ง ปลายนิ้วแตะขอบถ้วย ลำแสงห้าสีไหลผ่านผิวถ้วย ก่อนเครื่องลายครามทั้งใบจะสลายเป็ผงละเอียด ปลิวหายไปกับสายลมราวไม่เคยมีอยู่ เขาหันมายิ้มนาง
“ข้าเพียงคิดเพื่อสามภพ เหตุใดเ้าจึงกล่าวเช่นนั้น”
มู่หลานซินกวาดสายตามองผู้คนทั่วห้องโถง แล้วจึงใช้นิ้วแตะปอยผมข้างแก้มเบา ๆ กลิ่นสมุนไพรอ่อนจางลอยผ่านทั่วห้อง
“นางไร้พร์ในการฝึกตน มิใช่เหตุผลให้ต้องพรากชีวิต”
ผู้าุโผู้หนึ่งลูบเคราครุ่นคิด
“เช่นนั้น...คุมขังนางไว้เป็อย่างไร”
โม่หยวนซางลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวออกมาประสานมือโค้งคำนับมู่เทียนจวินอย่างสงบนิ่ง
“ให้นางเข้าฝึกตนที่จวินเหิงหย่วน”
“เช่นนี้นางจะยังคงมีอิสรภาพ ขณะเดียวกันสภาก็สามารถเฝ้ามองนางได้ตลอดเวลา”
ผู้าุโหลายคนเริ่มสบตากัน
มู่หลานซินคลี่พัดหยก พลางหันไปมองโม่หยวนซาง
“ข้าเห็นด้วย”
“หากนางไร้พร์ ก็เพียงสอนให้นางฝึกตน มิใช่พรากชีวิตเพราะสิ่งที่นางยังไม่เคยกระทำ”
ผู้าุโผู้หนึ่งกำไม้เท้าแน่น
“แล้วหากเทียนอ้าวบุกจวินเหิงหย่วนเพื่อสังหารนางเล่า”
เฟิงอวี้ก้าวออกมา ประกายไฟลุกวาบในดวงตา เขากวาดสายตามองผู้าุโทั้งหมด ปราณสีน้ำตาลแผ่ออกจากร่าง กล้ามเนื้อทั่วกายตึงแน่น จนพื้นแก้วใต้ฝ่าเท้าแตกร้าว
“หากจวินเหิงหย่วนยังปกป้องศิษย์ของตนไม่ได้ สภาก็มิควรดำรงอยู่ต่อไปแล้ว”
โม่หยวนซางหันไปมองชายชราผู้นำจากภพมนุษย์ซึ่งนั่งเงียบมาตลอด
“ท่านลู่ เห็นเช่นใด”
ชายชราสบตาผู้าุโหลายคน ก่อนถอนหายใจ
“พวกข้าเห็นควรตามเสียงส่วนใหญ่”
ฉินอวี่เทียนหันหลังกลับทันที ไอปรานสีส้มพุ่งทะยานขึ้น กระแสลมปราณรวมตัวเป็ร่างพยัคฆ์ใหญ่สองตัวยืนประกบซ้ายขวา ขณะที่เงางูั์เบื้องล่างค่อย ๆ ปรากฏชัด
“ข้ายังคงเห็นควรให้สังหารนาง เพื่อความมั่นคงของสามภพ”
ซือคงเยี่ยเดินเข้ามาตบบ่าเขาเบา ๆ ปรานห้าสีแผ่คลุมทั่วร่าง อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวตามแรงลม
“เพียงสังหารผู้ที่สังหารนาง ก็มีค่าเช่นเดียวกันมิใช่รึ”
ผู้าุโหลายคนต่างโคจรลมปราณ สีสันของพลังแตกต่างกันไปทั่วห้องโถง
มู่เทียนจวินลุกขึ้นจากบัลลังก์ ตบแส้ลงบนแขนอีกข้าง ไอปราณที่ปกคลุมห้องโถงพลันสลาย แม้แต่ร่างสัตว์ของฉินอวี่เทียนก็เลือนหาย
สายตาของเขากวาดผ่านผู้คนทีละคน
“ข้าตัดสินแล้ว”
“ให้เยว่เสวี่ยหลิงเข้าฝึกตนที่จวินเหิงหย่วน โดยมีโม่หยวนซางและเฟิงอวี้รับหน้าที่ปกป้องนางจากนิกายกลืนสามภพของเทียนอ้าว”
จากนั้นเขาหันไปยังฉินอวี่เทียน ซือคงเยี่ย และเหล่าผู้าุโ
“ส่วนพวกท่านยังสามารถเฝ้าดูนางได้”
“หากวันหนึ่งนางกลายเป็ภัยต่อสามภพ นางจะได้รับโทษสูงสุดตามมติของสภา”
ไม่มีผู้ใดคัดค้านอีก ทุกคนประสานมือรับคำสั่งพร้อมกัน
ซือคงเยี่ยสบตาฉินอวี่เทียน ก่อนหันกลับไปยังมู่เทียนจวิน
“แล้วการประลองคัดเลือกผู้นำสามภพในอีกสองปี ท่านจะเข้าร่วมหรือไม่”
มู่เทียนจวินส่ายหน้า ไอเบา ๆ พลางทอดสายตามองทะเลเมฆนอกหน้าต่าง
“ครั้งนี้ข้าคงไม่เข้าร่วม”
“ถึงเวลาให้คนรุ่นใหม่จัดการกันเองแล้ว”
เขามองผู้คนในห้องโถงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว สะบัดแส้ขาวในมือ แล้วก้าวลงจากบัลลังก์
* * * * *
เสียงระฆังจากจวินเหิงหย่วนดังแ่ ข้ามม่านเมฆมาถึงบันไดเมฆแห่งยอดเขาเทียนซาน ท่ามกลางแสงตะวันยามบ่ายซึ่งสาดลงบนลานฝึกอันเงียบสงบ เยว่เสวี่ยหลิงยืนอยู่เพียงลำพัง อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหว ขณะที่เสี้ยวจันทราลอยนิ่งอยู่ข้างกาย
เด็กหญิงสูดลมหายใจลึก ยกกระบี่ไม้ขึ้นชี้ไปเบื้องหน้า
“ไป...”
