ั้แ่ชิงหลานกลับมาจากเมืองหลวงสาวน้อยก็กินได้มากขึ้น ร่างกายของเริ่มมีเนื้อมีหนังและเืฝาดบนใบหน้าจังฮูหยินเห็นเช่นนั้นก็ยินดียิ่งนักจึงใช้ให้ เสี่ยวลิ่งนำเงินไปซื้อเนื้อหมูมาผัดให้บุตรสาวกิน
“ท่านแม่เงินของท่านหมดไปกับการรักษาข้ามิใช่น้อยยังเหลือเงินพอซื้อหมูมากขนาดนี้เลยหรือ?”เผยมู่ซีแอบเห็นจังฮูหยินนับเงินอีแปะร้อยเป็พวงในยามค่ำคืนก็พอจะรู้ว่าเงินที่แม่ของชิงหลานเก็บเอาไว้คงจะมิได้มีมากนัก
“ยังพอจะซื้อให้เ้ากินได้บ้างอีกไม่กี่วันแม่ก็จะไปขอรับงานจากเถ้าแก่เนี้ยจางเพิ่ม เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไปดอก”
เผยมู่ซีนึกเห็นใจจังฮูหยินที่ต้องสูญเสียบุตรสาวเพียงคนเดียวไปทั้งสภาพการใช้ชีวิตก็ยากแค้นลำเค็ญจึงอยากจะหาหนทางช่วยเหลือนาง
“ยามท่านไปร้านสกุลจางให้ข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
“เ้าอยากไปทำไมกัน?เพิ่งหายป่วยมาหยกๆ พักให้เยอะๆ เถอะนะ”
“ท่านแม่ดูสิข้าอ้วนขึ้นตั้งเยอะ กินข้าวทีละสองถ้วยก็ไหวให้ข้าไปด้วยนะ ข้าอยากเห็นตลาด”
จังฮูหยินดูสีหน้าบุตรสาวที่เริ่มมีเนื้อที่แก้มท่าทางดูแข็งแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนราวกับคนละคนก็พยักหน้ารับ“อันที่จริงสีหน้าของเ้าก็ดีขึ้นมากแล้ว ไปแค่นี้คงไม่เป็ไร”
จวนตระกูลชิงอยู่ห่างจากตลาดระยะเดินพอได้เหงื่อจังฮูหยินเดินจูงมือบุตรสาวทั้งชี้ชวนให้ดูข้างทางด้วยความสุขใจ
“หลานเอ๋อร์ดูลำคลองสายนี้สิตอนเ้าเป็เด็กในยามฝนตกพวกเราเคยออกมารอจับปลาที่มันหาน้ำใหม่ได้ตั้งหลายตัวนะ”
“น่าสนุกจังเลยนะเ้าคะ”เผยมู่ซียิ้มกว้างความทรงจำของชิงหลานที่ได้รับรู้คือความสุขในวัยเด็กที่ได้ออกมาจับปลาตามท้องถนนกับมารดาและเสี่ยวลิ่งเหล่าลู่เองก็ออกมาช่วยจับปลาด้วย พวกเขาจับปลาได้มากจนกินไม่หมดเหล่าลู่จึงแนะนำให้ทำปลาตากแห้งเพื่อเก็บเอาไว้กินได้นาน
“สนุกสิ!เ้าน่ะสนุกกว่าผู้ใด จับปลาจนเสื้อผ้าเปียกปอนเลอะโคลนตมไปหมดเหนื่อยจนแทบหมดแรงกลับมาก็นอนอยู่เป็วัน” จังฮูหยินรู้สึกว่าหลังจากฟื้นขึ้นมาครั้งนี้บุตรสาวดูเปลี่ยนไปมากราวกับมิใช่คนเดิมนางเคยนอนร่วมห้องกับบุตรสาวแต่คราวนี้หลานเอ๋อร์กลับยืนยันว่านอนคนเดียวได้บุตรสาวที่เคยอ่อนแอและ้าที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจกลายเป็สาวน้อยที่เข็มแข็งและร่าเริงอย่างที่ควรจะเป็แล้ว
ร้านเย็บปักสกุลจางอยู่คู่อำเภอเฉินมายาวนานช่างของร้านล้วนได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นเครื่องเย็บปักถูกนำไปจำหน่ายในเมืองหลวงด้วยคหบดีผู้ร่ำรวยแห่งเมืองิคือผู้เฒ่าจินเคยเดินทางผ่านมายังเมืองนี้ครั้นเห็นว่างานฝีมือสกุลจางดีเยี่ยมจึงติดต่อขอนำไปขายทำให้รายได้ของร้านสกุลจางมาขึ้นจนต้องเปิดรับคนงานเพิ่มอีกจำนวนมากจังฮูหยินเอางานเย็บปักของตนมาให้เถ้าแก่เนี้ยจางได้ดูเป็ครั้งแรกก็ได้รับคำชมและเชิญชวนให้นางนำเอางานปักมาวางจำหน่ายงานปักเป็สอดผสานสีของจังฮูหยินเป็ภูมิรู้ที่ถูกถ่ายทอดกันมาในสกุลจังโดยเฉพาะจึงยากจะมีผู้เลียนแบบได้แม้จะใช้เวลาในการปักอยู่นานแต่เมื่อทำเสร็จกลับคุ้มค่ายิ่ง เงินค่าจ้างที่ได้มามากพอที่จะดูแลทั้งสามชีวิตให้อยู่รอดในแต่ละเดือน
