บทที่ 1
เมืองฉิน
ในสมัยราชวงศ์ฉิน แบ่งเขตการปกครองด้วยเมืองหลวงแห่งฉิน หรือ ราชวงศ์ฉินที่มีจักรพรรดิเป็ผู้ปกครองแผ่นดินในยุคที่เมืองฉินเข้าสู่ยุคหลังการปราบมารสยบภูติ ผี ปีศาจ ให้สิ้นราบเป็หน้ากลอง เมื่อหลายสิบปีก่อนเมืองหลวงได้รับชัยชนะในการทำากับพวกมาร เหล่าทหารและสามพรรคแห่งเมืองฉินร่วมกันปราบฆ่าล้างเผ่ามารจนสิ้นซากล้างตระกูล ไม่ปล่อยให้เหลือแม้เถ้ากระดูก
ด้วยเหตุนี้องค์จักรพรรดิจึงออกคำสั่งให้เมืองฉินทั้งในและนอกเมือง ไร้สิ้นวิชาพลังปรานทิพย์ ไม่ว่าตระกูลใดพรรคใดหากฝืนกฏส่งบุตรหลานเข้าฝึกพลังปราณทิพย์ มีโทษผิดมหันต์ จะได้รับบทลงโทษจากพรรคมาร ชาวบ้านแถวนี้เรียกว่าปราการคุ้มภัยของวังหลวง (คล้ายที่ฝึกทหารไว้คุ้มภัยของเมืองนี้) เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมีพลังปราณทิพย์แอบไปฝึกวิชานอกรีต อันนำความหายนะมาสู่บ้านเมือง ตัวอย่างนั้นมีให้เห็น พวกฏถูกฆ่าล้างตระกูลไปไม่น้อย มากแล้วล้วนเป็ปีศาจในคราบมนุษย์ชนชั้นกลาง อาศัยอยู่นอกเมืองแอบกัดกินเืเนืุ้์เพื่อเมืองหลวง
ถึงอย่างนั้นองค์จักรพรรดิยังละเว้น ให้หนึ่งในสามพรรค ยินยอมให้พรรคหยินตั้งเป็สำนักฝึกวิชาเซียนโดยมีประมุขพรรค นามว่า ‘ไป่เจียเฟิ่ง’ ผู้ที่มีความสามารถในการควบคุมทั้งสามสำนักในพรรคของตน พรรคหยินตั้งสำนักฝึกวิชาขึ้นมาสามสำนัก กอปรด้วย สำนักเซียน สำนักกระบี่ดำ และสำนักอักษร โดยมีเ้าอาจารย์สำนักเป็ผู้ฝึกสั่งสอนศิษย์ในแต่ละสำนัก
ส่วนพรรคอื่นอีกสองพรรคมีนามว่า พรรคมารทมิฬ และพรรคชานซิน
วันนี้ถือเป็ฤกษ์ดีของวังหลวง ฮ่องเต้จึงจัดพิธีสวมกวาน[1] ให้แก่ ฉินรั่วอวี้ องค์รัชทายาทที่สองแห่งเมืองฉิน ในวันครบรอบอายุครบยี่สิบชันษา
ยามเหม่า
บนทางเดินในวังหลวงเต็มไปด้วยเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ก้าวเท้าเดินติดตามรับใช้องค์รัชทายาทที่หนึ่ง หรือ ไท่จือไจ้จง ที่กำลังเดินไปยังตำหนักตงเทียน ของฉินรั่วอวี้ เพื่อเข้าเยี่ยมอาการป่วยของน้องชาย
ใบหน้าเรียวเล็ก ร่างสูงสมส่วน ไคร่มองแล้วก็ล้วนต้องเอ่ยชมว่าช่างสิริโฉมงดงามดั่งเทพบน์ยิ่งนัก สมแล้วที่เป็องค์ไท่จือ
เหตุนี้องค์รัชทายาทไจ้จงจึงเป็ที่หมายปองของบุตรพรรคต่างเมืองรวมไปถึงองค์หญิงต่างแคว้น
ไท่จือไจ้จง "พวกเ้าเฝ้าอยู่ตรงนี้ ข้าจะคุยกับรั่วอวี้ตามลำพังเสียหน่อย" ไจ้จงกล่าวกับเหล่าขันทีก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง
ฉินรั่วอวี้นอนห่มผ้าด้วยใบหน้าซีดขาว สีหน้าของรั่วอวี้ดูไม่สู้ดีนัก ไจ้จงเม้มริมฝีปากบางก่อนจะฉีกยิ้มออกมา ค่อยๆ ก้าวเข้าไปยังเตียงก่อนจะนั่งลงข้างกายรั่วอวี้
