เมื่อได้ยินคำขู่ของอีกฝ่าย หลินชิงหลวนก็พลันยกยิ้มอย่างเย้ยหยันให้ในทันที "หากเป็นเช่นนั้นก็ดี ก่อนเจ้าตายข้าจะประกาศให้เจ้าและทุกคนได้รับรู้ว่าข้า หลินชิงหลวน ผู้อาวุโสคุมกฏแห่งตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงมิเคยหวาดหวั่นต่อผู้ใด ต่อให้ผู้อาวุโสห้าอะไรของเจ้าจะอยู่ที่นี่เจ้าก็ไม่สามารถรอดพ้นความตายได้!!"
"ตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง!!"ทุกคนกล่าวอย่างตกตะลึง ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงเป็นตัวตนเช่นไร ในที่นี้ลั่วเฉินเป็นคนที่ตกใจมากที่สุด เนื่องจากเหล่ยหยางหลุดพูดชื่อเขาออกไปเมื่อครู่และอาจจะนำไปสู่อันตรายต่อลูกชายและลูกสะใภ้ของเขาก็เป็นได้
ส่วนทางด้านเหล่ยหยางเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็สิ้นหวังขึ้นมาในทันที ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าจะสูงส่งถึงปานนี้ สูงส่งเสียจนสถานะของผู้อาวุโสลำดับห้าซึ่งเป็นสามีของลูกสาวตนถึงกับมัวหมองในทันทีเมื่ออยู่เบื้องหน้าหญิงงาม
"เพลิงอเวจีแผดวิญญาณ"
เสียงอันเรียบเฉยของหลินชิงหลวนดังขึ้นเปลวเพลิงสีดำของนางพุ่งตรงไปหาเหล่ยหยางโดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวแต่อย่างใด
"ไม่ๆๆๆ อ๊ากกก ข้ายังไม่อยากตาย!!!"เหล่ยหยางกรีดร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง เปลวเพลิงนี้ไม่เพียงแต่แผดเผาร่างเท่านั้นแต่วิญญาณเองก็ไม่มีเหลือ
เมื่อสังหารอีกฝ่ายได้แล้วหลินชิงหลวนยังไม่หยุดมือเพีย เปลวเพลิงสีดำตรงดิ่งไปยังหอคอยสายฟ้าในทันทีและแผดเผาจนวอดวาย หากใครหนีออกมา นางก็ไม่ได้ตามฆ่าแต่อย่างใดถือซะว่าคนๆนั้นดวงดี นี่คือการแสดงตัวอย่างให้เห็นว่า การที่กล้ามายั่วยุตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วงจะเจอกับอะไรบ้าง หากนางใจอ่อนไม่เด็ดขาดจะเป็นผู้อาวุโสคุมกฏของนิกายได้อย่างไร
"ท่านป้าจบปัญหาแล้วกลับเถอะ" ลั่วอู่หลินกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นว่าป้าของเขาทำงานเสร้จสิ้นแล้ว ทว่าหลินชิงหลวนกลับมิได้ทำตามอย่างที่เขาบอกแต่อย่างใด
"ผู้นำนิกาย เจ้าแซ่ลั่วสินะ รู้จักชายที่มีนามว่าลั่วไห่เฟิงหรือไม่?"หลินชิงหลวนหันไปกล่าวถามลั่วเฉิน ลั่วอู่หลินถึงกับกุมขมับ ในเมื่อเรื่องมาถึงขนาดนี้เขาจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตอนนี้ความคิดของชายหนุ่มมืดแปดด่านไปหมดซึ่งไม่ต่างอะไรจากลั่วเฉินเลยแม้แต่น้อยที่ไม่รู้จะกล่าวตอบอะไรออกมา
แต่ทว่าทันใดนั้นเองเสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นพร้อมกับปรากฏร่างชายหญิงสองคนอยู่เบื้องหน้าของลั่วเฉิน "ไม่ได้เจอกันนาน ยังเป็นเด็กที่แก่นแก้วไม่มีเปลี่ยนเลยนะ หลวนเอ่อร์"