“ท่านแม่ของในร้านเหล่านี้งดงามยิ่งนัก”เผยมู่ซีในร่างของเด็กสาวผอมบางยืนลูบไล้ผ้าปักงดงามด้วยสายตาหลงใหลหากยามนี้นางยังเป็เผยมู่ซีก็คงพอจะมีโอกาสได้รับผ้างดงามเช่นนี้สักพับแต่ในยามที่เป็ชิงหลานเห็นทีแม้แต่ลูบไล้ก็ยังต้องรู้สึกผิด
“คุณหนูชิงสายตาแหลมคมนักผ้าพวกนี้เป็ฝีมือของช่างเก่าแก่สกุลจาง พับนี้มีไว้เพื่อส่งเข้าวัง”เถ้าแก่เนี้ยจางรู้ว่าจังฮูหยินคือคนของสกุลชิงก็พูดคุยอย่างให้เกียรติเสมอมาแม้จะรู้ว่านางเป็เพียงอนุภรรยาที่ถูกส่งออกมาอยู่นอกจวน
ถ้อยคำนินทาของคนเฝ้าจวนสกุลชิงเดิมก่อนจะย้ายออกจากอำเภอเฉินได้พูดถึงจังฮูหยินเอาไว้ว่านางเป็เพียงอนุภรรยาที่มิได้มีการตบแต่งเข้าสู่สกุลชิงอย่างถูกต้องชิงหลานเองก็ไม่รู้ว่าเป็บุตรีของใต้เท้าชิงจริงหรือไม่?แต่เท่าที่เถ้าแก่เนี้ยจางได้พูดคุยและรู้จักนิสัยใจคอของจังฮูหยินนางจึงไม่ปักเชื่อคำให้ร้ายเ่าั้อีกทั้งยังคอยแก้ต่างเพื่อให้คนในอำเภอมองจังฮูหยินในทางที่ดีขึ้น
เผยมู่ซีกวาดตามองไปรอบๆร้านก็พบว่าตามฝาผนังมีอักษรมงคลและภาพวาดแขวนขายอยู่จึงมองด้วยความชื่นชมในชาติที่นางยังเป็เผยมู่ซีท่านย่าเชิญอาจารย์ที่มีฝีมือด้านการเขียนอักษรและวาดภาพมาสอนนางหลายคนทำให้นางเองก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง
“เถ้าแก่เนี้ยเ้าคะท่านรับซื้อภาพวาดพวกนี้ด้วยหรือ?”
หญิงวัยกลางคนผิวพรรณผุดผ่องหันกลับมามองเด็กหญิงที่ยืนมองภาพวาดด้วยความชื่นชม“คุณหนูชิง เ้าชอบภาพพวกนี้หรือ?”
“เ้าค่ะ”แม้เผยมู่ซีจะดูออกว่าลายเส้นของจิตรกรที่วาดภาพพวกนี้มิได้เก่งกาจนักจะว่าไปก็แค่พอใช้ได้
“มีคนเอามาฝากขายน่ะแต่หลังๆ มีคนเดินทางผ่านมาก็ซื้อไปบ่อย ข้าจึงได้รับซื้อเอาไว้เองแล้วเปิดขายทั้งผนังอย่างที่เห็นอยู่นี่ล่ะ”
อำเภอเฉินเป็อำเภอเล็กก็จริงแต่เป็อำเภอทางผ่านเข้าไปในเมืองหลวงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงแคว้นิด้วยความที่เป็เมืองทางผ่านทำให้การค้าขายของเมืองนี้ค่อนข้างคึกคัก ในอำเภอมีโรงเตี๊ยมถึงสองแห่งร้านค้าที่ตั้งอยู่ระหว่างทางผ่านล้วนขยายแผงกันยาวเหยียดแต่ละวันมีรถม้าหลายสิบคันมาจอดแวะพักซื้ออาหารและรับประทานอาหารอยู่ไม่ขาดสายร้านค้าสกุลจางนับได้ว่าเป็ร้านที่มีผู้นิยมแวะเป็อันดับต้นๆ
“เถ้าแก่เนี้ยคราวนี้ข้ามัวแต่พาหลานเอ๋อร์ไปหาหมอในเมืองหลวงจึงไม่ได้ปักงานอยู่หลายวันจึงมาขอรับงานเพิ่ม”
ใบหน้าเปื้อนยิ้มของเ้าของร้านมองดูดวงตาอิดโรยของจังฮูหยินแล้วก็พยักหน้านางเองก็มีบุตรถึงสามคนย่อมเข้าใจในทุกข์ของสตรีที่พยายามหาเงินรักษาบุตร
....เห็นท่า...เงินเก็บของจังฮูหยินคงจะหมดไปกับการรักษาหลานเอ๋อร์แล้ว....
