(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ 38 ท่านเข้าข้างใครกันแน่ ท่านเป็นพี่ชายข้าแท้ ๆ

    ตอนที่ 38 ท่านเข้าข้างใครกันแน่ ท่านเป็นพี่ชายข้าแท้ ๆ


            “ท่านแม่จะไม่พอใจเจ้าต่างหาก เจ้าหาใช่ลูกในไส้ของนาง ผิดกับข้าที่เป็นลูกบังเกิดเกล้า ต่อให้ฟ้าถล่ม ท่านแม่ก็ยังจะช่วยค้ำยันให้” เซี่ยเสี่ยวหย่ามองอย่างไม่เชื่อ


            เซี่ยเหมียวเหมียวจึงถูกเซี่ยเสี่ยวหย่าหยิกไปหนึ่งที


            ยามนี้เองที่เซี่ยหมิงรุ่ยลูกชายคนสามโพล่งบอก “จะใช่หรือ ช่วงนี้ใครเป็นคนที่ท่านแม่อบรมสั่งสอนมากที่สุดกัน ใครกันที่มัวแต่อยู่เฉย?”


            เซี่ยเสี่ยวหย่ามองค้อนก่อนบอก “ท่านเข้าข้างใครกันแน่ ท่านเป็นพี่ชายข้าแท้ ๆ”


            “เจ้าปกปิดความจริงด้วยคำว่าพี่ชายได้หรือ ท่านแม่ผ่อนปรนกับเจ้าแล้ว อยากถูกนางดุอีกหรือ”


            เซี่ยเสี่ยวหย่าหน้าหงิกงอ 


            รู้สึกอับอายเต็มที


            นางไม่ได้ไปลอบฟังเพียงคนเดียวเสียหน่อย หลังได้ความแล้วก็จะกลับมาบอกพวกเขา


            …


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ลืมนิสัยของเจ้าของร่างเดิม สั่งให้ลูกสะใภ้อย่างเหอเหลียนยกน้ำมาล้างหน้าล้างมือ


            ระหว่างนี้นางปั้นหน้านิ่งเฉย


            เมื่อลูกสะใภ้เห็นเช่นนั้นก็ใจหายวาบ กลับกลายกระวนกระวายใจขึ้นมา


            นางลุกขึ้นยืนทั้งเสื้อผ้ายับ ๆ นั่น


            ไป๋เพ่ยเพ่ยชำเลืองมอง ก่อนสั่งให้อีกฝ่ายไปเทน้ำ


            เหอเหลียนรีบเทน้ำก่อนเก็บอ่างน้ำและผ้าเช็ดมือออกไป


            “ไม่รู้ความหรือถึงได้ไม่รู้จักยกเก้าอี้มาให้ข้านั่ง”


            เหอเหลียนไม่รู้ความจริง ๆ เมื่อได้ยินคำแม่สามีก็รีบเข้าไปเอาเก้าอี้มาให้นางนั่ง


            ไป๋เพ่ยเพ่ยนั่งลง เห็นว่าสองสามีภรรยายังยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นอย่างเมื่อยล้าก่อนบอก 


            “จะมายืนค้ำหัวทำไม ข้าปวดคอไปหมดแล้ว” 


            เดิมทีนางตั้งใจจะให้พวกเขาไปยกเก้าอี้มานั่งด้วยกัน ทว่าเมื่อทั้งสองได้ยินคำนางกลับไม่รอช้าคุกเข่าลงกับพื้น


            ไป๋เพ่ยเพ่ย “...”


            ให้ตายเถิด!


            เจ้าของร่างเดิมน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!


            หลังย้อนเวลามาหลายปี เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกคนอื่น นางไม่เคยรับรู้ได้ถึงความน่าเกรงขามของเจ้าของร่างเดิม แต่เหตุใดเมื่อถึงคราวของสองสามีภรรยาถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้


            ไม่ได้การ!


            นางต้องสงบนิ่งเอาไว้


            นางย่นคิ้วก่อนบอก “ข้าให้พวกเจ้าคุกเข่าหรือ?”


            คุกเข่าก็ผิดไม่คุกเข่าก็ผิด เซี่ยหมิงหนานกับภรรยาพลันทอดถอนใจแล้ว


            เดิมทีระหว่างกลับมาวันนี้ พวกเขาก็ใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ มาตลอดทาง แต่เมื่อมาถึงและต้องเผชิญหน้ากับท่าทีเย็นชาของไป๋เพ่ยเพ่ย พวกเขาจะทนได้อย่างไรกัน


            ลูกสะใภ้เหอเหลียนตาแดง ได้แต่ร่ำไห้ยอมรับผิด 


            “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ...” 


