เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่เหิงเยว่ยังนอนอยู่ในอ้อมกอดของสามี นางยกมือด้านที่สวมแหวนแต่งงานไว้ขึ้นมาดู
“ตื่นแล้วหรือ?” เซี่ยลี่หยางคว้ามือเล็กนั้นมากุมไว้ “ในที่สุดข้าก็สวมแหวนแต่งงานให้เ้าได้สำเร็จอีกครั้งแล้ว”
หลี่เหิงเยว่ไม่แปลกใจกับคำพูดโบราณของสามีแล้ว นี่คงเป็กฎของยุคสมัย หลายครั้งที่นางอยากจะใช้คำพูดในยุคที่จากมา แต่ทุกครั้งที่ลองกลับไม่มีเสียงเปล่งออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงปากที่ทำท่าขยับเท่านั้น สุดท้ายนางก็เลิกพยายาม มาอยู่ในยุคโบราณก็ต้องยึดภาษาและวัฒนธรรมของคนโบราณไว้สินะ
หลี่เหิงเยว่ซุกตัวเข้ากับอกของสามีและยังกอดเขาไว้แน่น “เมื่อเช้าข้าไม่อยากจะลืมตาตื่นขึ้นมาเลยเ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกินว่าการที่ข้าได้มาเจอเ้าอีกครั้งจะเป็เพียงความฝัน ก่อนหน้านี้ข้าฝันถึงพิธีกล่าวคำสัญญาแต่งงานของเราในยุคก่อน จากนั้นก็ได้ยินเสียงะเิ และร่างของเราสองคนก็กระเด็นไปคนละทิศละทาง ภาพในวันนั้นอยู่ในความทรงจำของข้ามาตลอด อยากลืมก็ลืมไม่ได้”
“ข้าก็ไม่เคยลืมภาพในวันนั้นเหมือนกัน ยิ่งคืนก่อนที่ข้าจะได้พบกับเ้า ข้าฝันว่าเ้ากำลังจะทำร้ายตัวเอง ตอนนั้นจิตใจของข้ารู้สึกกระวนกระวายมาก แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าข้าจะไปหาเ้าได้ที่ไหน ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเ้าจะได้ทะลุมิติมาหรือเปล่า จนกระทั่งมีคนมาบอกว่าคู่หมั้นของข้าชื่อหลี่เหิงเยว่ ตอนนั้นข้าภาวนาจริงๆ ว่าขอให้คนคนนั้นคือเ้า” เซี่ยลี่หยางกอดภรรยาไว้แน่นไม่แพ้กัน ราวกับว่าเขากลัวว่านางจะหายไป “จริงสิเยว่เยว่ ครอบครัวนั้นทำอะไรไว้กับเ้าหรือ โดยปกติแล้วเ้าไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้น การที่เ้ากล้าฟ้องร้องและตัดสัมพันธ์กับพวกเขาได้ แสดงว่าพวกเขาต้องไม่ใช่คนดีแน่”
“หลี่ซานไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของร่างเดิม เขาเป็เพียงนายพรานยากจนที่ไร้ญาติขาดมิตร แม่ของร่างเดิมชื่อเจาอวิ๋นจู นางยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นด้วยซ้ำ แต่กลับท้องร่างเดิมขึ้นมา ท่านตาของร่างเดิมอยากรักษาชื่อเสียงของลูกสาวเอาไว้ จึงให้นางแต่งกับหลี่ซาน โดยสถานะของหลี่ซานคือเขยแต่งเข้า
ในคืนเข้าหอ ท่านแม่วางยาสลบและแสร้งนอนข้างๆ หลี่ซานจนถึงเช้า เพื่อที่ตื่นขึ้นมาหลี่ซานจะได้ไม่สงสัยและคิดว่าพวกเขาเข้าหอด้วยกันแล้ว และตอนที่ท่านแม่คลอดข้าออกมา ท่านตากับท่านแม่ก็ให้เหตุผลกับคนอื่นว่าข้าเป็เด็กที่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งหลี่ซานก็เชื่ออย่างสนิทใจ
ตอนนั้นชีวิตของครอบครัวก็เหมือนจะดี แต่นายท่านสามเซี่ยหรือก็คือบิดาของเ้าที่เป็สหายสนิทกับบิดาของข้าได้มาบอกท่านตากับท่านแม่ว่าพบเบาะแสที่จะไปตามหาบิดาของข้าได้ เมื่อได้ยินข่าวดี ท่านแม่ของข้าจึงบอกกับนายท่านสามเซี่ยว่าบิดาของข้าเคยพูดไว้นานแล้วว่าอยากให้ครอบครัวของเราทั้งสองเกี่ยวดองกัน นายท่านสามเซี่ยก็ไม่คัดค้าน ท่านตาจึงเป็คนเขียนหนังสือหมั้นหมายระหว่างเ้ากับข้าขึ้นมา หลี่ซานก็ไม่ได้คัดค้านเช่นกัน อย่างไรตระกูลเซี่ยก็เป็เศรษฐีอันดับต้นของอำเภอ การที่บุตรสาวได้แต่งเข้าตระกูลเศรษฐีย่อมมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย
