ตอน26 แม้ตายไม่เสียดาย
ณสำนักจวงหลาง
"ปี้อิน ข้าไม่เห็นเฉิงเหลียงั้แ่เมื่อวาน ท่านเห็นเขาหรือไม่"แม่นางเจิ้งเหอไถ่ถามปี้อินด้วยความสงสัย
"อืม... ข้าเห็นเขาออกไปยิงกระต่ายั้แ่วันก่อนเ้าไม่ต้องกังวลร้อนใจไปหรอก เขาคงเบื่อป่าไผ่ไม่เห็นแปลกที่เขาจะหลับนอนในป่าทึบ"
ปี้อินเห็นเจิ้งเหอมีท่าทีร้อนใจจึงเดินเข้ามาใกล้ กล่าวคำพูดหยอกเย้านางอีกเช่นเคย
"เ้าน่ะ แทบจะเป็แม่คนหนึ่ง แทบจะไม่ใช่ท่านหมอแล้ว รู้ตัวหรือไม่"
"ดูแลใส่ใจข้า ให้มันได้ถึงครึ่งที่เ้าดูแลเฉิงเหลียงได้หรือไม่"ปี้อินยังไม่มีท่าทีรู้ร้อนยังพูดจาอ้อนล้อ ยียวนนางในดวงใจอย่างสุขสม
เจิ้งเหอเดินเข้าใกล้ปี้อิน เขาหลับตาพริ้ม เอนเอียงแก้มนวลให้นางสูดดมทว่าไม่เป็อย่างที่คิด เจิ้งเหอบิดหูปี้อินอย่างแรง
"อ๊ะ ๆๆๆ โอ๊ย ๆๆ นะ นี่ เ้าบิดหูข้าทำไมเล่า!!"
"บิดให้เ้าตื่นจากความโง่งมเสียที ข้าแค่ลงเขาไปเอายาที่โรงหมอสองสามวันเ้าก็ก่อเื่เสียแล้ว เช่นนี้ข้าจะฝากชีวิตไว้ได้อย่างไร"เจิ้งเหอกล่าวตำหนิปี้อินยกใหญ่
"ขะ ขะ ข้าขอโทษ " ปี้อินทำหน้ารู้ตัว สำนึกผิด รุ่ยปี้อินชายผู้คลั่งรักและกลัวเมียเป็ที่สุด
"จะไปยิงกระต่ายได้อย่างไรใครเขาจะมีกระจิดกระใจเข้าป่ายิงกระต่ายสรรหาความบันเทิง่นี้ถือว่าเป็่ที่นครฉางอานเผชิญกับกองทัพนักรบเผ่าทุ่งหญ้า...ผู้คนในเมืองต่างอพยพหนีตายเพื่อเอาตัวรอด "
"เ้านี่มันทึ่มจริงๆ"
"เช่นนั้น ไม่ผิดแน่... ไม่ผิด ตามนิสัยของเขาแล้วเฉิงเหลียงต้องหาทางปกป้องอันเล่อให้ถึงที่สุดแน่ ข้าได้แต่ภาวนาว่าเขาจะไม่ทำสิ่งที่ข้าคิด" ปี้อินเริ่มร้อนอกร้อนใจ
"เ้าคิดว่าอะไร ไหนบอกข้าซิ"
"ข้าคิดว่า... เฉิงเหลียงจะเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเหลืออันเล่อ ไม่วิธีใดวิธีหนึ่งแน่ๆก่อนที่เขาจะออกไป ข้าเห็นเขาออกไปพร้อมคันธนูคู่ใจและดอกธนูหางสีแดงเืนกเป็จำนวนมาก"
"งั้นมากับข้า!!!!"