หลินชิงหลวนที่ได้ยินเสียงและได้เห็นชายหญิงตรงหน้าก็ดวงตาสั่นเคลืออย่างช่วยไม่ได้ น้ำตาของนางเริ่มเอ่อไหลออกมาจากดวงตา ในที่สุดก็พุ่งเข้าไปหาลั่วไห่เฟิงและหลินอี้เฟยในทันทีและโอบกอดพวกเขาเอาไว้แน่น
"พี่ใหญ่ลั่ว ท่านอา ฮือๆ"นางกล่าวพร้อมกับร้องไห้โฮ ลั่วอู่หลินที่ไม่เคยเห็นด้านนี้ของท่านป้าก็ถึงกับทำสายตาประหลาดใจ ส่วนทางด้านเจ้าหอคอยทั้งสามที่ยังเหลือก็ถึงกับอึ้งตะลึง นี่คือลูกชายและลูกสะใภ้ของลั่วเฉินไม่ใช่หรือ แล้วไอ้คำว่าพี่ใหญ่กับท่านอาที่เขาได้ยินเมื่อครู่มันอะไรกัน นี่เขาหูฝาดไปใช่หรือไม่
"โอ๋ๆหลอนเอ่อร์ของอา เมื่อครู่ยังห้าวหาญอยู่เลยเหตุใดถึงได้กลายเป็นเด็กขี้แยเช่นนี้ไปได้"หลินอี้เฟยกล่าววแซวพร้อมกับลูบผมหลานสาวเบาๆอย่างเอ็นดู หลินชิงหลวนตอนนี้คล้ายกับลูกแมวตัวน้อยๆก็ไม่ปาน เรียกได้ว่าละทิ้งท่าทางห้าวหาญและเด็ดขาดไปจนหมดสิ้น
"ท่านอาข้าคิดถึงท่านมากๆ"หลินชิงหลวนกล่าวคำเดินซ้ำๆ ในเวลาเดียวกันลั่วอู่หลินก็พลันลอยออกมาจากเรือเหาะและตรงเข้ามาผสานมือคาราวะ ลั่วเฉินและเจ้าหอทั้งสามคนในทันที
"หลานชายตัวดีก็มาด้วย โอ้! แถมดูเหมือนจะถูกตาแก่นั่นผนึกพลังเอาไว้เสียด้วย คงลำบากไม่น้อยเลยทีเดียว ฮิฮิ"เมื่อเห็นหลานชาย หลิงชิงหลวนก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอกล้อ
"ท่านยาย ท่านอย่าล้อข้านะขอรับ หากไม่ใช่เพราะแผนของท่านยายทวดมีหรือที่ข้าจะโดนตาแก่นั่นจับได้ง่ายๆ"ลั่วอู่หลิงกล่าวออกมาพร้อมกับกอดอกพองแก้มเล็กน้อย ทำให้หลินอี้เฟยถึงกับหัวเราะอย่างขบขันออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"หึ หลานชายตัวดี ก็คิดอยู่ว่าทำไมเจ้าถึงได้ทำตัวแปลกๆและเอาแต่ห้ามข้า คอยดูว่าจะลงโทษเจ้าอย่างไร"หลินชิงหลวนหันไปกล่าว ลั่วอู่หลินก็ยกยิ้มเจื่อนๆให้นาง ไม่รู้ทำไมเหมือนกันทั้งๆที่ทุกคนต่างมากว่าพรสวรรค์ของเขาสูงส่งแต่ทว่าเมื่ออยู่ตรงหน้าของท่านยาย ท่านป้า รวมไปถึงยายทวดแล้วชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าไม่มีทางที่จะชนะพวกนางได้
"เอาน่าๆเป็นเพราะอาเองที่ให้เขาเก็บเอาไว้เป็นความลับ เจ้าจะโทษหลานได้อย่างไร ไปเถอะ ไปพูดคุยด้านในกันดีกว่า"หลินอี้เฟยกล่าวและพาหลินชิงหลวนและคนอื่นๆเข้าคฤหาสน์ไป
ในตอนนี้เจ้าหอคอยทั้งสามที่พากันตกตะลึงเมื่อครู่ก็พลันแยกย้ายกลับหอคอยของตนเอง เนื่องจากพวกเขาตกใจกับเรื่องเมื่อครู่มากแล้วและไม่ได้อยากรับรู้อะไรที่มันเกี่ยวกับครอบครัวของประมุขนิกายอีก
หนึ่งวันผ่านไปด้านในคฤหาสน์ใหญ่ของประมุขนิกาย ตอนนี้หลินชิงหลวนเกาะติดหลินอี้เฟยราวกับลูกที่กลัวแม่หายก็ไม่ปาน ลั่วอู่หลินที่เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะกระแอมไอไม่ได้และกล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายในทันที
"ท่านป้า ตั้งแต่พบท่านยายก็เอาแต่กอดนางอยู่แบบนั้นไม่คิดจะให้ข้ากอดท่านยายตัวเองบ้างหรืออย่างไร"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาของหลินชิงหลวนก็จ้องเขม็งไปที่ลั่วอู่หลิน หลินอี้เฟยที่ได้เห็นก็อดหัวเราะอย่างสนุกสนานไม่ได้ ก่อนที่จะมีศึกระหว่างป้าหลานนางจึงได้กล่าวห้ามปรามออกไป
"เอาน่าๆนางไม่ได้เจอยายมาหลายร้อยปีแล้ว หลินหลิน หลานก็ยอมให้นางหน่อยก็แล้วกัน"หลินชิงหลวนพยักหน้าและมองหลานชายประดุจนางเป็นผู้ชนะ ลั่วอู่หลินที่เห็นอดยิ้มเยาะท่านป้าคนนี้ของเขาอย่าช่วยไม่ได้ ใครจะคิดกันว่าผู้อาวุโสคุมกฏผู้สูงส่งจะแสดงกิริยาเสมือนเด็กน้อยเช่นนี้ออกมา
"ท่านอา ท่านกลับบ้านกับข้าเถอะนะเจ้าคะ ท่านย่าคิดถึงท่านมากเลยทีเดียว"หลินชิงหลวนกล่าว จากเดิมที่หน้าของหลินอี้เฟยประดับรอยยิ้มเอาไว้ก็พลันหุบลงในทันที
"เห้อ อาเองก็คิดถึงท่านแม่เช่นเดียวกัน ทว่าหากกลับไปตอนนี้ไม่รู้ว่าตาแก่นั่นจะทำอย่างไรกับพวกเรานี่สิ"นางกล่าวตอบหลานสาวพร้อมกับถอนหายใจ
"หากเป็นท่านปู่ ท่านอาไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ ข้ารู้ดีว่าท่านปู่เองก็ไม่ได้โกรธพวกท่านแล้ว แต่ที่เห็นว่าท่านทำตัวเคร่งขรึมเช่นนั้นก็เพราะมีนิสัยชอบเอาชนะ อีกทั้งข้ายังเชื่อว่าท่านย่าย่อมอยู่ฝ่ายเดียวกับท่านอาอย่างแน่นอน ฉนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ"หลินชิงหลวนกล่าวโน้มน้าว
ในอดีตนางถูกเลี้ยงมาโดยหลินอี้เฟยและลั่วไห่เฟิงเสียส่วนใหญ่ เวลาพวกเขาไปไหนก็จะพานางไปด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีความรู้สึกผูกพันธ์ ความปรารถนาของนางก็แค่อยากให้ท่านอากับพี่ใหญ่กลับสู่ตระกูลเท่านั้นหาได้มีอะไรแอบแฝง
"เรื่องนี้แม่เห็นด้วยกับนางนะ หัวอกคนเป็นแม่ย่อมต้องห่วงลูกเป็นธรรมดา ยิ่งพวกลูกหนีออกมาหลายร้อยปีเช่นนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าแม่ของอี้เฟยจะคิดถึงนางมากเพียงใด"ลั่วเหม่ยที่นั่งฟังอยู่ก็กล่าวออกมา ทำให้หลินอี้เฟยและลั่วไห่เฟิงต้องหันไปมองและหันกลับมาหาหลินชิงหลวนที่ตอนนี้แววตาของนางเต็มไปด้วยความอ้อนวอนอย่างยิ่งยวด
"เห้อ ก็ได้ แต่ต้องจัดการปัญหาให้หมดก่อน เพราะตอนนี้ดูเหมือนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาแล้ว"หลินอี้เฟยถอยหายใจยาวและกล่าวออกมา
"ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจัดการเอง"หลินชิงหลวนกล่าวและพุ่งทะยานออกไปด้านนอกในทันที เพราะในเวลานี้มีชายวัยกลางคนๆหนึ่งกำลังบินมาทางนี้พร้อมกับหญิงสาวอีกคนที่ท่าทางเดือดดาล
หลินชิงหลวนยืนตระหง่านเช่นนั้น เมื่อชายคนดังกล่าวมาถึงก็พลันดวงตาเบิกกว้างในทันที และชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากผู้อาวุโสห้าที่เหล่ยหยางกล่าวอ้าง และภรรยาของเขาที่มีนามว่าเหล่ยจีเซียงนั่นเอง