เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 146 อาจจะแค่ชื่อแซ่เดียวกันก็ได้มั้ง

            ทุกครั้งที่ฤดูกาลสอบเวียนมาถึง ทิงเสวี่ยจะเผชิญหน้ากับมันด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายเสมอ แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเธอย่อมคาดหวังที่จะครองอันดับหนึ่งต่อไป แต่เธอก็ไม่ได้ยึดติดจนกดดันตัวเอง ขอเพียงแค่ทำได้ตามมาตรฐาน ไม่ทำให้ความพยายามที่สั่งสมมาในแต่ละวันต้องสูญเปล่า เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว

            และผลการสอบปลายภาคครั้งนี้ก็ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ ทิงเสวี่ยยังคงครองที่หนึ่งของระดับชั้นได้อย่างเหนียวแน่น ตามมาด้วยสวี่หัวลี่ในอันดับที่สอง

            ส่วนต่งน่าผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคว้าที่หนึ่งมาตลอด ครั้งนี้กลับทำได้เพียงอันดับที่ห้า

            สำหรับต่งน่าแล้ว ตัวเลข 'ห้า' นี้เปรียบเสมือนค้อนหนักที่ทุบลงกลางใจ ทำไมหลินทิงเสวี่ยถึงสอบได้ที่หนึ่งตลอด? ในขณะที่เธอไม่เพียงแต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อันดับกลับร่วงลงเรื่อยๆ

            อันที่จริง อันดับที่ห้าของระดับชั้นถือเป็นผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักเรียนทั่วไป แต่สำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานสูงอย่างต่งน่า มันคือความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย

            ต่งน่าเป็นคนที่ไม่เคยเก็บงำความโดดเด่นและความต้องการของตนเอง ในการสอบกลางภาคที่ผ่านมา เธอสอบได้ที่สามของระดับชั้นและที่หนึ่งของห้อง ตอนนั้นเธอเคยประกาศก้องด้วยความมั่นใจว่า 'สอบปลายภาคครั้งหน้า ฉันจะต้องคว้าที่หนึ่งของระดับชั้นมาให้ได้'

            แต่ผลลัพธ์ในครั้งนี้คือที่ห้าของระดับชั้น และร่วงลงมาเป็นที่สามของห้อง

            ในห้องสอง คู่แข่งที่ขับเคี่ยวกับต่งน่าอย่างดุเดือดที่สุดคืออู๋เฟยเฟย ครั้งนี้อู๋เฟยเฟยแซงหน้าขึ้นมาเป็นที่หนึ่งของห้อง และได้ที่สามของระดับชั้น โดยครองอันดับร่วมกับหลิวหมิงจากห้องหนึ่ง

            อู๋เฟยเฟยถือใบประกาศเกียรติคุณที่เพิ่งได้รับมาเดินตรงเข้าไปหาต่งน่าด้วยท่าทีภาคภูมิใจ

            “ไหนเธอบอกว่าสอบปลายภาคจะต้องได้ที่หนึ่งไม่ใช่เหรอ? ทำไมแม้แต่ใบประกาศสักใบก็ยังไม่ได้ล่ะ?”

            กฎของโรงเรียนมีอยู่ว่า ผู้ที่สอบได้สามอันดับแรกของระดับชั้นเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ต่งน่าที่ได้ที่ห้าย่อมไม่มีสิทธิ์

            เมื่อมองดูใบประกาศเกียรติคุณใบใหม่เอี่ยมในมือของคู่แข่ง ต่งน่าก็รู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก ความรู้สึกชื่นชมที่เคยมีต่อกระดาษแผ่นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังทันที

            “อู๋เฟยเฟย เธอจะดีใจอะไรนักหนา สอบได้ที่สามกับที่ห้ามันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก มีแต่สอบได้ที่หนึ่งเท่านั้นแหละที่ครู เพื่อนนักเรียน และผู้ปกครองจะจดจำได้จริง ถ้าเก่งจริงคราวหน้าเธอก็สอบให้ชนะหลินทิงเสวี่ยสิ!”

