สายลมเย็นพัดผ่านต้นสนสูงใหญ่ริมทาง เสียงใบไม้ไหวกระทบกันดังก้องราวเสียงกระซิบของป่าเก่าแก่ หลิงจวินและฮวาเสียนเดินขบวนผ่านเส้นทางลับในหุบเขาเสวี่ยชิง เส้นทางที่หมอเกาจัดเตรียมไว้ให้ป่ารกทึบและความเงียบงันบดบังสายตาจากผู้ที่ตามล่าอยู่ข้างนอก
“ข้าไม่เคยคิดว่าการเดินทางกลับเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเงียบขนาดนี้” ฮวาเสียนกล่าว พลางหยิบหยดน้ำค้างจากใบไม้มาเช็ดมือ
“ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่เป็สัญญาณของอันตรายที่ใกล้เข้ามา” หลิงจวินตอบ เสียงเขายังคงเ็าเหมือนดั่งเดิมแต่แฝงไปด้วยความระแวดระวัง
ยามเย็นใกล้เข้ามาทั้งสองหยุดพักใกล้ลำธารเล็กๆที่ไหลผ่านป่าทึบน้ำใสสะอาดสะท้อนภาพเงาของต้นไม้สูงใหญ่หลิงจวินก่อไฟด้วยท่าทางชำนาญขณะที่ฮวาเสียนนั่งลงข้างๆ ท่ามกลางความสงบที่ดูไม่ธรรมดา
“ท่านคิดอย่างไรกับชินอ๋อง” นางถามด้วยน้ำเสียงเบา
“มันคือเงามืดที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนักมันใช้เล่ห์เหลี่ยมและความโเี้แทนดาบ” หลิงจวินกล่าวอย่างขมขื่น
“แต่ยังมีบางอย่างในตัวมันบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจ”
“บางอย่าง” ฮวาเสียนเลิกคิ้ว
“ใช่” หลิงจวินจ้องไปยังเปลวไฟ
“ข้าเคยได้ยินเื่เล่าเก่าแก่ที่กล่าวว่ามีพลังลึกลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในราชสำนักนี้เป็พลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของแผ่นดินได้หากตกไปอยู่ในมือที่ผิด”
ฮวาเสียนทำหน้างง “พลังอะไร”
หลิงจวินนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“คัมภีร์ลึกลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในหอสมุดลับของราชสำนักไม่มีใครรู้ที่ตั้งแน่ชัดแต่ผู้ที่ได้จะมีอำนาจเหนือผู้คนทั้งปวง”
“เ้าคิดว่าชินอ๋องตามหาเ้า” นางถามด้วยความกังวล
“ไม่แน่” เขากล่าว
“แต่หากมันพบมันจะใช้มันเพื่อทำลายทุกสิ่งที่ข้ารัก”
ฮวาเสียนยื่นมือไปจับมือเขา “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะอยู่ข้างเ้าตลอดไป”
ไฟค่อย ๆ ดับลงจนเหลือแต่เถ้าถ่านทั้งคู่จึงนอนพิงกันใต้ร่มไม้ที่มีแสงจันทร์เล็ดลอดผ่านกายเปลือยเปี่ยมด้วยความอบอุ่นของอีกฝ่าย
รุ่งเช้าวันถัดมาทั้งสองออกเดินทางต่อด้วยจิตใจหนักแน่นพลางระแวดระวังทุกรายละเอียดรอบตัวทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางไกล
“หยุด” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากหลังพุ่มไม้
“ใครนั่น” หลิงจวินคว้าดาบขึ้นพร้อมดึงฮวาเสียนหลบเข้าไปในเงามืด
ชายรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดดำสนิทพร้อมหน้ากากปิดบังใบหน้าก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
“อย่ากลัว” ชายคนนั้นกล่าว
“ข้ามีเื่สำคัญจะพูดกับท่านแม่ทัพ”
หลิงจวินเลิกคิ้ว “เ้าเป็ใคร”
“ชื่อ เซียนหลง ข้าคือผู้รักษาคำสัญญาของอดีตและผู้ส่งสารจากฝ่ายตรงข้าม”
ฮวาเสียนรู้สึกใจเต้นแรง “ฝ่ายตรงข้าม”
“ใช่” เซียนหลงตอบ
“ข้าคือผู้ที่ไม่อาจอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะความลับที่ข้ารู้ความลับที่อาจพลิกแผ่นดินได้”
หลิงจวินนิ่งไป “พูดมา”
“ชินอ๋องไม่ใช่คนเดียวที่ตามล่าเ้า” เซียนหลงหยิบผ้าพันคอเก่า ๆ ออกมามัดติดกับดาบ
“ยังมีใครบางคนที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของราชสำนักที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคัมภีร์ลึกลับ”
