เมืองซุ่ยซิงตั้งอยู่ในแคว้นซานเจี่ยวเป็นเมืองศูนย์กลางของแคว้นแห่งนี้ที่เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ภายในรัศมีหลายหมื่นลี้มีสำนักน้อยใหญ่นับสิบแห่ง มีผู้ฝึกตนมากมายจนนับไม่ถ้วน
และในช่วงไม่กี่วันนี้ผู้ฝึกตนรอบเมืองซุ่ยซิงก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นไปอีกทั้งยังมีนักปรุงโอสถจำนวนมากปรากฏกายให้เห็น
พวกเขาล้วนเดินทางมาเพื่อหวังสร้างชื่อเสียง
เพราะการประลองปรุงโอสถสวรรค์กำลังจะถูกจัดขึ้นที่นี่
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเมืองซุ่ยซิงยังอาศัยชื่อของการประลองครั้งนี้ จัดงานประมูลครั้งใหญ่ว่ากันว่ามีของวิเศษล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่น่าปรารถนาจำนวนมากอีกต่างหาก
บัดนี้หน้าประตูเมืองที่ใหญ่โตมีผู้คนและรถราสัญจรกันอย่างพลุกพล่าน ดุจสายน้ำไม่ขาดสาย
มีผู้ฝึกตนจำนวนมากเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อชำระศิลาวิญญาณเพื่อเข้าเมือง
“ให้ตายเถอะ!แค่เข้าเมืองก็ต้องสองพันศิลาวิญญาณแล้ว!”
“เมื่อก่อนแค่ห้าร้อยเองนะตอนนี้เพิ่มขึ้นตั้งสี่เท่า!”
“ไปปล้นเสียยังจะดีกว่า!”
ผู้ฝึกตนผู้ยากจนบางคนสีหน้าบูดบึ้งพึมพำด่าทอในใจไม่หยุดยั้ง
แต่ถึงปากจะบ่นแต่มือก็ยังหยิบศิลาวิญญาณสองพันก้อนจากแหวนมิติโยนให้เจ้าหน้าที่อย่างไม่เต็มใจมิกล้ากระทำการอันใดล่วงเกินแม้แต่น้อย
ใครๆก็รู้ว่าเมืองซุ่ยซิงไม่ใช่สถานที่ธรรมดาๆเจ้าเมืองนั้นเป็นถึงคือผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงพลัง
กฏเกณฑ์ภายในเมืองแห่งนี้ก็ไม่อนุญาตให้มีการปะทะใดๆ กันเกิดขึ้น
หาไม่แล้วจะถูกเจ้าเมืองลงมือสังหารทันที!
ยังมีผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ถูกศัตรูไล่ล่าก็พากันมาหลบหนีภัยที่นี่
ภายในเมืองมีผู้คนมากมายหลากหลายปะปนกัน
ตอนนี้ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งได้ชำระศิลาวิญญาณอย่างคล่องแคล่วแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปในเมือง
เขาก็คือมู่เฉินที่หายตัวไปถึงสองปีนั่นเอง
โครงหน้าของเขามีการแปรเปลี่ยนไปบ้างคราบความเยาว์วัยที่อ่อนเยาว์เดียงสาได้เลือนหายไป ดวงตามั่นคงแน่วแน่ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ดูเหมือนว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา เขาได้ผ่านอะไรมาไม่น้อยเลย
ไม่นานหลังจากน้้นมู่เฉินก็เลือกโรงเตี๊ยมผู้ฝึกตนแห่งหนึ่งเพื่อเข้าพักภายในห้องพักแต่ละห้องมีค่ายกลที่สามารถปิดกั้นการสอดแนมด้วยพลังจิตตรวจสอบได้การพักค้างคืนหนึ่งคืนราคาจึงแพงลิบลิ่ว
โดยเฉพาะในช่วงงานยิ่งใหญ่เช่นนี้ราคายิ่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ทว่าศิลาวิญญาณเพียงเล็กน้อยนี้สำหรับมู่เฉินผู้เป็นนักปรุงโอสถแล้ว ย่อมไม่ใช่ปัญหา
ตอนนี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอนนิ้วเรียวยาวลูบไล้แหวนโบราณคร่ำคร่าวงนั้น พลางถอนหายใจแผ่วเบา
หนึ่งปีที่แล้วที่เขาเผชิญหน้ากับวิกฤตความเป็นความตายถูกผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์สองคนไล่ล่า
ด้วยความสิ้นหนทางจึงต้องกระตุ้นวิชาลับสังหารทั้งสองคน
ด้วยเหตุนี้อาจารย์ที่อยู่ในแหวนมิติของเขาจึงเข้าสู่การหลับใหลอีกครั้ง
หากไม่มีโอสถวิญญาณที่สามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณได้เกรงว่าจะยากที่จะฟื้นคืนสติอีกครั้งในเร็วๆ นี้
ครั้งนี้ที่เขายังเมืองซุ่ยซิงหนึ่งเพื่อเข้าร่วมการประลองปรุงโอสถสวรรค์ สองเพื่อหญ้าน้ำลายมังกรในการประมูล
ทั้งสองเรื่องล้วนสำคัญอย่างยิ่งต่อเขา
หญ้าน้ำลายมังกรเติบโตในดินแดนเยือกแข็งสรรพคุณคือสามารถฟื้นฟูวิญญาณที่บาดเจ็บของผู้ฝึกตนระดับสูงได้ราคาก็แพงมหาศาลมากเช่นกัน
แม้จะไม่รู้ว่าแหล่งพลังงานบริสุทธิ์ที่อยู่ในมือจะเพียงพอหรือไม่แต่เขาก็ต้องลองดูสักครั้ง
หากสามารถประมูลได้สำเร็จอาจารย์ของเขาก็จะฟื้นคืนชีพได้
ส่วนรางวัลชนะเลิศของการประลองปรุงโอสถสวรรค์ก็คือสมุนไพรวิญญาณที่มีชื่อว่าหญ้าโลหิตมาร
เป็นหนึ่งในตัวยาหลักสำคัญในการปรุงโอสถหลอมรวมวิญญาณสร้างโลหิตซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่มู่เฉินต้องการอยู่เหมือนกัน
และทันทีที่รวบรวมได้ครบเขาก็จะสามารถลงมือปรุงโอสถหลอมรวมวิญญาณสร้างโลหิตได้ในทันที
เมื่อใช้ร่วมกับกระดูกของผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์คนนั้นจะสามารถสร้างร่างใหม่ให้อาจารย์ของตนได้!