"เป็อย่างไรบ้าง อาการเ้าตอนนี้ทำไมถึงแย่ลงนัก? ...หมอหลวงช่างไร้ฝีมือเสียจริง" มือเรียวขาวนวลยื่นไปแตะหน้าผากชุ่มเหงื่อ เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ ด้วยอาการอ่อนเพลีย ตาคล้ายหนักอึ้งจนเปิดตาไม่ขึ้น บ้างก็เปิดเปลือกตาขึ้นได้เพียงครึ่งก็รู้สึกอยากหลับเสียอย่างนั้น
"ท่านพี่...ท่านมาพบข้ายามนี้ มีเื่ใดอย่างนั้นรึ? " เสียงแหบพร่าเอ่ยถามร่างสูงสง่าที่นั่งอยู่ข้างกายด้วยใบหน้านึกฉงน
"มาพบเ้าได้ ข้าจำเป็ต้องมีเื่เร่งด่วนเท่านั้นรึ? ....รั่วอวี้ ยามนี้เ้าป่วยหนัก อีกไม่กี่ชั่วยามก็ได้ฤกษ์พิธีสวมกวานของเ้าแล้ว เหตุใดฮ่องเต้จึงไม่ยอมเสด็จออกมาเยี่ยมเ้าอยู่อีก...ที่เ้าต้องป่วยหนักสุขภาพย่ำแย่ถึงเพียงนี้ เป็เพราะข้า....ข้าเสียใจยิ่งนัก" ไจ้จงจับมือน้อยๆ ของรั่วอวี้ขึ้นมาก่อนจะบีบเบาๆ
รั่วอวี้ส่ายหน้า "แค่ท่านแข็งแรงก็นับว่าดีมากแล้ว อย่ากล่าวโทษตัวเองเลย เพื่ออนาคตของเมืองฉินแล้ว รั่วอวี้ยินดี"
ไจ้จงพยักหน้าก่อนถอนใจ "ข้าอดสงสารเ้าไม่ได้ วันนี้จึงขอให้เจียงจวินเชิญสหายผู้มีพลังเซียนมาช่วยรักษาอาการป่วยของเ้า...ถึงแม้จะทำให้ดีขึ้นในเวลาอันสั้นอย่างไรแล้ว วันนี้รั่วอวี้เ้าต้องได้เข้าพิธีสวมกวานในวันครบรอบยี่สิบชันษาของเ้านะ"
ไจ้จงกล่าวจบชายร่างสูงในชุดเกราะคล้ายแม่ทัพตำแหน่งใหญ่โตนาม จางหยุ่นฮ้าว เดินเข้ามาในตำหนักตงเทียนพร้อมกับสหายคนสนิท
"ไท่จือไจ้จง...กงจื่อรั่วอวี้" ทั้งสองคนคำนับองค์รัชทายาททั้งสอง ถึงแม้ว่ารั่วอวี้ถูกแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาทที่สอง แต่เ้าตัวกลับชอบให้เหล่านางกำนัลหรือแม้กระทั่งเจียงจวิน (แม่ทัพ) คนสนิทของไจ้จง เรียกตนว่าคุณชายมากกว่าองค์รัชทายาทเสียอีก
"กงจื่อ...ข้าไป่เจียเฟิ่ง..ขอใช้พลังเซียนช่วยรักษาปรับธาตุและทวารทั้งเจ็ดในกายท่าน หากกงจื่อไม่พอใจเจียเฟิ่งต้องขออภัย"
เจียเฟิ่งชายใบหน้ารูปงาม กอปรดวงตาสีนิลสายตาที่คมดุจเยี่ยว แต่แฝงความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ในที รูปร่างสูงโปร่ง ดูน่าเกรงขามสวมชุดฮั่นฝู่[2] สีเงิน ขับผิวให้ดูขาวผ่อง สมแล้วที่เป็ผู้มีพลังเซียนระดับหก บนตัวห้อยป้ายหยกเพื่อแสดงตำแหน่งประมุขพรรคที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองฉิน
เจียเฟิ่งหยิบยาลูกกลอนขึ้นมาหนึ่งเม็ด "นี่เป็ยาลูกกลอน เชิญกงจื่อทานยาลูกกลอนนี้ก่อนที่ข้าจะถ่ายพลังปราณทิพย์เข้าไปตัวท่าน...."
