ณ ร้านอาหารพื้นบ้านแห่งหนึ่ง
“มีอะไรหรือเปล่า เธออยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ” อาโปถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้าค้อนข้างเป็กังวล
“คือฉัน…ไม่กินเนื้อสัตว์” หญิงสาวพูดเบา ๆ
“งั้นไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันไปถามป้าเขาให้ว่ามีอะไรที่เป็มังสวิรัติบ้าง” อาโปพูดพร้อมกับจะลุกขึ้นเดินไปถามคุณป้าแม่ค้าท่าทางดูใจดีที่กำลังวุ่นกับการทำอาหารอยู่
“ไม่เป็ไร!” หญิงสาวพูดพร้อมกับคว้าแขนของอาโปไว้
“ไม่เป็ไรหรอกแค่ถามเฉย ๆ ป้าเขาก็ดูใจดี เดี๋ยวไปถามให้นะ” อาโปหันมายิ้มพูดบอกหญิงสาว
อาโปเดินไปหาคุณป้าแม่ค้าสักพักใหญ่คล้ายกับเธอไปรออะไรบางอย่าง แล้วเธอก็เดินกลับมาพร้อมกับจานสีขาวสองใบ จานข้าวสวยร้อน ๆ ที่โปะด้วยผัดผักรวมสีสันสดใสคลุกซอสกินหอมฉุยน่าอร่อย
“หนู ๆ เอานี้ไปกินด้วยแตงโมลุงเขาปลูกเองกับมืออร่อยหวานมาก” ป้าแม่ค้าพูดใบหน้ายิ้มแป้นพร้อมกับถือแตงโมจานใหญ่สีแดงฉ่ำมาให้
“ขอบคุณค่ะ” อาโปรับไว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เธอกินผักด้วยเหรอ?” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
“กินเป็เพื่อนเธอไง เดี๋ยวเธอเหงา” อาโปพูดหน้าอมยิ้มพร้อมกับตักข้าวเข้าปากทำให้หญิงสาวร่างเล็กเขินจนหน้าแดงทำตัวไม่ถูก
“ว่าแต่คุยกันมาตั้งนานแล้ว ฉันยังไม่รู้จักชื่อเธอเลย” อาโปพูดพร้อมกับมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่ละสายตา
“มองอะไรขนาดนั้น” หญิงสาวพูดขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายเลิกจ้องสักทีตอนนี้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยสีแดงร้อนวูบวาบไม่ทั่วทั้งตัว
“แล้วเธอมีแฟนหรือยัง” อาโปพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง เธอลุกจีบหญิงสาวอย่างหนักด้วยความมุ่งมั่น
“ชื่อทิรา” หญิงสาวพูดใบหน้าอมยิ้มเขินอายจนเก็บอาการไม่อยู่ได้แต่ตักข้าวกินแก้เขิน
“ชื่อน่ารักจัง” อาโปพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแป้น
“อืมนี่! เมื่อกี้ป้าแกบอกว่ารูปปั้นพญานาคที่วัดศักดิ์สิทธิ์มาก” อาโปพูด
“ยังไงเหรอ?” ทิราถามด้วยความสนใจ
“แกเล่าว่าหลานชายไม่สบายป่วยหนักจนเข้าโรงพยาบาลหมอยังบอกว่าให้ทำใจ ลุงก็เลยไปบนกับรูปปั้นพญานาคที่วัดว่าถ้าหลานหายลุงจะเลิกกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต แล้วหลานแกก็เริ่มดีขึ้นจริง ๆ” อาโปเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“งั้นเหรอ” ทิราพูดด้วยสีหน้าน้ำเสียงที่นิ่งเฉย
เมื่อกินข้าวเสร็จทั้งคู่ออกมาเดินเล่นรินฝั่งแม่น้ำโขงตามทางเดิน บรรยากาศลมเย็นพัดโชยเป็ระลอก เสาไฟที่เรียงลายริมทางเริ่มมีแสงไฟสีส้มติดสว่างขึ้นเมื่อตะวันตกดิน
“ทิรา!” อาโปพูดน้ำเสียงนิ่งขณะเดินตามหลังคนตัวเล็ก
“ค่ะ!” ทิราตอบ หญิงสาวหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง
“ฉันให้” อาโปพูดพร้อมกับยื่นดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งให้ทิราด้วยใบหน้ายิ้มหวานจนตาปิด
“ฮะ! เออ…” ทิราเขินจนพูดไม่ออกแล้วตอนนี้ หน้าสวยขาวกลับมาแดงอีกครั้ง (เมื่อไรเขาจะหยุดทำให้ใจเราเต้นแรงสักทีนะ จะทนไม่ไหวอยู่แล้ว)
“ไม่ชอบเหรอ” อาโปถามพร้อมกับสีหน้าที่เปลี่ยนไป เธอขมวดคิ้วั์ตาเริ่มเศร้า
“เปล่าค่ะ! ขอบคุณนะ” ทิราพูดมือเรียวรับดอกไม้มาจากอีกฝ่าย ด้วยความกลัวว่าอาโปจะเข้าใจผิดว่าเธอไม่ชอบแต่แท้จริงแล้วเธอเขินจนทำตัวไม่ถูกนั้นเอง
“กุหลาบขาวแทนความรักที่บริสุทธิ์ ฉันชอบนะ!” อาโปพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ชอบกุหลาบสีขาวนะเหรอ?” ทิรามองหน้าอีกฝ่ายแล้วถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ชอบทิราไง” อาโปพูดเธอก้มมองกุหลาบในมือทิรา แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองตาของหญิงสาว
ทิราอึ้งจ้องมองหน้าสาวสวยร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา พึ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมงเขาบอกชอบเธอด้วยสีหน้าที่จริงจัง ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ั์ตาคมเป็ประกายอ้อนรัก แม้เขาจะจำเธอไม่ได้แต่เธอจำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา
ร่างสูงของอาโปขยับเข้ามาใกล้มือข้างหนึ่งโอบเอวบางของทิรา เพียงออกแรกน้อยนิดเธอก็ยอมเซเข้าหาอย่างง่ายดาย มืออีกข้างจับปลายค้างของทิราให้ยกขึ้น เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เพียงริมฝีปากบางนุ่มประกบจูบริมฝีปากบางเล็กของทิรา ััที่นุ่มนวลทำให้คนร่างเล็กอ่อนระทวยใจเต้นไม่ไปจังหวะ อาโปกระชับอ้อมแขนให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้จนแนบชิด มือเรียวขยับเลื่อนไปจับที่ท้ายทอยของทิรา สาวร่างสูงจูบเน้นแรงขึ้นด้วยความเสน่หา
ทิราหลับตานิ่งทำอะไรไม่ถูกทำไมร่างกายของเราถึงยอมทำตามใจเขาทุกอย่างเลย เผลอใจไปกับรสจูบของอีกฝ่ายโดยไม่ได้ขัดขืน ปลายลิ้นนุ่มพยายามแทรกเข้าไปในช่องปากเล็กของเธอ หญิงสาวตัวเล็กสะดุ้งอึกหายใจแทบไม่ทัน
อาโปเห็นอาการของหญิงสาวจึงต้องถอนจูบออกด้วยความเป็ห่วง นิ้วเรียวลูบริมฝีปากบางเบา ๆ
“โอเคไหมคะ?” อาโปถาม
“ค่ะ...” หญิงสาวพูดเสียงเบา แววตาคล้ายกำลังอ้อนวอน