ซากตึกสูงพังครืนเป็เงามืดทอดยาวไปตามถนนที่รกร้าง เถาวัลย์หนาเลื้อยพันซากรถเหล็กจนแทบกลืนหายไปกับพื้นดิน รีเบลเดินอย่างระวัง แท่งเหล็กในมือยังเปื้อนเืหนูั์เมื่อครู่
แต่สายตาของเธอสะดุดเข้ากับ…พืชประหลาดสามชนิดที่โผล่ขึ้นมาใกล้กันตรงลานกว้าง
ต้นแรกเป็ พุ่มไม้เตี้ยใบสีม่วงเข้ม ก้านมันมีหนามแหลมเล็ก ๆ ส่องประกายวาวราวกับเหล็ก
ต้นที่สองคือ ดอกไม้สีขาวขุ่น กลีบโปร่งใสคล้ายแก้ว มีหยดน้ำใสเกาะอยู่ที่ปลายกลีบ
ต้นที่สามเป็ เถาวัลย์มีผลสีเขียวอมทอง ผลกลมเล็ก ๆ คล้ายองุ่นสุก แต่เปลือกกลับส่งกลิ่นหอมแปลก ๆ
รีเบลก้าวเข้าไปใกล้ ๆ จนเสียงก้องในหัวดังขึ้นอีกครั้ง
[ตรวจสอบสิ่งแปลกปลอม – เปิดใช้งาน]
หน้าต่างโปร่งใสลอยขึ้นต่อหน้าทีละต้น—
[ตรวจสอบ : พุ่มไม้ใบม่วง]
ชื่อ : หนามพิษเนื้อม่วง
คุณสมบัติ : ใบและหนามมีพิษกัดกร่อน หากัันานจะทำให้ิัไหม้พอง
หมายเหตุ : ใช้หนามเป็อาวุธขว้างหรือวางกับดักได้
รีเบลเลิกคิ้ว “แตะไปมีหวังละลายมือ…แต่เอามาใช้เป็กับดักก็น่าสน”
[ตรวจสอบ : ดอกไม้โปร่งแสง]
ชื่อ : ดอกหลอนกระจก
คุณสมบัติ : น้ำค้างที่เกาะกลีบสามารถกลั่นเป็ยาสลบได้ แต่หากดื่มตรง ๆ จะทำให้สติแตก
หมายเหตุ : อันตรายต่อการกินโดยตรง แต่มีค่าทางยุทธวิธีสูง
รีเบลหัวเราะในลำคอ “ยาสลบแบบธรรมชาติ…แปลกดีแฮะ”
[ตรวจสอบ : เถาวัลย์ผลเขียวทอง]
ชื่อ : ผลลวงทอง
คุณสมบัติ : กินได้! เพิ่มพลังงานให้ร่างกาย ฟื้นความอ่อนล้าเล็กน้อย
หมายเหตุ : กินมากเกินไปอาจคลื่นไส้ แต่ถือเป็เสบียงที่ปลอดภัย
รีเบลตาเป็ประกายทันที “โอ้…ในที่สุดก็เจออะไรที่ไม่ฆ่าฉันสักที”
เธอยื่นมือเด็ดผลสีเขียวทองออกมา ล้างคราบฝุ่นด้วยผ้าของตัวเอง แล้วกัดเข้าไปคำหนึ่ง—รสชาติหอมหวานคล้ายผลไม้เมืองร้อนผสมกลิ่นสมุนไพรขมเล็กน้อย ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายทันที
“อย่างน้อยฉันก็จะไม่อดตายวันแรกในโลกนี้แล้วสินะ…”
เธอเหลือบมองพืชอีกสองชนิด แววตาเ้าเล่ห์แอบวาวขึ้นมา “ถึงมันจะกินไม่ได้ แต่ถ้าเอาไปใช้หลอกคนอื่นหรือตั้งกับดัก ก็ดูเข้าท่าดีนะ”