แต่ไม่คิดว่าบทสนทนาทั้งหมดนั้น หวังซื่อจะมาได้ยินเข้าพอดี หวังซื่อนำเื่นี้ไปบอกกับหลี่ซาน เพราะหวังซื่อกับหลี่ซานแอบมีสัมพันธ์ลับๆ กันมานานแล้ว และยังมีลูกสาวกับลูกชายฝาแฝดอย่าหลี่ไป๋หลินกับหลี่ไป๋หลานเกิดขึ้นมาอีก หวังซื่อมีหรือจะอยากอยู่ในสถานะเมียลับ นางจึงเอาความลับที่เพิ่งได้ยินมาบอกกับหลี่ซาน เพื่อหวังว่านางจะได้ก้าวขึ้นมาเป็ภรรยาเอกของหลี่ซานแทนท่านแม่
ทีแรกหลี่ซานก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะเขาคิดว่าคืนเข้าหอ เขากับท่านแม่ของข้าได้มีสัมพันธ์กันจริงๆ จนเมื่อข้าอายุได้สี่ขวบ หน้าตาของข้าก็โดดเด่นและไม่มีเค้าหน้าเหมือนกับเขาที่เป็บิดา หลี่ซานจึงนึกไปถึงคำพูดของหวังซื่อ เขาโกรธแค้นท่านตากับท่านแม่ที่หลอกลวงเขามาหลายปี ทั้งยังวางแผนให้เขาแต่งงานกับหญิงแพศยาที่ไม่รักนวลสงวนตัวมาเป็ภรรยา หลี่ซานเริ่มวางยาพิษให้กำลังของท่านตาเริ่มถดถอย จากนั้นก็เริ่มทุบตีและทำร้ายท่านแม่เพื่อหวังจะรู้คำตอบว่าใครคือบิดาของข้า แต่ถึงอย่างนั้นท่านแม่กับท่านตาก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา
คืนหนึ่งขณะที่ข้ากำลังหลับ หลี่ซานก็แบกร่างของท่านตากับท่านแม่ไปโยนไว้ในหลุมดักสัตว์ การเสียชีวิตของท่านแม่กับท่านตาไม่เป็ที่ประหลาดใจ เพราะทั้งคู่มักจะออกไปช่วยหลี่ซานดักสัตว์มาขายเพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ดังนั้นการเสียชีวิตของพวกเขาจึงนับว่าเป็อุบัติเหตุหรือไม่ก็เป็คราวซวยเท่านั้น”
เซี่ยลี่หยางยังไม่คลายอ้อมกอดแต่เขากลับกระชับอ้อมกอดเข้ามาอีก “หลังจากท่านแม่กับท่านตาเสียชีวิต หลี่ซานก็แต่งหวังซื่อเข้าบ้านในฐานะภรรยาเอก แล้วก็เริ่มทำร้ายเ้าใช่หรือไม่”
หลี่เหิงเยว่พยักหน้า “ตอนที่ข้าทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ เป็ตอนที่หวังซื่อกับหลี่ไป๋หลินเอายาพิษมาทาบนใบหน้าเพื่อให้ข้าเสียโฉม และยังทุบตีข้าจนข้าสิ้นใจพอดี ข้ามาอยู่ในร่างนี้ด้วยความสิ้นหวังในชีวิตอย่างที่สุด ทะลุมิติมาทั้งทีก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่พอได้ยินว่าข้ามีคู่หมั้นคนหนึ่งชื่อเซี่ยลี่หยาง ข้าก็หวังอยากจะให้คู่หมั้นคนนั้นเป็เ้า ข้าอยากมาพบหน้าเ้าดูสักครั้ง แต่ติดที่หลี่ซานกับหวังซื่อไม่ยอม จนเกิดเื่ที่พวกเขาพาตาเฒ่าเฉาให้มาขืนใจข้านั่นล่ะ ยังดีที่พี่อู๋เซินกับพี่ฮุ่ยหลิงผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ไม่เช่นนั้นข้าคงถูกทำให้ตายไปอีกรอบก่อนจะได้เจอกับเ้าแล้ว”
“ตอนนี้เื่ร้ายทั้งหมดผ่านพ้นไปแล้ว เรามาใช้ชีวิตในชาติภพนี้ให้มีความสุขกันดีกว่า”
หลี่เหิงเยว่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “เ้ารู้เหตุผลที่เราถูกส่งให้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคนทั้งสองนี้หรือไม่”
“ไม่รู้” เซี่ยลี่หยางส่ายหน้า “เ้ารู้หรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในเมื่อเราเข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว พวกเราก็มาใช้ชีวิตในนามของสองคนนี้ให้ดี และความอยุติธรรมใดที่พวกเขาและครอบครัวของพวกเขาเคยได้รับ เราก็มาแก้ไขชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น ส่วนใครที่เคยทำร้ายสองคนนี้มาก่อน พวกเราก็ช่วยกันแก้แค้นคนเ่าั้ เ้าเห็นด้วยกับความคิดนี้หรือไม่”
