บทที่ 15 ขอบคุณจริง ๆ
จวินเหวินกระวนกระวายใจ เพราะเหตุผลที่เฟิ่งซีพูดมานั้นมีน้ำหนักเหลือเกิน!
สำหรับคนไร้ค่าอย่างนาง จะมีสิ่งใดที่น่าดึงดูดไปกว่าวิชาที่เหมาะสมกับตัวเองได้อีกเล่า?!
ก่อนหน้านี้นางยังถูกใส่ร้ายป้ายสีในสำนักฮุ่นหยวนอีกด้วย!
ชายในหน้ากากดำก็เชื่อเช่นกัน
นอกจากเหตุผลที่เฟิ่งซีพูดมาจะมีน้ำหนักแล้ว ยังมีเหตุผลอีกข้อหนึ่ง นั่นคือเขาหยิ่งผยองเกินไป!
เขามั่นใจว่าเฟิ่งซีเป็เพียงเด็กสาวคนหนึ่ง นางไม่กล้าหลอกลวงเขาเด็ดขาด!
เขาจึงพยักหน้า "เ้าพูดถูกแล้ว วิชาของมนุษย์ต้องพึ่งพาตันเถียน แต่พวกมารอย่างพวกข้าไม่ได้เคร่งครัดเช่นนั้น พวกข้ามีวิธีบำเพ็ญเพียรหลายวิธีที่เหมาะกับเ้า
แต่ว่า ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าจะสามารถก่อความวุ่นวายในหมู่มนุษย์ได้?"
เฟิ่งซียิ้มอย่างภาคภูมิใจ "อย่างที่ข้าเพิ่งบอกท่านไป ก่อนหน้านี้ข้าถูกลดขั้นให้เป็เพียงคนรับใช้ในสำนักฮุ่นหยวน แต่ตอนนี้ข้าคือศิษย์ที่รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงจากเซียวไป่เต้าเ้าสำนักเสวียนเทียน ไม่ว่านางจะทรมานข้าอย่างไร ตำแหน่งนี้ก็เป็ของข้าอย่างแท้จริง
นั่นยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความสามารถของข้าหรือ?
อีกอย่าง ข้ายังมีของแถมอีกด้วย! ศิษย์พี่ห้าของข้า จวินเหวิน แม้บางครั้งจะดูโง่เง่าไปบ้าง แต่วรยุทธ์ของเขาไม่เลว ข้าจะคอยวางแผนอยู่เื้ั ส่วนเขารับหน้าที่วางเพลิงฆ่าคน!"
จวินเหวิน "......"
ขอบคุณ!
ชายคนนั้นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปที่จวินเหวิน "เ้าว่าอย่างไร?"
หากเป็ในยามปกติ จวินเหวินคงจะยอมตายดีกว่ายอมแพ้ เพราะนี่คือความคิดที่เขาได้รับการปลูกฝังมาั้แ่เด็ก
แต่หลังจากที่ได้เห็นการแสดงของเฟิ่งซีเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเริ่มลังเลใจ
แต่เมื่อนึกถึงเื่ที่เฟิ่งซีเคยหลอกให้สิงโตทองคุกเข่า ศิษย์น้องคงไม่ได้ตั้งใจจะเป็สายลับจริง ๆ หรอก นางคงมีแผนการอื่นอยู่แน่
ดังนั้น เขาจึงฝืนใจพูดออกมาว่า "หากมีโอกาสรอด ข้าก็ไม่อยากตาย ข้าจะฟังคำของศิษย์น้อง"
ขณะที่จวินเหวินเอ่ยคำเ่าั้ออกมา ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวไปหมด
โชคดีที่ตอนนี้เขาถูกพลังมารสีดำห่อหุ้มร่างอยู่ จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสีหน้าของเขา
ชายคนนั้นได้ยินก็หัวเราะเสียงแหลมอย่างน่าขนลุก "มนุษย์ช่างขี้ขลาดจริง ๆ! ไม่คู่ควรกับทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่ดีเช่นนี้เลย สักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเป็ของพวกเราเผ่ามาร..."