            เซี่ยหมิงหนานเอ่ย “ท่านแม่ ลูกชายคนนี้รู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีก”


            ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยเสียงเรียบ “... พวกเจ้าทำผิดอันใดมากัน?”


            เหตุใดเรื่องราวถึงได้เป็นไปอย่างน่าฉงนนัก


            เหอเหลียนกล่าวทั้งน้ำตา “ข้าไม่ควรกลับบ้านเดิมของข้า ไม่ควรเพียงบอกกล่าวแล้วกลับไปที่นั่น เมื่อแต่งเข้าตระกูลเซี่ยแล้วก็นับว่าเป็นคนตระกูลเซี่ย หากกลับไปบ้านตระกูลเหออีกถือว่าดูหมิ่น ไม่ใช่คนแล้ว ...”


            คล้ายว่าการกลับบ้านเดิมจะนับเป็นความผิดถึงขั้นสมควรถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ


            ส่วนความผิดของเซี่ยหมิงหนานนั้น 


            “ข้าผิดไปแล้ว ท่านแม่ ข้าไม่ควรอยู่ทำงานให้ตระกูลเหอนานถึงเพียงนั้น ข้าเหลาะแหละ ไม่ได้ความ ได้แต่ทำตามคำสั่ง ข้ามันโง่ หัวทึบ แถมไร้สมอง …” 


            เขาพูดทับถมตนเองราวกับกำลังก่นด่าผู้อื่น


            ไป๋เพ่ยเพ่ยนึกไม่ถึงว่าลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่เคยพบกันมาก่อนจะเป็นเช่นนี้


            ทำให้ตนเกิดหนักใจขึ้นมา 


            คนเช่นนี้ไม่ใช่จำพวกหมูหรอกหรือ


            เตะหมูเข้าปากหมา*[1] แล้ว ให้ไปแล้วยากจะได้กลับคืน มิน่าเล่าเมื่อพวกเขาไปบ้านตระกูลเหอจึงคล้ายตกหลุมลึกไร้ก้น หายลับไปเสียนานสองนาน


            คนฉลาดหน่อยยังรู้ว่าควรให้คนมาส่งข่าวให้ที่บ้าน


            ทว่ากลับไม่ใช่พวกเขาทั้งคู่


            สมาชิกในครอบครัวที่ซื่อบื้อ ทำตัวราวกับวัวม้า คนผู้นั้นย่อมซูบผอมผิดรูป แม้แต่ในตระกูลเซี่ย ก็ยังไม่เคยเห็นลูกคนใดถูกทำเช่นนี้


            สถานการณ์ตรงหน้าบ่งบอกถึงสถานะของเหอเหลียนในบ้านเดิม


            และความโหดร้ายของครอบครัวนาง


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รีบร้อนออกความเห็นต่อคำพูดของพวกเขา เพียงถามว่าทำงานอะไรบ้างตั้งแต่ไปอยู่บ้านตระกูลเหอ แต่ละวันได้กินอะไร นอนกี่โมง และคนตระกูลเหอพูดอะไรกับพวกเขาบ้าง...


            ว่ากันตามตรงคือตระกูลเหอโหดร้ายกับสองสามีภรรยามาก


            คำว่า ‘เป็นวัวเป็นม้า’ ของเซี่ยเสี่ยวหย่าหาได้ขบขัน มันมีเค้าความจริงมากทีเดียว น่ากลัวว่าแม้แต่วัวหรือม้าอาจจะยังดีกว่า คนเลี้ยงวัวยังรู้จักให้ข้าวให้น้ำค่อยใช้ทำงาน


            ทว่าสองสามีภรรยากลับอาภัพ ทันทีที่ไปถึงบ้านตระกูลเหอ ไม่ทันได้นั่งก็ถูกแม่เฒ่าเหอจิกหัวใช้ คนหนึ่งไปซักผ้า คนหนึ่งลงไร่ไปช่วยคนที่ได้เชื่อว่าเป็นพี่ภรรยาที่โน้มน้าวเท่าไรก็คร้านจะทำงาน


            ในวันอาการร้อนระอุ 


            ลูกชายตระกูลเหอและแม่เฒ่าเหอทนอยู่สั่งงานไม่ไหว จึงให้เซี่ยหมิงหนานทำงานคนเดียวจนไม่ได้หยุดมือ


            เขาทำงานกระทั่งฟ้ามืด ก่อนกลับไปหลังพ้นเวลาอาหารเย็น


            เมื่อกลับไปถึงก็ไม่หลงเหลืออาหารให้กินแล้ว มีเพียงขนมอบธัญพืชที่แข็งขึ้นราและน้ำเพียงไม่กี่จิบเท่านั้น


            แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนด้วยซ้ำ ได้แต่เก็บฟางจากห้องเก็บฟืนมาปูในห้องครัว ให้พ้นไปหนึ่งคืน


            เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่คนตระกูลเหอยังไม่ตื่น แม่เฒ่าเหอมาปลุกสองสามีภรรยา ใช้คนหนึ่งไปตักน้ำ และอีกคนให้ทำอาหารเช้า


            เมื่ออาหารเสร็จสรรพคนตระกูลเหอถึงค่อยตื่น


            สองสามีภรรยาได้กินเพียงขนมอบธัญพืชเช่นเคย คนหนึ่งรับผิดชอบซักผ้าที่ผลัดเปลี่ยน รวมถึงผ้าปูเตียงที่ไม่ได้ซักมาหลายเดือน ส่วนอีกคนถูกส่งไปทำงานในไร่ที่ยังคั่งค้างจากเมื่อวาน


            ไป๋เพ่ยเพ่ย “...”


            แล้วพวกเขาก็ทำงานแบบนั้นกันอยู่หลายวันโดยไม่ปริปากบ่นเลยหรือ


            นางประหลาดใจมากทีเดียว


            ยอมคนง่ายถึงเพียงนี้ แม้แต่นางยังนึกอยากจะข่มเหงรังแก


            เมื่อถูกผู้อื่นปลุกสัญชาตญาณร้ายกาจของไป๋เพ่ยเพ่ยได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะกลั่นแกล้งอย่างไรก็ไม่มีทางขัดขืนงั้นหรือ


            ได้!


            เช่นนั้นนางก็จะรังแกบ้าง คอยดูแล้วกันว่าจะถึงขีดจำกัดเมื่อใด


            เมื่อนึกถึงสองสามีภรรยาตรงหน้า


            คนหนึ่งเป็นลูกชาย อีกคนเป็นลูกสะใภ้ เป็นคนที่นางต้องปกป้องในภายภาคหน้า นางจึงหงุดหงิดและแค้นใจอยู่บ้าง


            นางสูดหายใจลึก ก่อนบอก “แล้วพวกเจ้าคิดอย่างไร ต้องทำงานให้พวกเขาหลายวันโดยไม่ได้กินอิ่มสักมื้อ ไม่รู้สึกไม่เป็นธรรมบ้างหรือ”


            “อาจรู้สึกอยู่บ้าง แต่… นางก็เป็นแม่ยายข้า”


            “แม้แต่พี่น้องสายเลือดเดียวกันยังต้องคิดบัญชีเลย นับประสาอะไรกับแม่ยาย เซี่ยหมิงหนาน ข้าถามเจ้าหน่อย น้องรองกับน้องสามหรือแม่ยายที่เจ้าใกล้ชิดมากกว่า?”


            “ไม่จำเป็นต้องคิดเลย ก็ต้องเป็นน้องรองกับน้องสามอยู่แล้ว!” เซี่ยหมิงหนานตอบได้โดยไม่ลังเลแต่อย่างใด


            “ในเมื่อรู้ว่าใครใกล้ชิดที่มากกว่าแล้ว เหตุใดถึงฟังคำคนอื่น แต่เมื่อเป็นพี่น้องตนเองกลับไม่ฟังเล่า เสี่ยวหย่ายืนหยัดเพื่อพี่ชายตน แต่เจ้ากลับใจร้ายกับน้องสาว นางพูดเพื่อปกป้องใครกันเล่า นางพูดเพื่อปกป้องพี่ชาย เพราะนึกเป็นห่วง หากเจ้าเป็นคนนอก มีหรือนางจะแยแส น้องยังเล็กแต่ก็รู้ว่าตระกูลเหอทำเกินกว่าเหตุ เจ้าถูกรังแก ไม่รู้ตัวบ้างหรือ”


            เซี่ยหมิงหนานหน้าเสีย “... ข้ารู้ แต่ว่า ...ฝ่ายนั้นก็เป็นแม่ยาย ข้าจนปัญญานัก” 


            “แล้วจะทำทุกอย่างที่นางสั่งเช่นนั้นหรือ หากเขาสั่งเจ้ากินขี้ เจ้าก็จะกินอย่างนั้นหรือ?”


            เขาถึงกับผงะไป


            “กินหรือ เช่นนั้นไปส้วมและตักมากินให้ข้าดูเสียเดี๋ยวนี้”


            “ท่านแม่...”​ เขารู้สึกว่านางคงล้อเล่นเป็นแน่ สีหน้าเขานิ่งค้าง แต่ในใจพลันแตกตื่น


            เขารู้ว่ามารดาโกรธ ทว่าไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมอย่างไร 



    *[1] เตะหมูเข้าปากหมา หมายถึง เอื้อผลประโยชน์ให้ผู้อื่นโดยไม่ตั้งใจ

     


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย ที่คุณอ่าน