ฮวาเสียนถามเสียงเบา “ใคร”
เซียนหลงก้มหน้าลง “เ้าหญิงเงาผู้ที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อ”
หลิงจวินผงกศีรษะ “เ้าหญิงเงา”
“ใช่” เซียนหลงกระซิบ
“เธอคือความลับที่ราชสำนักไม่อยากให้ใครรู้มีเพียงไม่กี่คนที่เคยพบเธอและน้อยคนที่จะรอดกลับมา”
“แล้วเราจะพบเธอได้ที่ไหน” หลิงจวินถาม
เซียนหลงยิ้มบาง “คำตอบอยู่ในคำสาปของหอสมุดลับหากท่านกล้าเผชิญหน้ากับความจริงท่านจะพบเธอเอง”
ก่อนจะจากไปชายชุดดำพูดเสียงราบเรียบ
“ระวังคนที่ไม่คิดจะใช้ดาบต่อสู้แต่ใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า”
หลังจากชายลึกลับจากไปความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง
ฮวาเสียนมองหลิงจวิน “เ้าหญิงเงานี่มันแผนของชินอ๋องหรือไม่”
“ข้าไม่แน่ใจ” เขาตอบ
“แต่สิ่งเดียวที่รู้คือทุกก้าวที่เราก้าวเข้าไปในราชสำนักจะไม่มีทางกลับออกมาเหมือนเดิมอีก”
หลายวันต่อมาภายในเมืองหลวงที่ห้อมล้อมไปด้วยพระราชวังทองคำและกำแพงหินสูงตระหง่านเสียงกระซิบในราชสำนักดังขึ้นเรื่อย ๆ เื่ของแม่ทัพหลิงที่ถูกกล่าวหาว่าฏ เื่ของเ้าหญิงเงาที่ไม่มีใครเคยเห็นตัวแต่ในเงามืดลึกสุดของพระราชวังมีหญิงสาวชุดดำตนหนึ่งนั่งอยู่หน้ากระจกเก่าแก่ดวงตาเธอเ็าและเต็มไปด้วยปริศนา
“ถึงเวลาหรือยัง” เธอกระซิบพร้อมยกมือขึ้นแตะหยกสีดำที่ห้อยคอ
ในความมืดมิดนั้นเสียงของหญิงสาวกับเสียงหัวใจที่เต้นแรงที่สุดในราชสำนักกำลังจะเปิดฉากเกมหมากล้อม ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด
สายลมเย็นพัดซู่ผ่านป่าลึกหยอกล้อกับกิ่งไม้ใบหญ้าเสียงของลำธารเล็ก ๆ ใกล้เคียงเคล้าคลอกับจังหวะก้าวของหลิงจวินและฮวาเสียนที่เคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังผ่านเส้นทางลับในหุบเขาเสวี่ยชิงเส้นทางที่หมอเกาได้จัดเตรียมไว้ให้เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของผู้ล่าที่เฝ้าระวังทุกฝีก้าว
แสงอาทิตย์รำไรกรองผ่านยอดไม้ทำให้ลำธารใสสะท้อนประกายระยิบระยับราวกับน้ำค้างในยามรุ่งอรุณ ขณะที่ฮวาเสียนจับมือหลิงจวินแน่นขึ้นดวงตาของนางเปล่งประกายความมุ่งมั่นไม่แพ้กัน
“อีกไม่กี่วันเราจะถึงเมืองหลวง” นางพูดเสียงเบาดวงตาเต็มไปด้วยความหวังและกังวล
หลิงจวินเหลือบมองนางด้วยความอบอุ่น
“ใช่แต่จงระลึกไว้เสมอว่าที่นั่นมีพายุร้ายซ่อนอยู่ใต้ฟ้าสีคราม”
ทั้งคู่เดินต่อไปท่ามกลางความเงียบที่ล้อมรอบพวกเขารู้ดีว่ายิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงเท่าใดยิ่งมีเงามืดคอยติดตามใกล้เข้ามา
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าใกล้ค่ำท้องฟ้าเปลี่ยนสีเป็ม่วงคราม หลิงจวินและฮวาเสียนหยุดพักในถ้ำเล็ก ๆ ริมเขาไฟกองเล็ก ๆ ที่ก่อไว้ส่งแสงสลัว ๆ ขับไล่ความหนาวเย็นในยามค่ำคืน
“ท่านคิดอย่างไรกับชายชุดดำที่เราพบเจอเมื่อวาน” ฮวาเสียนถามพลางยกน้ำร้อนจิบเพื่อคลายหนาว
“เซียนหลงเขาคือเงาที่พาดผ่านอดีตและปัจจุบันเป็คนที่ข้าต้องจับตาให้ดี” หลิงจวินตอบ
“แต่สิ่งที่เขาพูด เ้าหญิงเงา นั้นยิ่งทำให้ข้าสงสัย”
ฮวาเสียนขมวดคิ้ว “เ้าหญิงที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อเป็ไปได้ไหมว่าเธอคือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์”
หลิงจวินพยักหน้า “หรือบางทีเธออาจเป็กับดักที่ซ่อนอยู่ก็ได้”
เงียบไปครู่ใหญ่เสียงหริ่งหริ่งของกิ่งไม้กับกระแสน้ำรอบถ้ำดูเหมือนจะกระซิบถึงความลับที่ซ่อนเร้น