            อู๋เฟยเฟยได้ฟังก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

            “ตลกสิ้นดีเลยนะ ที่สามกับที่ห้ามันจะเหมือนกันได้ยังไง? ต่งน่า... ฉันไม่เหมือนเธอหรอกนะที่เอาแต่เที่ยวประกาศว่าจะสอบได้ที่หนึ่ง ถ้าทำได้จริงก็ดีไปสิ ปัญหาคือเธอไม่เคยทำได้ แต่ยังเอาแต่โม้ ทีนี้เป็นไงล่ะ ตบหน้าตัวเองเจ็บมากไหม?”

            ต่งน่าพูดไม่ออก ได้แต่กัดฟันกรอด “อู๋เฟยเฟย ทำไมเธอต้องคอยหาเรื่องฉันอยู่เรื่อยเลย ฉันไปขอข้าวบ้านเธอกินหรือไง?”

            ต่งน่าโกรธจนตัวสั่น นับตั้งแต่ถูกย้ายมาอยู่ห้องนี้ อู๋เฟยเฟยก็คอยหาเรื่องเธอตลอด อีกฝ่ายเป็นเหมือนพี่ใหญ่ในกลุ่มนักเรียนหญิง เพื่อนร่วมชั้นส่วนมากจึงเทใจไปเข้าข้างอู๋เฟยเฟย ปล่อยให้ต่งน่าถูกโดดเดี่ยวไร้พวกพ้อง

            ต่งน่าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมใครๆ ถึงชอบเล่นกับอู๋เฟยเฟยนัก ทั้งที่อีกฝ่ายแต่งตัวก็ไม่สวย หน้าตาก็สู้เธอไม่ได้ แถมครูยังดูจะชอบเธอมากกว่าด้วยซ้ำ อู๋เฟยเฟยทั้งตัวสูงใหญ่ แต่งตัวเชย ร้องเพลงไม่เป็น ลายมือก็ไก่เขี่ย บุคลิกห้าวหาญเหมือนเด็กผู้ชาย

            ต่งน่ามั่นใจว่าตนเองเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยที่สุดในห้อง แต่ทำไมทุกคนดูเหมือนจะชอบคนที่ไม่สวยและไม่มีรสนิยมอย่างอู๋เฟยเฟยมากกว่า? แม้แต่หวงเทาก็ยังไปขลุกอยู่กับทางนั้น

            เรื่องนี้ยิ่งทำให้ต่งน่าเจ็บใจ เธอต้องย้ายมาอยู่ห้องนี้ก็เพราะถูกหวงเทารังแกแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไปสนิทสนมกับคนที่เธอเกลียดที่สุด ต่งน่าคิดถึงวันเวลาที่อยู่ห้องหนึ่งจับใจ

            เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของต่งน่า อู๋เฟยเฟยก็ตอบกลับอย่างใจเย็น

            “ฉันไม่เคยหาเรื่องเธอนะ มีแต่เธอต่างหากที่คอยหาเรื่องฉันอยู่เรื่อย ต่งน่า... ฉันรู้ว่าตอนที่เธออยู่ห้องหนึ่งเธอก็ชอบทำตัวเด่น อยากจะกดหลินทิงเสวี่ยให้ต่ำกว่าตลอด เพียงแต่หลินทิงเสวี่ยเขาไม่ถือสาเธอ แต่ตอนนี้เธออยู่ห้องสอง เธอยังอยากจะกดคนอื่นไปทั่ว ขอโทษนะ นี่คือห้องสอง พวกเราไม่ตามใจนิสัยเสียๆ ของเธอหรอก”

            ยิ่งมีการเปรียบเทียบ ต่งน่าก็ยิ่งรู้สึกว่าห้องหนึ่งดีกว่า รู้สึกว่าหลินทิงเสวี่ย สวี่หัวลี่ และเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ในห้องนั้นช่างแสนดี ตอนอยู่ห้องหนึ่งเธอคือจุดสนใจ แต่พอมาอยู่ห้องสองกลับกลายเป็นหมาหัวเน่า

            ต่งน่าอยากย้ายกลับไปห้องหนึ่งแทบขาดใจ แต่เธอก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ หนทางเดียวที่จะทำให้เธอกลับมาเจิดจรัสในห้องสองได้ คือต้องพยายามเรียนให้หนักขึ้น ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งในครั้งหน้า