“เห็นด้วยสิ” เซี่ยลี่หยางใช้มือบีบจมูกหญิงสาว “ยกข้ออ้างมาเสียดิบดี อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้เป็เพราะความซุกซนและการชื่นชอบความท้าทายของเ้า เมื่อก่อนที่เ้าเรียนแพทย์ทหารก็เพราะถูกครอบครัวบังคับ แต่ความจริงแล้วเ้าอยากท่องเที่ยวและทำงานอิสระมากกว่า”
“เ้าก็เหมือนกันนั้นล่ะ ความจริงแล้วเ้าอยากเป็นักธุรกิจและอยากเดินทางไปทั่วโลก แต่เพราะครอบครัวทหารของเ้าอยากให้เ้าเข้ารับราชการทหาร ในเมื่อเ้าเป็ลูกชายคนเดียว เ้าจึงไม่มีทางเลือกและไปสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อย”
“แต่ข้าก็ต้องขอบคุณครอบครัวของเราอยู่ดี เพราะการที่เราถูกครอบครัวบังคับ ทำให้ข้ากับเ้าได้รู้จักจนได้แต่งงานกันในที่สุด”
“มันก็จริง แต่จะว่าไป...การที่ข้ามีทักษะการแพทย์ติดตัวมาด้วยก็ดีเหมือนกัน ในยุคนี้การรักษาโรคยังล้าหลัง คนจนก็มีมากมาย ข้าจะเอาความรู้ด้านนี้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”
“เ้าอยากเปิดโรงหมอหรือ?” เซี่ยลี่หยางถามภรรยา
“เปิดโรงหมอขึ้นมาสักแห่งก็ดี เราจะได้ให้บริการคนจนด้วยราคาย่อมเยา ไม่ใช่ว่าในมิติของเรามียาและอุปกรณ์การแพทย์อยู่มากมายหรือ ถือเป็การทำความดีตอบแทนที่เราได้ทะลุมิติมาใช้ชีวิตที่สองก็แล้วกัน” หลี่เหิงเยว่ทำท่าคิด “แล้วเ้าเล่า ไม่เสียดายความรู้ทางการทหารหรือ”
“เราเพิ่งมาอยู่ในยุคนี้ได้ไม่นาน ไม่แน่วันหน้าข้าอาจจะได้เอาความรู้ด้านนี้ออกมาใช้ก็ได้ อ้อ...แหวนของเราไม่ใช่แค่จะพาเราเข้ามาพักในมิติและเอาของจากมิติออกไปใช้ได้เท่านั้นนะ เ้ายังจำหนังสือที่อยู่ในห้องหนังสือของเราได้หรือไม่”
“จำได้สิ ในนั้นมีหนังสือของเราอยู่เยอะมาก ยังมีหนังสือการ์ตูนของเ้าอยู่เกือบครึ่งห้อง”
“เ้าอาจจะไม่เชื่อ แต่ความรู้พวกนั้นถ่ายทอดจากแหวนเข้ามาสู่ตัวเราสองคนทั้งหมด และหนังสือการ์ตูนจอมยุทธ์ที่เ้าพูดถึงก็ถ่ายทอดมาเป็วรยุทธ์ของเราได้จริงๆ ถ้าว่างเ้าก็ลองออกกระบวนท่าดู”
“จริงหรือ? ตอนนี้เราสองคนเป็จอมยุทธ์ไร้เทียมทานจริงหรือ ดีเลย...ต่อไปจะไม่มีใครมารังแกเราได้แล้ว”
“เื่นั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่วรยุทธ์ที่ถูกถ่ายทอด แม้แต่หนังสือสมุนไพรของเ้า ข้าก็จำได้ทั้งหมด เพียงแต่ทักษะการแพทย์และการผ่าตัดต่างๆ ข้าไม่สามารถทำได้”
“เื่นั้นมันต้องใช้การปฏิบัติจริงและการฝึกฝน อ่านเพียงทฤษฎีอย่างเดียวย่อมทำไม่ได้”
“พูดถึงเื่นี้ ข้ามีคนคนหนึ่งที่อยากให้เ้ารักษา”
“ใครหรือ?”
“ท่านอาสี่ของข้าเอง”
หลี่เหิงเยว่นึกไปถึงตอนที่นางยกน้ำชาให้ญาติสามี นางจำสตรีนางหนึ่งที่มีสีหน้าอมทุกข์และเด็กหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมขึ้นมาได้
“ที่อาสะใภ้สี่กับเซี่ยจ้านถิงหน้าเศร้าอยู่ตลอดเวลาก็เพราะท่านอาสี่ป่วยหรอกหรือ ทีแรกข้าก็นึกว่าพวกเขาไม่เต็มใจรับข้ามาเป็สะใภ้เสียอีก แล้วท่านอาสี่ป่วยเป็โรคอะไร”
เซี่ยลี่หยางพูดถึงสาเหตุและอาการาเ็ของท่านอาสี่เซี่ยให้ภรรยาฟัง จากนั้นสองสามีภรรยาก็ไม่นอนต่อแล้ว อาการของท่านอาสี่ยังน่าเป็ห่วง พวกเขาต้องรีบไปดู