“เ้าหญิงเงาเธอคือใคร” ฮวาเสียนถอนหายใจ
“ทำไมต้องปกปิดตัวตนของเธอ”
“เพราะหากชื่อของเธอถูกเปิดเผยก็จะมีคนพยายามกำจัดเธอเช่นกัน” หลิงจวินกล่าว
“เหมือนที่ข้าถูกล่าตามหา”
รุ่งเช้าอีกวันทั้งสองออกเดินทางต่อด้วยจิตใจที่เตรียมพร้อมแต่ยังไม่วายมีความกังวลซ่อนเร้นในดวงตา เมื่อผ่านเข้ามาใกล้เมืองหลวงกลิ่นอายของราชสำนักที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการแก่งแย่งชิงดีเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในใจกลางเมืองหลวงพระราชวังอันโอ่อ่าดูสง่างามท่ามกลางหมอกยามเช้าแต่บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความลับและเล่ห์กล
“เมืองนี้มันเปลี่ยนไปมาก” ฮวาเสียนบอกกับหลิงจวิน
“ความหวาดระแวงและความชิงดีชิงเด่นปกคลุมทุกอณูของอากาศ”
หลิงจวินพยักหน้า “มันไม่ใช่แค่เมืองหลวงที่เปลี่ยนแต่เป็หัวใจของผู้คนที่นี่ด้วย”
ในขณะเดียวกันภายในห้องลับของพระราชวัง หญิงสาวชุดดำร่างบางนั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ใบหน้าขาวซีดดั่งหยกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเ็าดวงตาคมกริบเปล่งประกายลึกลับ
“เวลาของเ้าใกล้มาถึงแล้ว” เธอกระซิบ พลางลูบไล้หยกดำที่ห้อยคออย่างทะนุถนอม
เสียงกริ่งเล็ก ๆ ดังขึ้นที่ประตูเ้าหน้าที่คนหนึ่งคุกเข่าพร้อมใบรายงานในมือ
“เ้าหญิงเงาข่าวจากสายลับในวังแจ้งว่าแม่ทัพหลิงและสาวใช้ฮวาเสียนได้เข้าสู่เมืองหลวงแล้ว”
หญิงสาวยิ้มบาง “ดีให้เกมเริ่มขึ้นเถอะ”
คืนหนึ่งในวังหลิงจวินและฮวาเสียนแอบซุ่มอยู่ในห้องสมุดลับที่มีบรรยากาศเก่าแก่และลึกลับหนังสือเก่ากองอยู่บนโต๊ะหินขัดสายตาทั้งคู่จ้องไปที่หนังสือเล่มหนึ่งที่ดูแตกต่างจากเล่มอื่น
“นี่คือคัมภีร์ลึกลับที่เซียนหลงพูดถึง” ฮวาเสียนถามด้วยความตื่นเต้นผสมความกังวล
หลิงจวินหยิบมันขึ้นมาพลิกผ่านหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยอักษรโบราณลึกลับ
“ใช่แต่สิ่งที่ข้ารู้คือมันไม่ได้เป็เพียงคัมภีร์ธรรมดาแต่มันซ่อนความลับที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งแผ่นดิน”
ขณะที่ทั้งสองกำลังศึกษาคัมภีร์เสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากด้านหลังพวกเขารีบหันไปด้วยความระวัง ชายชุดดำคนเดิมเซียนหลงยืนอยู่ในเงามืดรอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้า
“เวลาของความจริงมาถึงแล้วท่านแม่ทัพ
“เ้าเป็ใครกันแน่” หลิงจวินถามด้วยเสียงเย็น
“ข้าคือผู้ที่เห็นอนาคตและรักษาสัญญาที่ไม่อาจลบเลือนได้” เซียนหลงตอบ
“และยังเป็คนที่รู้ว่าใครคือตัวแปรที่แท้จริงในเกมนี้”
ฮวาเสียนสบตาหลิงจวินด้วยความหวั่นไหว “หมายความว่าอย่างไร”
เซียนหลงช้า ๆ ก้าวเข้ามาใกล้พลางหยิบเศษกระดาษเก่า ๆ ออกจากเสื้อ
“นี่คือเบาะแสที่ท่านต้องรู้” เขาวางมันลงบนโต๊ะอย่างเบามือ
“นี่คือรหัสโบราณที่ถูกซ่อนไว้ในคัมภีร์มันจะนำพาเ้าสู่ความลับที่ถูกลืมเลือนของราชสำนัก”
หลิงจวินหยิบเศษกระดาษขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดดวงตาเปล่งประกายความมุ่งมั่น
“หากเป็เช่นนั้น ข้าจะไม่ปล่อยให้ความมืดครอบงำแผ่นดินนี้”
ในความเงียบสงัดของพระราชวังม่านหมอกแห่งความลับเริ่มถูกเปิดเผยทีละน้อยและเกมหมากล้อมที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลความรักและการทรยศกำลังจะปะทุขึ้นอย่างไม่อาจหยุดยั้ง