รั่วอวี้มองแววตานึกสงสัย "ท่านพี่ หากฮ่องเต้ทราบเื่...พวกเราจะไม่..."
ไจ้จงยกมือลูบผมยาวสลวยของรั่วอวี้ "เื่นี้จะไม่มีผู้ใดรู้เื่นอกจากพวกข้าสามคน...เ้าโปรดวางใจ"
ทำไมไจ้จงจะไม่รู้ว่ากฏที่ฮ่องเต้ตั้งเอาไว้เป็เช่นไร ถึงแม้จะได้รับบทลงโทษหนักเขาก็ไม่อาจยอมให้น้องชายต้องป่วย ไม่เป็อันใช้ชีวิตให้เหมือนกับคนใน่วัยเดียวกันได้ ถึงอย่างไรจิ๋นซีฮ่องเต้ใจคอคงไม่กล้าฆ่าล้างตระกูลลูกชายของตนได้ลง
รั่วอวี้รับยาลูกกลอนมาจากเจียเฟิ่ง วางมันไว้บนลิ้นก่อนจะดื่มน้ำกลืนยาลูกกลอนไปด้วยความยากลำบาก
"ข้าจะปิดค่ายกลดักจับพลังเซียน..." หยุ่นฮ้าวเดินไปยังริมหน้าต่างของตำหนัก ก่อนจะร่ายคาถาปิดค่ายกลที่ตนเป็คนสร้างขึ้นไว้เพื่อดักจับ ชาวยุทธที่แอบใช้พลังเซียนในเมืองหลวง
"ยาลูกกลอนนี้จะทำให้กงจื่อผ่อนคลาย ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูป ร่างกายก็จะรู้สึกโล่งเบาทำให้สบายตัว" เจียเฟิ่งกล่าวกับรั่วอวี้ ไม่นานร่างสูงรอจนคุณชายหลับไปเพราะฤทธิ์ยา จึงเริ่มการถ่ายพลังปราณทิพย์
นิ้วมือเรียวยกขึ้นสายตาคมจดจ่อ ไม่ช้าก็ปรากฏแสงไฟสีขาวเป็ประกายวิบวับถูกปล่อยส่งไปยังชีพขจรที่เต้นตุบๆ อยู่บนข้อมือขาวของรั่วอวีี้
เจียเฟิ่งรู้สึกได้ถึงความอ่อนแรงของชีพจรที่เต้นคล้ายคนใกล้สิ้นใจ ไม่ทราบเหตุผลมาก่อนว่าเหตุใดกงจือผู้นี้ถึงได้สุขภาพไม่ดีนัก อาการป่วยที่รักษามานานหลายปีกลับไม่เคยดีขึ้น กระแสเืในกายนั้นไหลเวียนเชื่องช้ากว่าคนปกติ
ร่างสูงยังคงจ่อนิ้วส่งกระแสพลังปราณด้วยจิตตั้งมั่น
ไจ้จงยืนมองรั่วอวี้ด้วยความห่วงใยอยู่ไม่ห่างกาย แม่ทัพหยุ่นฮ้าวยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนัก หากฮ่องเต้เสด็จมายามนี้ คงเป็เื่ใหญ่โตแน่
แม่ทัพหยุ่นฮ้าวที่ยังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าตำหนักตงเทียน กล่าวสั่งนางกำนัลที่เดินเข้ามาพร้อมชุดเครื่องแต่งกายสำหรับเข้าพิธีสวมกวานของกงจื่อรั่วอวี้ที่จะถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งชั่วยาม