แม้กระดูกของผู้ฝึกตนระดับถ้ำสวรรค์จะไม่น่าจะทำให้เขากลับคืนสู่จุดสูงสุดได้แต่ก็พอจะทำให้มีระดับการฝึกตนขั้นต้นได้แล้ว
ซึ่งแข็งแกร่งกว่าวิญญาณที่บอบช้ำแตกสลายนั้นมากมายนัก
“เฮ้อไม่รู้ว่าตระกูลเป็นอย่างไรบ้างแล้ว...”
“ท่านพ่อกับท่านผู้นำตระกูลยังสบายดีหรือเปล่า?”
มู่เฉินถอนหายใจแผ่วเบา
สองปีแล้วที่เขาไม่ได้กลับราชวงศ์ต้าเยี่ยนเลย
ทางนั้นก็ไม่ค่อยมีข่าวสารที่จะสามารถส่งมาถึงที่นี่ได้
ท้ายที่สุดแล้วแคว้นตงฮวงก็กว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าจะบรรยายงั้นสินะ
เขาเองก็ระหกระเหินไร้ซึ่งหลักแหล่งเที่ยวตามหาวัตถุดิบสมุนไพรไปทั่วสารทิศ จึงยากยิ่งที่จะได้รับข่าวสารใดๆ
“หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นนะ”
“เมื่อเรื่องที่นี่เสร็จสิ้นก็จะสามารถกลับไปเยี่ยมตระกูลได้แล้ว”
ในดวงตาสีดำสนิทของมู่เฉินฉายประกายวิญญาณอันประหลาดพิสดารพลันปรากฏกลิ่นอายอันแข็งแกร่งแผ่ออกมาจากร่างอย่างเงียบเชียบ
พลังฝึกตนของเขาได้ก้าวเข้าสู่ระดับถ้ำสวรรค์ขั้นหนึ่งอย่างแท้จริงแล้ว!
เมื่อเทียบกับอัจฉริยะบางคนแล้วก็มิได้ด้อยไปกว่าเลยแม้แต่น้อย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลมาจากวิชาฝึกตนที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดให้เขา
ซึ่งสามารถกลืนกินและควบคุมหนึ่งในเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งฟ้าดินเพื่อใช้ในการฝึกฝน
ฟุ่บ!
เปลวเพลิงสีน้ำเงินอันเยือกเย็นกลุ่มหนึ่งพลันลอยขึ้นจากฝ่ามือของมู่เฉินทำให้แม้แต่อุณหภูมิรอบข้างก็ลดต่ำลงไม่น้อย
นี่คือหนึ่งในพลังเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งฟ้าดินซึ่งก็คือเปลวเพลิงกระดูกวิญญาณนั่นเอง
หากนักปรุงโอสถสามารถควบคุมเปลวเพลิงชนิดนี้ได้อัตราความสำเร็จในการปรุงโอสถก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ส่วนพลังทำลายล้างก็มหาศาลมากเช่นกันทำให้เขาสามารถข้ามขีดจำกัดการฝึกตนไปต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าตนได้หลายขั้นย่อย
นับเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่หาได้ยากยิ่ง!
สาเหตุที่อาจารย์ของเขาถูกศิษย์พี่ร่วมสำนักทรยศหักหลังก็เป็นเพราะวิชาฝึกตนลึกลับเล่มนั้นและเปลวเพลิงกระดูกวิญญาณ
ทว่าบัดนี้พลังฝีมือของมู่เฉินยังอ่อนด้อยนักสำหรับผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์แล้ว ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกไร้ค่า
การล้างแค้นแทนอาจารย์เกรงว่าคงต้องรอคอยอีกนานแสนนาน...