            ใช่แล้ว... ต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งให้ได้

            มีเพียงการคว้าที่หนึ่งของระดับชั้นมาครองเท่านั้น สายตาของคุณครูและเพื่อนๆ ในห้องสองถึงจะมองมาที่เธอด้วยความชื่นชมอีกครั้ง

            ทางด้านฉินหยวนเฟิง ครั้งนี้เขาก็สอบได้ที่หนึ่งของระดับชั้นเช่นกัน แต่เป็นการครองตำแหน่งร่วมกับหวังกัง คะแนนของทั้งสองคนเท่ากันเป๊ะ ทั้งคู่เป็นเด็กประเภทที่เวลาเล่นก็เล่นสุดเหวี่ยง แต่เวลาเรียนก็ตั้งใจจริงจัง

            เมื่อทิงเสวี่ยทราบข่าว ก็อดแซวเพื่อนทั้งสองไม่ได้ “พวกนายสองคนถึงจะไม่ใช่ฝาแฝด แต่ก็เข้าขากันดีเหลือเกินนะ”

            หวังกังสวนกลับทันควัน “ใครบอกว่าฝาแฝดจะต้องเข้าขากันเสมอไปล่ะ ห้องของพวกเธอก็มีฝาแฝดอยู่คู่หนึ่งนี่นา ฉันได้ยินมาว่าฝ่ายหญิงเรียนเก่งระดับหัวกะทิ แต่ฝ่ายชายเรียนแย่รั้งท้ายเลยนะ”

            ทิงเสวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “นั่นก็จริง สวี่หัวลี่สอบได้ที่สองของระดับชั้น ส่วนสวี่หัวหลงพี่ชายฝาแฝดของเธอสอบได้ที่ห้านับจากท้าย”

            วันที่สามของการปิดเทอมฤดูหนาว หวังหย่าจิ้งเดินทางกลับจากอำเภอมายังหมู่บ้านต้าเหอ และได้โทรศัพท์ชวนสองพี่น้องบ้านตระกูลซู วันรุ่งขึ้นซูชิงชิงกับซูซานซานพร้อมกับซูเจียหนิงก็มาถึงหมู่บ้านต้าเหอ และมารวมตัวกันที่บ้านของทิงเสวี่ย

            สำหรับการรวมตัวครั้งนี้ ทิงเสวี่ยเตรียมการมานานแล้ว เธอซื้อขนมขบเคี้ยวตุนไว้มากมาย และยังนำ 'ซานจา' และ 'ลูกท้อเชื่อม' ที่ลงมือทำเองออกมาต้อนรับเพื่อนๆ

            ในยุคสมัยนั้น ผลไม้กระป๋องถือเป็นของหายากและมีราคาแพง โดยทั่วไปจะซื้อเป็นของเยี่ยมไข้หรือของฝากญาติผู้ใหญ่ ปกติแล้วเด็กๆ จะได้กินก็ต่อเมื่อป่วยไข้เท่านั้น แต่ผลไม้เชื่อมที่ทิงเสวี่ยทำเองนั้นมีปริมาณจุใจกว่าที่ขายตามท้องตลาดมาก

            เมื่อรู้ว่าทิงเสวี่ยทำเองกับมือ หวังกังก็รีบถามด้วยความทึ่ง “เธอทำได้ยังไงน่ะ?”

            ทิงเสวี่ยยิ้มตอบ “ง่ายมากเลย อย่างลูกท้อน้ำผึ้งนี่นะ ก็แค่ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ลงไปในขวดโหล จากนั้นก็เติมน้ำตาลทรายขาวกับน้ำตาลกรวดลงไปหน่อย แล้วก็นำไปต้มในหม้อ พอเห็นว่าเนื้อลูกท้อนิ่มแล้วก็ปิดฝา ต้มต่ออีกสักพักก็ใช้ได้แล้ว ขั้นตอนการต้มซานจาก็คล้ายๆ กันนี่แหละ”

            ซูซานซานตาเป็นประกาย “ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ งั้นปีหน้าตอนฤดูลูกท้อกับซานจาฉันจะลองทำบ้าง จะได้กินผลไม้เชื่อมโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ”