"พวกเ้าส่งชุดของกงจื่อมาให้ข้า ตอนนี้ไท่จือไจ้จงคุยเื่สำคัญกับกงจื่ออยู่ จึงมีคำสั่งไม่ให้ผู้ใดเข้ารบกวน"
"ลำบากท่านแม่ทัพแล้ว" นางกำนัลส่งชุดให้ท่านเจียงจวินก่อนจะคำนับแล้วเดินกลับออกจากตำหนักไป
เจียเฟิ่งถ่ายพลังปราณทิพย์ให้กงจื่อสำเร็จไปด้วยดีแต่ทว่าอาการป่วยไข้ของคุณชายท่านนี้ เกิดจากการโดนเม็ดฝนเป็เวลานานมากกว่าสามชั่วยาม
"เหตุใดจึงทำสีหน้าเครียดเช่นนั้นเล่าประมุขหยิน" ไท่จือไจ้จงเอ่ยถามเจียเฟิ่ง ที่แอบถอนใจเล็กน้อย
"ไม่ทราบว่าหลายวันมานี้ กงจื่อรั่วอวี้ ได้เดินทางเข้าป่าบ้างหรือไม่...อาการไข้คราวนี้เกิดจากร่างกายโดนฝนมากกว่าสามชั่วยาม หากเป็เพียงพายุฝนปกติ ก็จะไม่ทำให้ล้มป่วยง่ายถึงเพียงนี้..."
ไจ้จงเกิดคำถามและยังไม่เข้าใจกับสิ่งที่เจียเฟิ่งกล่าวมาสักเท่าไร "ที่ท่านกล่าวมาหมายความว่าอย่างไร...รั่วอวี้ป่วยเพราะโดนฝนเช่นนั้นหรอกหรือ? "
ใบหน้ารูปงามพยักลงเล็กน้อย "ฝนนี้เรียกว่าเข็มพิรุณ...หากผู้ใดโดนเข็มพิรุณจนเนื้อตัวเปียกชุ่ม จะทำให้พิษจากเข็มพิรุณนี้ซึมเข้าสู่กระแสเื...ทำให้เืเกิดการไหลเวียนติดขัด เหตุนี้กงจื่อจึงมีไข้ทำให้ชีพขจรเต้นช้ากว่าคนปกติ..."
แววตาแสดงออกถึงความสงสัย ไจ้จงเอ่ยถาม "เข็มพิรุณนี้...มาจากที่ใด? "
ฉุดคิดเพียงครู่ เจียเฟิ่งกล่าวขึ้น "ทางไปเขาจันทราพันปี...หรือเขาไท่ซาน...บริเวณนี้เดิมทีจะมีนักพรตอาศัยเพื่อปกป้องเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ ฝนเข็มพิรุณนี้ว่ากันว่าเป็ฝนจากเผ่ามารที่ปกคลุมเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ เพราะเส้นทางไปเขาไท่ซานมีภูติผีปีศาจเคยอาศัยอยู่มากนัก เมื่อโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ิญญาและซากร่างของมันก็สลาย ระเหยกลายเป็หมอกพิษขึ้นสู่ฟ้า ทำให้กลายเป็หยาดเข็มพิรุณที่แหลมดั่งคมเข็ม..."