"เสี่ยวเจิ้งเหอ จะพาข้าไปไหน"
"ไปหาอันเล่อ พูดคุยกับนางให้รู้เื่ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ข้าเองทนไม่ไหวแล้วที่ต้องอยู่กับความสับสนยุ่งเหยิงแบบนี้"
เสี่ยวเจิ้งเหอและ รุ่ยปี้อิน (ศิษย์พี่รอง) ตัดสินใจลงเขามุ่งหน้าสู่วังหลวงนครฉางอานอย่างร้อนใจ
ณวังหลวง ห้องโถงใหญ่
อันเล่อไม่อยากรอช้ารีบเปิดห่อผ้าขาวบางนั่นออก
อันเล่อชะงักหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง... มือทั้งสองข้างสั่นซู่ จนสิ่งของในห่อผ้านั้นหลุดมือ
“นายท่าน เป็อะไรไปขอรับ” แม่ทัพเฉียวเห็นท่าทีแปลกๆรีบไถ่ถามด้วยความห่วงใย
“หรือว่า.... บนของชิ้นนั้นจะมีพิษจึงทำให้มือของนายท่านเกร็งสั่นอย่างนั้น” แม่ทัพเฉียวพึมพำด้วยน้ำเสียงคลุมเครือในลำคอ
“ทหาร นำของสิ่งนั้นไปทำลายซะ” แม่ทัพเฉียวออกคำสั่งชี้นิ้วใส่ทหารเล็กๆในทันที
“หยุด อยู่ตรงนั้น ของสิ่งนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆ ทั้งนั้น เดิมทีมันคือของๆข้า “อันเล่อตั้งสติได้ ลุกขึ้นยืนเดินออกจากบัลลังก์ทองด้วยสีหน้าขุ่นงงสงสัย
“นายท่าน หากสิ่งนี้เป็ของท่าน เหตุใดไปตกอยู่ที่เนินเขาล่ะขอรับหรือว่าเื่นี้ จะมีเงื่อนงำ”
“นี่เฉิงเหลียง เขาเก็บมันไว้ข้างกายตลอดเลยหรือ เขาจบกับข้าไปเนิ่นนานทำไมยังเก็บมันไว้อยู่อีก เ้าคิดจะทำอะไรของเ้ากันแน่” อันเล่อคิดในใจ
“ของที่อยู่ในมือเ้า จะเป็อื่นใดไปไม่ได้มันเป็ของแทนใจที่เฉิงเหลียงเคยให้เ้า จะไม่คุ้นหูคุ้นตาอย่างไรได้ “เสียงแม่นางผู้หนึ่งดังมาจากหน้าห้องโถงใหญ่
“นั่นเ้าเป็ผู้ใดกัน!!! “อันเล่อเอ่ยถาม
ทว่าทันทีที่ทหารทั้งหลายได้ยินการเอ่ยชื่อฉงเฉิงเหลียง(ซึ่งเป็ชื่อที่อันเล่อสั่งห้าม) เขาเข้าไปคุมตัวเจิ้งเหอ กับปี้อิน เข้ามา
“ห่ะ นี่เ้า เ้าคือแม่นางร้อยมารยาผู้นั้น เ้ามาทำอะไรที่นี่ ไสหัวไปซะอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก” อันเล่อพยายามเบือนหน้าหนี
“ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น ข้ามาที่นี่ ก็พื่อจะทวงถามและเล่าความจริงทั้งหมดให้เ้าได้หูตาสว่างซักที “เจิ้งเหอพูดจาเสียดสีอันเล่อผู้เป็นายเหนือหัวอย่างไม่กลัวตาย
“เจิ้งเหอ แม้สำนักจวงหลางจะมีสัมพันธ์อันดีกับนางแต่บัดนี้นางคือนายเหนือหัวผู้ปกครองฉางอาน เ้าพูดจาสามหาวมีหวังพวกเราไม่รอดชีวิตแน่ “ปี้อินเห็นทีท่าไม่ค่อยดีเอื้อมมือดึงสะกิดอาภรณ์ของนางเบาๆ
“หุบปากของเ้าไว้กินข้าวเถอะปี้อิน ฉงเฉิงเหลียงเป็ศิษย์น้องของเ้าแท้ๆป่านนี้ไม่รู้ว่า เขาเป็ตายร้ายดีอย่างไรเ้ายังไม่สะลัดละความขี้ขลาดของเ้าลงอีกหรือ”
“ข้าในฐานะ พี่สะใภ้เล็ก ไม่ยินยอมอยู่เฉยแน่!!!” เจิ้งเหลียงตะเบงเสียงสั่งสอนรุ่ยปี้อินซะยกใหญ่
“แม่นางร้อยมารยา เ้าว่าอย่างไรนะ พี่สะใภ้เล็ก อย่างนั้นหรือ” อันเล่อเริ่มคลอนใจ งุนงงไปกันใหญ่