โลกใหม่นี้ไม่ได้มีแค่ศัตรูเป็สัตว์กลายพันธุ์…แม้แต่พืชก็เป็ทั้งมิตรและศัตรูไปพร้อมกัน และรีเบลก็เริ่มเรียนรู้ว่า ความโลภและไหวพริบ อาจเป็อาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าแรงกำลังเสียอีก
รีเบลเดินลึกเข้าไปในซากเมืองร้าง ทางเท้าถูกปกคลุมด้วยรากไม้และเถาวัลย์แปลกประหลาด ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับ ต้นไม้รูปร่างบิดเบี้ยว ลำต้นดำคล้ำเกรียมเหมือนถูกไฟเผา แต่กลับมีผลสีซีดขุ่นห้อยระย้าจากกิ่งก้าน
เธอชะงัก…ดวงตาเบิกกว้างเมื่อมองชัด ๆ
ผลพวกนั้นมีรูปร่างเป็ ทารกตัวเล็ก แขนขางอคู้ ใบหน้าหยีหลับ ราวกับกำลังนอนหลับใหลอยู่จริง ๆ ผิวของมันซีดขาวเหมือนหุ่นเทียน น้ำเหนียวใสหยดลงจากผลคล้ายกับน้ำลายไหล
รีเบลกลืนน้ำลายเอื๊อก ก่อนระบบจะดังขึ้นในหัว
[ตรวจสอบ : ผลไม้ปีศาจทารก]
คุณสมบัติ : สามารถกินได้ ให้พลังงานสูง ฟื้นฟูความอ่อนล้า
คำเตือน : มีผลข้างเคียงทางจิต หากกินมากอาจฝันร้ายหรือเห็นภาพหลอน
รีเบลถึงกับหน้าเบ้
“ระบบ…ล้อเล่นหรือเปล่า ใครมันจะบ้ากินลูกที่หน้าตาเหมือนเด็กคนจริง ๆ กันวะ?”
เธอส่ายหน้าแรง ๆ พลางบ่นไปตลอดทาง
“ถ้าวันหนึ่งฉันหิวจนต้องกินพวกแก ฉันคงเสียสติไปก่อนแล้วแน่ ๆ…ไม่เอาดีกว่า ของแบบนี้ฉันขอผ่าน!”
รีเบลเดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจพืชสยองขวัญต้นนั้น จนกระทั่ง—
สายตาเธอเหลือบไปเห็น พุ่มไม้เตี้ยที่แตกใบหนาแน่น อยู่กลางลานกว้าง มันดูไม่อันตราย ต่างจากต้นอื่น ๆ ที่มีหนามหรือกลิ่นพิษ
รีเบลก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนระบบจะส่งเสียงก้องอีกครั้ง
[ตรวจสอบ : รากหัวเอเดน]
ลักษณะ : คล้ายต้นมันเทศ หัวโผล่พ้นดินจำนวนมาก
คุณสมบัติ : หัวแต่ละหัวมีขนาดใหญ่กว่าต้นขาผู้ใหญ่ สีขาวนวล
การบริโภค : ต้องทำให้สุกก่อน รสหวานเหมือนมันเทศญี่ปุ่น แต่ฉ่ำเหมือนน้ำผึ้ง
ผลลัพธ์ : ฟื้นฟูพลังงานยาวนาน เสบียงอันทรงคุณค่า
ดวงตารีเบลลุกวาวทันที
“ของจริง! ในที่สุดก็เจออาหารที่ไม่หลอนประสาทแล้วสักที”
เธอรีบคว้าแท่งเหล็กขึ้นมา ใช้มันแทนชะแลงขุดดินอย่างกระหาย พื้นดินแตกออกทีละน้อย เผยให้เห็นหัวมันสีขาวนวลขนาดมหึมาเรียงกันแน่น—นับได้มากถึงสามสิบหัว!
รีเบลหัวเราะอย่างสะใจ
“โอ๊ย…วันนี้ฟ้าคงเข้าข้างฉันจริง ๆ สินะ!”