เหตุใดคุณชายท่านนี้ถึงได้เดินทางไปที่เขาจันทราพันปี การเดินทางไปที่เขาแห่งนี้ ช่างยากเย็นนักไม่ค่อยมีผู้ใดอยากเดินทางผ่านเส้นทางนี้
บริเวณหอสังเกตการณ์เป็อีกหนึ่งหอเฝ้าเตือนระวังภัยที่มีท่านแม่ทัพเจียงจวินเป็ผู้ควบคุมดูแล ในเมืองหลวงแห่งนี้มีหอคล้ายกันเช่นนี้อยู่อีกสองที่ซึ่งมีชื่อว่าหอระฆังสร้างขึ้นไว้เพื่อตีในยามเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้น และหอกลองจะตีในยามเย็นตอนพระอาทิตย์ตก
หอระฆังกับหอกลองจะทำหน้าที่แตกต่างจากหอสังเกตการณ์ฉะนั้นการที่เจียงจวินหยุ่นฮ้าวเป็ผู้บังคับบัญชาคอยสั่งการให้กับเหล่าทหารในพรรคมารทมิฬคอยเฝ้าระวังภัยบนหอคอยที่สูงเกือบหนึ่งลี้ก็ถือว่าเหมาะสมมากแล้ว
แม่ทัพหยุ่นฮ้าวยืนเสริมพลังค่ายดักจับพลังเซียนอยู่บนหอสังเกตการณ์พร้อมกับประมุขเจียเฟิ่ง แสงสีฟ้าครามถูกเพ่งขึ้นบนท้องฟ้าก่อนจะเปลี่ยนทิศ เจียเฟิ่งตวัดนิ้วมืออยู่สองสามครั้งก่อนแสงแห่งพลังปราณค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็สีฟ้าขาวแม่ทัพหยุ่นฮ้าวยกยิ้มให้กับเจียเฟิ่งหลังจากเสร็จภารกิจเสริมพลังเวทย์ให้กับค่ายดักจับพลังเซียนนี้
เดิมทีมีเพียงแม่ทัพหยุ่นฮ้าวร่ายเวทย์เสริมพลังเพียงผู้เดียวก็ย่อมได้ หากแต่ประมุขเจียเฟิ่งที่ชอบใช้พลังปราณ์ทิพย์อยู่เป็ประจำจึงทำให้แม่ทัพหยุ่นฮ้าวได้เบาแรงลงไปได้บ้าง
แม่ทัพหยุ่นฮ้าวกล่าวขึ้นว่า “เ้านี่ไม่ยอมให้ข้าได้ใช้พลังเวทย์ที่ร่ำเรียนมาเลยจริงๆ”
ประมุขเจียเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย “ใยเ้าต้องคอยตำหนิข้าทุกครั้งที่ข้าช่วยเ้าเสริมพลังเวทย์ มิใช่เื่ใหญ่โตอะไรเลย”
แม่ทัพหยุ่นฮ้าวส่ายหน้าก่อนจะชี้นิ้วไปยังประมุขเจียเฟิ่ง “เหตุใดข้าถึงจะตำหนิเ้าได้ลง ใต้หล้านี้มิมีผู้ใดมีพลังเซียนระดับเทพเท่าท่านอีกแล้ว ข้าน้อยมิอาจตำหนิท่านประมุขแห่งพรรคหยินหรอกขอรับ...มิกล้า” เสียงหัวเราะขบขันดังขึ้นน้อยๆ ระหว่างประมุขพรรคและแม่ทัพหยุ่นฮ้าว ทั้งสองนับว่าสนิทกันมากนักเป็สหายกันมานานนับสิบปี คอยช่วยเหลือดูแลความเป็อยู่ของประชากรในเมืองฉินนี้ด้วยความสามารถที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้
เว้นแต่ว่าท่านแม่ทัพแห่งพรรคมารถึงแม้ว่าจะถูกสะกดพลังมารที่มีเพียงครึ่งในสายเืเอาไว้ก็มิเคยที่จะคิดฏแก่เมืองหลวง อีกทั้งผู้ที่ร่ายคาถาสะกดพลังมารให้ก็เป็ผู้ใดไปมิได้หากไม่ใช่ประมุขพรรคหยินไป๋เจียเฟิ่ง หากวันใดที่จางหยุ่นฮ้าวคิดใช้พลังมารขึ้นมาแน่นอนว่าชีพขจรในกายต้องขาดสะบั้นร่างแหลกสลายไปในชั่วพริบตา