จวินเหวินโกรธจนแทบขาดใจ อยากจะเอาถุงเท้าเหม็น ๆ ไปอุดปากชายคนนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ครู่หนึ่งผ่านไป ชายคนนั้นก็กล่าวว่า "เพื่อความไม่ประมาท ข้าต้องประทับตราจิติญญาลงบนตัวพวกเ้า เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเ้าหลอกลวงข้า"
เฟิ่งซีพูดพลางยิ้มกว้างว่า "นายท่าน ข้าคิดว่าไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น มิใช่ว่าข้ามีความคิดอื่นใด แต่เป็เพราะข้าคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเราเผ่ามาร ท่านลองคิดดู พวกสำนักทั้งสี่มิใช่คนโง่เขลา หนึ่งครั้งสองครั้งอาจไม่เกิดความสงสัย แต่หากตกหลุมพรางบ่อยครั้ง พวกเขาจะไม่ระแคะระคายหรือ?"
"หากพวกเขามีของวิเศษที่สามารถระบุตราประจำเผ่ามารได้ ข้าและพี่ร่วมสำนักก็คงจะถูกเปิดโปงแน่!"
"การที่พวกข้าจะตายหรือไม่นั้นเป็เื่เล็ก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือมันอาจทำให้แผนการอันยิ่งใหญ่ของท่านต้องล้มเหลว!"
"อีกอย่างท่านเป็ถึงผู้ใด? แล้วพวกข้าเป็ใครกัน?"
"แม้จะให้ความกล้าแก่พวกข้าอีกสักกี่ชีวิต พวกข้าก็ไม่กล้าหลอกลวงท่านหรอก!"
"แน่นอนหากท่านรู้สึกไม่มั่นใจ ท่านก็ลงมือได้เลย ข้าไม่ถือสาหรอก"
จวินเหวินใช้ไหวพริบทั้งชีวิตเอ่ยเสริมว่า "ใช่แล้ว ป้ายของสำนักเสวียนเทียนของพวกข้าสามารถแยกแยะพลังมารได้ บางทีอาจจะแยกแยะร่องรอยจิตสังหารที่ท่านทิ้งไว้ได้ด้วย"
ชายคนนั้นขมวดคิ้วพลางหัวเราะเยาะ "ช่างเถอะ ข้าคิดว่าพวกเ้าคงไม่กล้าหลอกลวงข้าหรอก!"
เฟิ่งซียิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู "สมกับที่ท่านเป็ผู้ยิ่งใหญ่ บุคลิกท่านช่างแตกต่างจริง ๆ"
"นายท่าน เมื่อพวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ท่านจะปล่อยพวกข้าได้หรือไม่?"
"การถูกมัดแบบนี้ช่างทรมานเหลือเกิน! โดยเฉพาะข้าที่อ่อนแอราวกับลูกไก่ตัวน้อย หากพลาดพลั้งตายไปเสียก่อน คงไม่มีโอกาสได้รับใช้ท่านแล้ว"
ชายคนนั้นแค่นเสียงหึในลำคอ ก่อนจะโบกให้จวินเหวินและเฟิ่งซีกลับมาเป็อิสระอีกครั้ง
เฟิ่งซีค้อมตัวคำนับอย่างนอบน้อม "เฟิ่งซีคารวะนายท่าน!"
จากนั้นนางก็จ้องมองจวินเหวินด้วยสายตาดุดัน
จวินเหวิน "...จวินเหวินคารวะนายท่าน!"
ผู้าุโพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ "หากพวกเ้าทั้งสองเชื่อฟัง อนาคตย่อมมีผลประโยชน์มากมายรอพวกเ้าอยู่"
เฟิ่งซีแสดงสีหน้าประจบประแจง "นายท่าน พวกเราพูดคุยกันมาครู่ใหญ่แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใดกันแน่ กรุณาบอกนามของท่านให้พวกข้าทราบได้หรือไม่?"
ชายชราสีหน้าหยิ่งผยอง "ข้าคือเซวี่ยเทียนเจวี๋ย"
จวินหวินร้องอุทานด้วยความใ "ท่าน ท่านคือเซวี่ยเทียนเจวี๋ย? เป็ไปได้อย่างไรที่ท่านจะเป็เซวี่ยเทียนเจวี๋ย? เซวี่ยเทียนเจวี๋ยไม่ได้ตายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อนหรือ?"