“เลิกเรียกข้าแบบนั้นได้แล้ว ข้าเป็ถึงหมอเทวดาช่วยชีวิตคนอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ข้ามีชื่อ!!! ชื่อของข้าคือ เสี่ยวเจิ้งเหอ”
“ที่แท้ แม่นางผู้นี้ ก็คือหมอเทวดาที่ทุกคนกล่าวขาน” เสียงแม่ทัพเฉียวพูดแทรกขึ้นมา
“พวกทหารโง่ คลายมืออกเดี๋ยวนี้ พวกเ้าเสียมารยาทแล้ว” แม่ทัพเฉียวรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่ครั้งหนึ่ง หมอเทวดา (เจิ้งเหอ)เคยช่วยชีวิตพ่อของตนให้รอดจากความตาย
“ข้าจะบอกอะไรบางอย่างให้เ้าได้หายขุ่นงง จะได้ตาสว่างเสียที อันเล่อฟังข้าให้ดี” เจิ้งเหอลุกขึ้นยืนไม่ยอมก้มหัวให้อันเล่อแม้แต่น้อย
“ข้า เสี่ยวเจิ้งเหอ มีใจรักใคร่เป็หนึ่งเดียวกับ รุ่ยปี้อินผู้นี้มิเคยชมชอบฉงเฉิงเหลียงแม้แต่น้อย ชั่วชีวิตข้า จะแต่งกับปี้อินผู้เดียวเท่านั้น”
รุ่ยปี้อินได้ยินเต็มสองหู บิดเขินใหญ่ ทำสีหน้า ประหนึ่งว่า ภูมิใจในตัวสตรีนางนี้ยิ่ง
“จะ จะเ้า ว่า....ไงนะ แล้วสิ่งที่ข้าเห็นครั้งนั้นล่ะ”
“เ้าเป็ถึงนายเหนือหัวปกครองคนนับแสนให้อิ่มท้องแต่เ้ายังโง่เขลาเสียยิ่งกว่าลาในทุ่งข้าว” เจิ้งเหอพูดตำหนิเปรียบเปรยประมาณว่าอันเล่อโง่เสียยิ่งกว่าฝูงลา
“ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว"
"ก่อนที่จะเ้าควบม้าไปที่สำนักจวงหลาง...."
"2 วันก่อนหน้านั้น เฉิงเหลียงตั้งใจเตรียมตัวจัดแจงเข้าพิธีแต่งงานกับเ้าแต่ด้วยเหตุไม่คิดฝัน ทำให้เสวียนอี จำใจต้องลงเขาด้วยตนเองมุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวง หวังนำพาเฉิงเหลียงเข้าพบชูชวงหลาง อาจารย์ของเขาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนนางจะสิ้นใจ”
“ทว่า เฉิงเหลียง มิอยากให้เ้าต้องเป็กังวลตัดสินใจควบม้ากลับจวงหลางพร้อมเสวียนอีในวันนั้น แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่เฉิงเหลียงเห็นสภาพของชูชวงหลาง เขากลับโทษตัวเองและรู้สึกอนาถใจยิ่งเขาไม่สามารถนิ่งเฉยดูดายได้ หารู้ไม่ ศิษย์ผู้กตัญญูเช่นเขายินดีสละวิชาลับหย่งฟ้า เพื่อช่วยชีวิต อาจารย์ของเขาอย่างไม่ลังเล”
“วินาทีนั้น ไม่มีผู้ใดฉุกคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้ชูชวงหลาง อาจารย์ที่เคารพของพวกเขารอดชีวิต”
“ทุกอย่างราบรื่นไปด้วยดี กระทั่งช่วยชีวิตชูชวงได้สำเร็จเฉิงเหลียงกระอักเืเจียนตาย หลับใหลนานถึง 6 ชั่วยามทุกครั้งที่เขาฟื้นคืน ถูกปราณอื่นเข้าแทรก ไร้สติราวมหาปีศาจร้ายฝังร่าง”
“ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของข้ากับปี้อิน ไปตามข้าที่หลังเขากระทั่งข้าเองยอมขึ้นเขา มุ่งตรงไปยังสำนักจวงหลาง โชคดีที่ข้าไปทันเวลาช่วยชีวิตที่เหลือของเขาไว้ทัน ถึงตอนนั้นก็เป็เวลา 2 วันที่เขาหลับใหลไป”
“ทันทีที่เขาตื่นจากห้วงฝัน สิ่งแรกที่เขาทำ คือไถ่ถามถึงเ้า....เขารู้ดีว่า หลับใหลไปนานเพียงนั้น ต้องทำให้เ้ารอเก้อแน่”