จางหยุนฮ้าวที่ถกเถียงกับประมุขเจียเฟิ่งเสร็จจึงเอ่ยขึ้นว่า “ยามนี้คงใกล้ถึงเวลาเข้าพิธีสวมกวานของกงจื่อรั่วอวี้แล้ว หากช้าจะเป็การเสียมารยาทแก่ฮ่องเต้...เ้ากับข้ารีบไปโถงถิงหลงกันเถอะ”
ยามเฉินแล้วอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะถึงเวลามงคล ตอนนี้คุณชายรั่วอวี้ฟื้นตัวจากการได้รับพลังเซียนจากประมุขเจียเฟิ่งหน้าตากลับมาสดใส แก้มเนียนซับสีเื ริมฝีปากขึ้นสีกลีบดอกจวีฮวา อีกทั้งชุดสำหรับเข้าพิธีในวันนี้ยิ่งประทินผิวที่ขาวอยู่แล้วให้ขาวผ่องขึ้นไปอีกด้วยชุดเสวียนตวน[3] สีคราม เข็มขัดหยกสลักลวดลายถูกคาดรอบเอวบางของคุณชายรั่วอวี้เป็ขั้นตอนสุดท้ายในการแต่งชุดเสวียนตวนเข้าพิธีในวันนี้
นางกำนัลผู้รับใช้เดินเข้ามาก่อนเอ่ยขึ้น “กงจื่อใกล้ถึงเวลาอันสมควรแล้วเพคะ...”
คุณชายรั่วอวี้ส่งยิ้มผ่านบานกระจกลักษณะกลีบบัวสะท้อนให้เห็นใบหน้างดงามของตนในยามนี้ได้ดีไม่น้อย รั่วอวี้ผินตัวไปพยักหน้าสองสามทีก่อนจะเดินนำนางกำนัลไปยังห้องโถงถิงหลง ซึ่งเป็โถงสำหรับการจัดงานเลี้ยงงานพิธีมงคลมากมายพื้นที่ก็มากพอที่จะให้เหล่าขุนนางชั้นหนึ่งหรือเสนาบดีกรมขุนนาง และเหล่าประมุขพรรคทั้งสามพรรครวมอาจารย์จากสำนักต่างๆ อีกด้วย
บรรยากาศยามนี้เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจากบรรดาขุนนางมากมาย โต๊ะอาหารถูกตั้งเรียงกันอย่างเป็ระเบียบบริเวณประตูทางเข้าโถงถิงหลงประดับด้วยผ้าแพรสีทองพลิ้วไสว หลายคนมักลือกันว่าฮ่องเต้นั้นมิชอบการจัดงานเลี้ยงหรืองานพิธี แต่ไหนแต่ไรก็น้อยนักที่ห้องโถงถิงหลงนี้จะถูกเชิญแขกมากมายให้เข้าร่วม แต่วันนี้รั่วอวี้กลับรู้สึกประหลาดใจนักที่ฮ่องเต้จัดงานพิธีสวมกวานให้ตนใหญ่โตถึงเพียงนี้
ที่นั่งถูกตระเตรียมไว้อย่างสมเกียรติ ด้านหน้าห้องโถงเป็ที่ประทับของฮ่องเต้กับฮองเฮาถัดออกไปเป็เก้าอี้ทองสลักลวดลายัเป็ที่นั่งของ ไท่จือไจ้จงหรือว่าที่องค์จักรพรรดิฉินองค์ใหม่ รั้วอวี้ฉีกยิ้มอย่างสุขใจไปให้ไจ้จงที่นั่งอยู่ด้านหน้า
เสียงของซั่งอี้หัวหน้ากองราชพิธีเอ่ยขึ้นเสียงดังว่า “ฮ่องเต้เสด็จแล้ว...” สิ้นเสียงของซั่งอี้กล่าวผู้คนในห้องโถงนี้ต่างยืนคำนับอย่างแข็งขันพร้อมเพรียง ฮ่องเต้ขึ้นไปนั่งบนที่ประทับพร้อมกับฮองเฮาที่นั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว
องค์จักรพรรดิกล่าวขึ้นเสียงเข้ม “ได้ฤกษ์แล้วพวกท่านอย่ารีรอกันเลย เชิญนั่งดื่มสุรากันก่อนเถิด” ฝ่ามือถูกผายบอกเป็สัญลักษณ์ว่าเชิญดื่มสุราอยู่ตรงหน้า สุราหนึ่งจอกถูกฮ่องเต้ยกขึ้นดื่มจนหมด ไจ้จงมีสีหน้าแปลกใจเหตุใดท่านพ่อไม่เอ่ยอะไรเกี่ยวกับรั่วอวี้เลย เวลานี้ควรจะดื่มฉลองให้กับองค์รัชทายาทรั่วอวี้ที่มีอายุครบยี่สิบชันษาแล้วสิ เหตุใดถึงได้...