            หลังจากเพลิดเพลินกับขนมและผลไม้เชื่อม ทุกคนก็เริ่มรายงานผลการเรียนของเทอมนี้

            ทิงเสวี่ย หวังกัง และฉินหยวนเฟิง ต่างก็ครองที่หนึ่งของระดับชั้นในโรงเรียนของตน หวังหย่าจิ้งติดหนึ่งในสามอันดับแรก ซูเจียหนิงกับซูซานซานติดหนึ่งในห้า ส่วนซูชิงชิงได้ที่สามสิบห้า

            มีเพียงผลการเรียนของหลินฉางจื้อที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือที่ห้าสิบแปดของระดับชั้น

            “เจ้าหลานชาย นายต้องพยายามหน่อยแล้วนะ ไม่อย่างนั้นนายจะสอบต่อมัธยมปลายไม่ได้นะ” หวังหย่าจิ้งตบไหล่หลินฉางจื้อเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ

            หลินฉางจื้อถอนหายใจ “ยัยหางน้อยวางใจเถอะ ฉันจะพยายามแน่นอน แต่เนื้อหามัธยมต้นมันยากจริงๆ นะ ปีหน้าเธอขึ้นมัธยมต้นแล้วก็จะรู้เอง”

            หวังหย่าจิ้งเรียกหลินฉางจื้อว่า 'เจ้าหลานชาย' ส่วนเขาก็เรียกเธอว่า 'ยัยหางน้อย' ไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวหรือคนอื่นๆ ต่างก็คุ้นชินกับสรรพนามนี้กันหมดแล้ว

            ปีที่แล้วทิงเสวี่ย หลินฉางจื้อ ฉินหยวนเฟิง และหวังกัง อาศัยช่วงปิดเทอมฤดูหนาวทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ จนได้เงินมาก้อนหนึ่ง ปีนี้พวกเขาก็ตั้งใจจะทำเหมือนเดิม

            ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังยังคงรับหน้าที่ขายประทัดและดอกไม้ไฟ ส่วนทิงเสวี่ยกับหลินฉางจื้อก็ยังคงขายภาพพิมพ์ปีใหม่ ภาพเทพเจ้าเตาไฟ ปฏิทินแขวน และภาพมงคลสำหรับติดผนังในช่วงตรุษจีน นอกจากนี้พวกเขายังตกลงกันว่าจะรับ 'ตุ้ยเหลียน' หรือกลอนคู่ปีใหม่มาขายเพิ่มด้วย

            ซูเจียหนิงกับพี่น้องสกุลซูเห็นเพื่อนๆ หาเงินกันได้เป็นกอบเป็นกำก็รู้สึกอิจฉา รบเร้าขอร่วมหุ้นด้วย มีเพียงหวังหย่าจิ้งเท่านั้นที่ไม่ได้สนใจเรื่องปากท้อง เพราะพ่อแม่ของเธอมีงานมั่นคง เป็นคุณหนูผู้สุขสบาย มีคนคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้า ไม่เคยต้องกังวลเรื่องเงินทอง

            สองวันต่อมา พวกเขาพากันไปรับสินค้าที่อำเภอ ส่วนหวังหย่าจิ้งต้องกลับบ้านไป เพราะตารางปิดเทอมของเธอแน่นเอี๊ยดไปด้วยชั่วโมงเรียนเปียโนและวาดภาพ การได้กลับมาวิ่งเล่นที่ชนบทสองวันก่อนหน้านี้ก็นับว่าพ่อแม่ใจดีมากแล้ว

            ปิดเทอมฤดูหนาวนี้ ชีวิตของเด็กทั้งแปดคนเปี่ยมไปด้วยความหมาย หวังหย่าจิ้งยุ่งอยู่กับการเรียนรู้ศิลปะ ส่วนทิงเสวี่ยและพรรคพวกก็ยุ่งอยู่กับการสร้างรายได้

            หลังผ่านพ้นปีใหม่ ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังย้ายไปตั้งแผงขายของที่อำเภอเพื่อโกยกำไรต่อ ทิงเสวี่ยอยากจะตามไปบ้าง แต่หลินกั๋วผิงเป็นห่วงไม่อยากให้ลูกสาวลำบาก จึงสั่งห้ามไว้ ทิงเสวี่ยจึงจำใจต้องอยู่บ้าน

            พริบตาเดียว ปิดเทอมฤดูหนาวก็สิ้นสุดลง เนื่องจากโรงเรียนเปิดเรียนในวันที่สิบหกเดือนอ้าย ทำให้ทิงเสวี่ยและเพื่อนๆ ไม่ทันได้รวมตัวกันทำอาหารกินส่งท้าย