“ท่านทำไหวก็รับไปเถิด่นี้คนเดินทางผ่านเข้ามาเมืองหลวงนิยมซื้องานของท่านนัก ดูสิ!ที่แขวนโชว์ไว้คราวก่อนมีคนมาซื้อไปจนหมดแล้ว”
จังฮูหยินเงยหน้าขึ้นมองตำแหน่งที่วางเปล่าบนผนัง“ช่างดีจริง! ข้ายังเกรงอยู่เลยว่าราคาสูงเช่นนั้นจะขายได้ยาก”
“ผลงานของท่านยากจะหาคนเทียบได้ร้านคหบดีจินในเมืองหลวงก็แจ้งมาว่า้าอีกหลายชิ้นหากท่านทำเพิ่มได้ก็เร่งมือเถิด เื่เงินข้าพร้อมจะจ่ายให้”
จังฮูหยินก้มหน้าน้อยๆนางไม่กล้าเอ่ยว่าตนเองยามนี้เหลือเงินแค่ร้อยอีแปะยังไม่รู้ว่าจะประทังชีวิตไปจนกระทั่งปักงานพวกนั้นเสร็จได้อย่างไร?
เถ้าแก่เนี้ยจางยิ้มน้อยๆ“ครั้งนี้ข้าจะให้เงินมัดจำงานท่านไปก่อนสักสองตำลึงก็แล้วกัน”
สีหน้าของจังฮูหยินแช่มชื่นขึ้นในทันทีรีบกล่าวขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยจางซ้ำแล้วซ้ำอีกน้ำตาของนางขณะที่ก้มก็เจียนจะหยาดหยด หากมิได้เถ้าแก่เนี้ยผู้นี้ชีวิตของนางใน่หลายปีที่ผ่านมาเห็นทีคงไม่อาจประคับประคองมาได้
เผยมู่ซีได้ยินสิ่งที่สตรีทั้งสองสนทนากันแล้วก็สะท้อนใจยามอยู่ในวังสกุลเผยนางไม่เคยต้องคิดมากเื่เงินทองเพราะมีที่นอนที่กินอยู่สุขสบายยามนี้เงินเพียงตำลึงเดียวกลับต้องรอความเมตตาจากผู้อื่นน่าเสียดายที่นางเป็เพียงดวงิญญาเร่ร่อนไม่อาจหยิบเอาของมีค่าบนศพคุณหนูเผยออกมาได้สักชิ้น
เสี่ยวลิ่งรีบเข้ามาช่วยถือห่อผ้าและด้ายที่ได้จากร้านสกุลจางนางลุ้นแทบตายขอให้ฮูหยินกล้าเอ่ยปากขอเงินมัดจำจากเถ้าแก่เนี้ยจังฮูหยินเกรงใจเถ้าแก่เนี้ยเป็ทุนเดิมดีที่เถ้าแก่เนี้ยช่างสังเกตนักเห็นสีหน้าและแววตาของจังฮูหยินก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่าย้าสิ่งใด?
“ฮูหยินเช่นนี้เราก็มีเงินซื้อข้าวสารและของแห้งกลับเรือนแล้วสิเ้าคะ”
จังฮูหยินยิ้มน้อย“ขาดแคลนสิ่งใดพวกเราก็ซื้อให้ครบเถิด แต่เดือนนี้ข้าคงต้องเร่งมือปักงานให้เสร็จโดยเร็ว”
“ฮูหยินสบายใจเถิดข้าจะช่วยท่านอย่างสุดฝีมือแน่”
*********************
*อำเภอเฉินถูกกล่าวไว้ในเื่“ซือซือฮองเฮาพันโฉม”3