ไจ้จงกล่าวขึ้น “ท่านพ่อ..ยามนี้ใช่เวลามาร่ำสุรางั้นหรือ? รั่วอวี้ยืนอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว ท่านไม่กล่าวอวยพรให้รั่วอวี้สักหน่อยหรืออย่างไร”
ฮ่องเต้วางจอกสุราสีหยกลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง “เ้าก็อวยพรให้น้องชายเ้าสิองค์รัชทายาทไจ้จง...เหตุใดต้องรอเพียงข้าเท่านั้น ยามนี้แล้วหวงกุ้ยเฟยก็ยังมิออกมาร่วมงาน เป็แม่ของเขาแท้ๆ ไม่คิดอยากจะมาร่วมอวยพร ข้าก็มิมีคำอวยพรใดจะกล่าว”
บัดนี้รั่วอวี้มีสีหน้าเศร้าลงหลังจากได้ฟังคำกล่าวของฮ่องเต้คล้ายคมมีดกรีดใจ ท่านแม่ไม่เสด็จมาร่วมพิธีนี้เขาไม่นึกแปลกใจ ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ไม่เคยมองรั่วอวี้ผู้นี้เป็ลูก หลังจากโดนฮ่องเต้ปลดจากตำแหน่งฮองเฮามาเป็หวงกุ้ยเฟยเนื่องจากเขาเองที่ไม่สามารถขึ้นรับตำแหน่งองค์จักรพรรดิต่อจากฮ่องเต้ได้ ด้วยอาการป่วยมานานนับหลายปี ด้วยเหตุนั้นเพื่อให้มีการสืบทอดตำแหน่งที่เหมาะสมฮ่องเต้จึงแต่งตั้งให้ท่านแม่ของ ไท่จือไจ้จงขึ้นมาเป็ฮองเฮา อีกทั้งยังปลดท่านแม่ที่เคยนั่งตำแหน่งนี้มาก่อนเป็เพียงสนมชั้นเอกเท่านั้น
ฮองเฮากล่าวขึ้น “น้องหญิงยังคับแค้นใจข้าอยู่ ฮ่องเต้โปรดอภัยให้น้องหญิงด้วย...ไท่จือรั่วอวี้หวังว่าเ้าจะไม่ถือสาคำพูดของฮ่องเต้เมื่อครู่ ยามนี้เป็เวลามงคลมิควรทำให้เสียฤกษ์” ฮองเฮาส่งยิ้มไปให้รั่วอวี้ที่คราวนี้แสร้งยิ้มกลับไป
รั่วอวี้คำนับฮองเฮา “รั่วอวี้มิบังอาจ...เวลานี้มีแขกมากมาย ขอทุกท่านอย่าได้ใส่ใจรั่วอวี้ผู้นี้เลย เชิญทุกท่านร่ำสุรากันต่อเถิด...” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าก่อนจะคำนับฮ่องเต้ที่ยกจอกสุราขึ้นดื่มไปแล้วหลายจอก
ประมุขเจียเฟิ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลมากนักกล่าวขึ้น “ได้เวลาอันเหมาะสมแก่การสวมกวานแล้วใช่หรือไม่...หัวหน้ากองราชพิธี” ทั้งห้องโถงหันไปมองประมุขเจียเฟิ่งทันที รวมถึงกงจื่อรั่วอวี้ที่พอจะจำประมุขเจียเฟิ่งได้ถึงแม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยรู้จักเป็การส่วนตัวนัก แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามจากท่านพี่ไจ้จงอยู่บ้างท่านประมุขผู้นี้ที่ช่วยรักษาอาการไข้ของเรา