ชายชราหัวเราะเสียงแหบพร่า "ถูกต้อง เมื่อร้อยปีก่อนข้าถูกมนุษย์ล้อมโจมตี เพื่อหลบหนี ข้าได้ใช้วิชามารหนอนไหมเก้าพิสดาร ทำให้พวกมันเข้าใจผิดว่าข้าสิ้นลมหายใจไปแล้ว แต่แท้จริงข้าได้ซ่อนตัวอยู่ใต้เหมือง จำศีลรอเวลา"
"ด้วยการคุ้มครองของเทพมาร ทำให้ข้าค้นพบเหมืองหินิญญาระดับสูงใต้ดินแห่งนี้ มิเช่นนั้นข้าคงไม่ฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้
พวกโง่เขลาจากสำนักเสวียนเทียนคิดว่าเหมืองหินเหือดแห้งไปแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าหินิญญาที่ขุดไปก่อนหน้านี้ เป็เพียงแร่ที่เกิดร่วมกับเหมืองหินิญญาระดับสูงเท่านั้น..."
เฟิ่งซี : (???)
ยังมีของที่ได้มาโดยไม่คาดคิดอีกหรือ?!
“ที่แท้ท่านก็คือผู้าุโเซวี่ยเทียนเจวี๋ย ถึงแม้พวกมนุษย์หน้าไหว้หลังหลอกเ่าั้จะใส่ร้ายป้ายสีท่านมากมาย แต่ในใจข้า ท่านคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่แบกท้องฟ้าไว้! ข้าเคยคิดว่าท่านกับข้าคงจะอยู่คนละภพภูมิ ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความรุ่งโรจน์ของท่าน ไม่คิดว่าข้าจะมีวาสนาได้เป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน..."
จวินเหวินมีสีหน้างงงวย
ศิษย์น้อง เ้าช่างไร้ยางอายจริง ๆ! พูดคำน่าขยะแขยงเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร?
ไม่ว่าจะน่าขยะแขยงหรือไม่ เซวี่ยเทียนเจวี๋ยรู้สึกพอใจเป็อย่างยิ่ง นานนับร้อยปีแล้วที่เขาไม่เคยได้ยินคำพูดที่ไพเราะเช่นนี้ เด็กสาวผู้นี้ไม่เลวเลย!
แต่ที่จริงแล้ว เฟิ่งซีไม่เคยรู้จักเซวี่ยเทียนเจวี๋ยมาก่อนด้วยซ้ำ!
นางเป็เพียงผู้มาจากต่างถิ่นและร่างเดิมก็ไม่ได้มีความรู้มากมายนัก ส่วนในนิยายจะมีกล่าวถึงหรือไม่นั้น นางก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะนางอ่านแบบข้าม ๆ
หลังจากที่เฟิ่งซีประจบประแจงเสร็จแล้ว จึงถามว่า "แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป? หากท่านไม่ขัดข้อง ข้ากับศิษย์พี่จะช่วยท่านขุดเหมืองเอง!"
"ของดี ๆ เช่นนี้จะปล่อยให้พวกชั่วช้าจากสำนักเสวียนเทียนได้ไปง่าย ๆ ได้อย่างไร!" เซี่ยเทียนเจวี๋ยโบกมือ "หินิญญาคุณภาพดีที่อยู่ตื้นและขุดง่ายนั้นเหลือน้อยเต็มทีแล้ว หาก้าขุดลึกลงไปคงต้องสร้างความวุ่นวายใหญ่โต คงไม่เหมาะสม
ปล่อยมันไว้ที่นี่ก่อน รอวันหน้าค่อยมาเอาก็ไม่สาย"
เฟิ่งซีรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง!
จะกลับมาเอาในภายหลัง?
ฝันไปเถอะ!
เซวี่ยเทียนเจวี๋ยกล่าวต่อว่า "อาการาเ็ของข้ายังไม่หายดี ข้าจำเป็ต้องพักฟื้นที่นี่อีกสักระยะ
ที่เหมืองชั้นสองมีช่องว่างใกล้กับูเา พวกเ้ารีบออกไปจากที่นั่นเถอะ เผื่อเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น "
เฟิ่งซีแสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์ "นายท่าน ข้าอยากจะอยู่เรียนรู้ข้างกายท่านต่อ ต้องจากไปแล้วหรือ? ข้าอยู่ต่อไม่ได้หรือเ้าคะ?"
จวินเหวิน : ...ระวังจะแสดงมากไปนะ! เดี๋ยวเขาไม่ให้ไปจริง ๆ หรอก!