ทีละหัว ทีละหัว เธอออกแรงงัดขึ้นมา เหงื่อไหลอาบหน้า แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความยินดี พอขุดเสร็จ เธอก็เปิดเมนูกระเป๋ามิติขึ้นมา แล้วโยนหัวมันทั้งหมดเข้าไปทีละกอง
[คุณได้รับเสบียง : รากหัวเอเดน (30)]
เสียงระบบดังขึ้นพร้อมข้อความยืนยัน รีเบลหอบหายใจแต่ยิ้มกว้าง “ดีล่ะ…เสบียงพร้อม อิ่มไปได้อีกหลายวัน”
ในหัวเธอวาบขึ้นความคิดทันที—
อาหารหายากแบบนี้ ถ้าโลกนี้มีผู้รอดชีวิตคนอื่น…เอาไปขายในร้านค้าระบบ หรือใช้ต่อรอง ก็คงทำกำไรงามพิลึกแน่ ๆ
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของรีเบลทันที
"โอ้ย..แสบชะมัด"
แผลที่มือเริ่มแสบระบมขึ้นเรื่อย ๆ รีเบลจึงบังคับตัวเองให้หาที่ปลอดภัยสำหรับค้างแรม ภายในเมืองร้างที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ป่าและเงามืด เธอใช้สายตากวาดมองรอบ ๆ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับ ซากบ้านเก่าหลังหนึ่ง
ตัวบ้านเหลือเพียงปูนซีเมนต์ที่ยังพอปิดมิดชิดอยู่สามด้าน กำแพงด้านหน้าพังยับ แต่ก็ยังถือว่าปลอดภัยกว่ากลางแจ้ง
รีเบลก้าวเข้าไปสำรวจภายในด้วยความระมัดระวัง ภายในเต็มไปด้วยเศษซาก—โต๊ะไม้ที่ผุพังจนแทบกลายเป็ผง จานชามเก่าที่แตกหัก เศษแก้วฝังอยู่ตามพื้น และฝุ่นหนาเตอะจนแทบหายใจไม่สะดวก
โชคดีที่กำแพงด้านหนึ่งมีรอยแตกกว้าง ทำให้ แสงจันทร์ดวงคู่ ที่ส่องลงมาจากท้องฟ้า ช่วยให้การมองเห็นง่ายขึ้น จันทร์สองดวงที่ใหญ่โตราวกับกำลังจับจ้องโลกใบนี้ สร้างบรรยากาศทั้งสวยงามและน่าสะพรึงไปพร้อมกัน
รีเบลสำรวจอยู่นาน จนเกือบจะถอดใจแล้วคิดจะหาที่ใหม่ แต่เมื่อเดินไปจนสุดขอบผนัง เธอกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ—
พื้นตรงนั้น บิ่นเป็ร่องเล็ก ๆ คล้ายเคยถูกงัดแงะมาก่อน สัญชาติญาณนักสำรวจที่สืบทอดมาจากพ่อแม่กรีดร้องในใจทันที
“นี่มัน…ห้องใต้ดิน?”
ความตื่นเต้นพลุ่งพล่าน รีเบลไม่รอช้า เธอหยิบแท่งเหล็กขึ้นมาแล้วเริ่มงัดตามรอยร้าว ออกแรงทีละน้อยจนเหงื่อชุ่ม มือแสบแผลจนปวดจี๊ด แต่เธอกัดฟันสู้ ไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้หลุดมือ
เสียง กร๊อบ! ดังสนั่น ก่อนประตูปูนหนาเคลื่อนออกจากที่เล็กน้อย เผยให้เห็นโครงเหล็กด้านในที่ผุกร่อนแต่ยังแข็งแรง
รีเบลกัดฟันงัดต่อ จนในที่สุด…
ประตูหิน-เหล็กหนาก็เปิดออกด้วยเสียงครูดหนัก ๆ กลิ่นอับและฝุ่นเก่าพุ่งออกมาจนเธอต้องยกแขนขึ้นปิดจมูก
เบื้องหน้า ปรากฏเป็ บันไดหินที่ทอดลงไปสู่ความมืดมิด
สายลมเย็นเฉียบพัดวูบขึ้นมาจากเบื้องล่าง คล้ายกับมีใครบางคนกำลังสูดลมหายใจจากใต้ดิน…
รีเบลยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากค่อย ๆ โค้งเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ “หึ…ของดีแบบนี้ จะไม่ลองลงไปได้ยังไงกันล่ะ?”
เธอคว้าเหล็กขึ้นมาเป็อาวุธในมือ ก้าวเท้าลงบันไดช้า ๆ เสียงก้องสะท้อนกับกำแพงหิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความลึกลับและกลิ่นของสิ่งที่ถูกลืมเลือนมานานนับศตวรรษ…