น้ำเสียงจริงจังราวกำลังออกคำสั่งสำคัญที่สุดในชีวิต ทว่ามีเพียงความเงียบตอบกลับ เสี้ยวจันทรายังคงลอยนิ่งไม่ขยับ
เยว่เสวี่ยหลิงกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนลองก้าวไปทางซ้าย เมื่อจันทร์เสี้ยวสีเงินลอยตามมา นางจึงเดินอ้อมไปอีกด้าน แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนทิศทางกี่ครั้ง มันก็ยังติดตามไม่ห่าง ราวมิใช่ศาสตราเทพ หากเป็เงาจันทร์ดื้อด้านที่ไม่ยอมละจากเ้าของ
“เหตุใดเ้าเอาแต่ตามข้า...”
นางพึมพำ พลางเร่งฝีเท้าผ่านลานหินและแนวพุ่มไม้ กระทั่งหยุดอยู่ใต้ต้นไม้โบราณกลางสวน กิ่งก้านสูงใหญ่แผ่ปกคลุมเหนือศีรษะดุจหลังคาแห่งธรรมชาติ
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองเสี้ยวจันทราที่ลอยอยู่ข้างกาย
กร๊อบ!
“โอ๊ย!”
กิ่งไม้แห้งร่วงลงมากระแทกศีรษะนางพอดี เด็กหญิงรีบยกมือกุมหัว สีหน้าเ็ปปนขุ่นเคือง ก่อนมองจันทร์เสี้ยวสีเงินด้วยแววตาไม่เข้าใจ
“เหตุใดครั้งนั้นเ้าปกป้องข้าได้...แต่ตอนนี้กลับไม่ช่วยเลย”
เสี้ยวจันทราเพียงหมุนวนช้า ๆ ไร้คำตอบ นางจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพึมพำออกมา
“หรือเ้าเลือกผิดคน...”
“เพราะเ้ายังไม่ได้บอกมันต่างหาก”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปทันที
เยว่เทียนอวิ๋นกำลังเดินเข้ามาใต้เงาไม้ สีหน้าสงบนิ่งเช่นเดิม ทว่าแววตากลับอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก เขาก้มลงเก็บกิ่งไม้บนพื้น แล้วมองเสี้ยวจันทราที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“จิตอยู่เหนือศาสตรา”
เด็กหญิงเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แล้วมันคืออะไรหรือ ท่านพ่อ”
เยว่เทียนอวิ๋นยิ้มบาง ยกมือแตะปลายกระบี่ไม้ในมือนาง
“อย่าเพียงชี้กระบี่ แต่จงเพ่งจิตไปยังคมของมัน” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย “คิดให้ชัดว่าเ้า้าให้มันไปที่ใด”
เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลง เสียงใบไม้ เสียงลม และสรรพสิ่งรอบกายค่อย ๆ เลือนหาย จนเหลือเพียงความคิดหนึ่งที่ชัดเจนอยู่ภายในจิตใจ
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง กระบี่ไม้ก็ถูกยกขึ้นชี้ไปเบื้องหน้า
ฟึ่บ—เสี้ยวจันทราสั่นไหว ก่อนเคลื่อนออกไปเพียงระยะสั้น แม้จะขยับเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ตอบสนองต่อจิตของนางเป็ครั้งแรก
"ท่านพ่อ! เสี้ยวจันทราขยับแล้ว!"
เยว่เทียนอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ แววตาอ่อนลงขณะมองบุตรสาว
“พ่อค้นตำราโบราณมาทั้งคืน ศาสตราเทพแตกต่างจากศาสตราวิเศษทั่วไป”
เขาทอดมองจันทร์เสี้ยวสีเงินที่ลอยอยู่กลางลาน
“เพราะมันคือสิ่งสะท้อนหัวใจของผู้ถือครอง”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับไปมองเสี้ยวจันทรา ยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเอง
“หัวใจ...”
นางพึมพำ ก่อนเงยหน้ามองบิดา
“เมื่อทุกคนต่างก็มีบางสิ่งอยู่ในหัวใจ เหตุใดเสี้ยวจันทราจึงเลือกผู้คนต่างกัน”
เยว่เทียนอวิ๋นยิ้มเพียงเล็กน้อย
“พ่อก็ไม่รู้ แต่พ่อคิดว่า...”
เขามองจันทร์เสี้ยวสีเงินซึ่งลอยอยู่กลางแสงอาทิตย์ เงาสะท้อนของเยว่เสวี่ยหลิงปรากฏบนคมศาสตรา
“หัวใจที่เต็มไปด้วยความรัก และปรารถนาจะปกป้องใครสักคน นั่นอาจเป็สิ่งที่เสี้ยวจันทราตอบรับ”
เสียงใบไม้เสียดสีกันแ่เบาใต้แสงตะวัน เยว่เสวี่ยหลิงทอดมองจันทร์เสี้ยวสีเงินอยู่เนิ่นนาน ก่อนยื่นมือออกไป
เสี้ยวจันทราสั่นไหวเล็กน้อย แล้วลอยเข้ามาหยุดเหนือฝ่ามือของนางอย่างเชื่องช้า เด็กหญิงก้มมองแสงสีเงินนั้น รอยยิ้มบางค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า