            วันแรกของการเปิดเทอม ทิงเสวี่ยเพิ่งจะหย่อนตัวลงนั่งในห้องเรียนได้ไม่นาน ต่งน่าก็เดินเข้ามาหา

            นับตั้งแต่ย้ายห้อง ต่งน่าก็ไม่ค่อยได้แวะมาหาเธอบ่อยนัก วันนี้ต่งน่าแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส เดิมทีเธอไว้ผมยาวสลวย แต่ครั้งนี้กลับหั่นผมสั้นเหลือเพียงทรงบ๊อบเสมอหู รูปลักษณ์ใหม่นี้ทำให้ดูทะมัดทะแมงและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น

            ในมือของต่งน่าถือหนังสือรวมเรียงความเล่มใหม่เอี่ยมอยู่

            “ต่งน่า ทำไมเธอถึงตัดผมล่ะ?” ทิงเสวี่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง เธอไม่เคยคิดร้ายกับต่งน่า จึงยังคงรักษามิตรภาพไว้เสมอ และต่งน่าเองก็ดูเหมือนจะลดท่าทีก้าวร้าวลงไปมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน

            “ฉันรู้สึกว่าไว้ผมยาวมันดูแลยากก็เลยตัดออก”

            ต่งน่าเปิดหนังสือในมือ พลิกหาหน้ากระดาษที่ต้องการแล้วยื่นให้ดู “หลินทิงเสวี่ย เธอดูสิ คนเขียนเรียงความเรื่องนี้ชื่อเดียวกับเธอเลยนะ”

            ทิงเสวี่ยแสร้งทำตาโตด้วยความประหลาดใจ รับหนังสือมาดู “จริงเหรอ? ฉันว่าชื่อของฉันมันก็พิเศษอยู่นะ ปกติไม่น่าจะมีใครชื่อซ้ำกับฉันนี่นา”

            เรียงความเรื่อง 'สีสันแห่งฤดูใบไม้ร่วง' ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือต้นฉบับเรื่องแรกที่ทิงเสวี่ยส่งไปยังสำนักพิมพ์นั่นเอง หลังจากผ่านการคัดเลือก มันก็ถูกตีพิมพ์รวมเล่มกับผลงานของเด็กคนอื่นๆ ในฐานะนักเขียน ทิงเสวี่ยได้รับหนังสือตัวอย่างส่งมาให้ที่บ้านแล้วหนึ่งเล่ม แต่เธอเลือกที่จะเงียบไว้

            ทิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นก้มลงอ่านบทความที่ตนเองเขียนอย่างตั้งใจ “ไม่นึกเลยว่าฉันกับนักเขียนคนนี้จะชื่อนามสกุลเดียวกันจริงๆ ด้วย บังเอิญจัง... แต่ก็รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยนะ”

            ต่งน่าหรี่ตามอง “พวกเพื่อนๆ ก็ลือกันว่าเรียงความเรื่องนี้เธอเป็นคนเขียน แต่ฉันบอกไปแล้วว่าไม่ใช่ เห็นไหมล่ะว่าไม่ใช่จริงๆ”

            ทิงเสวี่ยหัวเราะร่า “ฉันจะไปเก่งขนาดนั้นได้ยังไง ถึงขั้นได้ตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรียงความเชียวนะ บางที 'หลินทิงเสวี่ย' ในนี้อาจจะเป็นแค่นามปากกา หรือไม่ก็อาจจะมีคนชื่อซ้ำกับฉันจริงๆ ก็ได้”

            ในฐานะนักเขียน การได้เห็นผลงานตีพิมพ์ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด อันที่จริงทิงเสวี่ยสามารถยืดอกยอมรับต่อหน้าต่งน่าได้เลยว่า 'ฉันนี่แหละคือนักเขียนตัวจริง' แต่เธอเลือกที่จะไม่ทำ เพราะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็น

            เรื่องความสำเร็จเล็กๆ นี้ ให้รู้กันแค่ในกลุ่มเพื่อนสนิทและครอบครัวก็พอแล้ว ส่วนคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง... ก็ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้รู้หรอก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405