เจียเฟิ่งคิดว่าหากช้ามัวแต่พูดให้มากความเกรงว่ากงจื่อผู้นั้นคงยืนเงียบจนทำตัวไม่ถูก
หัวหน้ากองราขพิธีพยักหน้าตอบ “เป็อย่างที่ท่านประมุขกล่าวถาม ยามนี้ได้เวลาฤกษ์ดี...เชิญฮ่องเต้เริ่มพิธีสวมกวานให้แก่องค์รัชทายาทรั่วอวี้ที่วันนี้อายุครบยี่สิบชันษาด้วยพะย่ะค่ะ”
ไท้จือไจ้จงกล่าวเสริมทันควัน “ท่านพ่อหากชักช้าเดี๋ยวเสียฤกษ์เกรงว่าจะไม่ใช่เื่ดี” ฮ่องเต้ถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินลงจากที่ประทับหยิบกวานสีเงินประดับด้วยอัญมณีสีม่วงบนโลหะสลักลายั เดินเข้าไปหารั่วอวี้ ร่างบางของคุณชายนั่งลงคุกเข่ารอให้ฮ่องเต้สวมกวานลงบนศรีษะ
ฮ่องเต้กล่าวในขณะที่กวานถูกสวมลงบนศรีษะของรั่วอวี้ว่า “บัดนี้เ้าเติบโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ข้าหวังว่าเ้าจะทำตนให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง แก่วังหลวงไม่มากก็น้อย”
รั่วอวี้ก้มหน้าคำนับ “รั่วอวี้รับทราบแล้ว ขอฮ่องเต้โปรดวางใจ...กวานครบรอบยี่สิบชันษาของรั่วอวี้นี้นับว่าเป็เกียรติมากนัก”
ฮ่องเต้ยืนมือไพล่หลังปรายตามองลูกชายชั่วครู่ “ดี...ข้าหวังกับเ้าไว้มากนักแต่กลับต้องผิดหวังมาก็มาก จะทำอะไรก็อย่าได้ทำให้เมืองหลวงแห่งนี้เสื่อมเสีย...เหมือนแม่ของเ้า”
————————————————————————————————
พิธีสวมกวาน1 :เด็กชายจีนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็ม ก็จะมีพิธีสวมกวาน เรียกว่า "จี๋กวาน及冠" “พิธีบรรลุนิติภาวะ” เริ่มขึ้นในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยราชวงศ์โจว จะจัดเมื่อเด็กชายจีนมีอายุครบ 20 ปีเต็ม และจะมีการสวม” กวาน” (冠) หรือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเพื่อเป็เครื่องบอกระดับยศและสถานะ
ชุดฮั่นฝู่2 : เป็ชุดแต่งกายของชาวจีนโบราณทั้งชายและหญิง มีหลายชั้นหลากสี เหมือนที่เห็นในหนังจีนแนวโบราณหลายๆ เื่ที่จะมักแต่งกายด้วยชุดฮั่นฝู่
ชุดเสวียนตวน3 : ชุดเสวียนตวนเป็ชุดแบบโบราณใช้ในงานพิธีการสำหรับบุรุษประกอบด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีเข้มยาวถึงเข่าผ้าคาดเอวมีหางหงษ์สองชายห้อยอยู่ด้านหน้าและกระโปรง