ใครจะคาดคิดว่าเด็กกำพร้าแบบผมจะได้มีโอกาสเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของแก๊งพยัคฆ์ทมิฬมาเฟียอันดับต้นๆของเมืองไทย และผมได้เข้ามาอยู่ในแก๊งมาเฟียแห่งนี้ได้อย่างไรนั้นก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อห้าปีที่แล้วตอนที่ผมอายุ20 ปี คืนนั้นเป็คืนที่ฝนตกหนักเหมือนเช่นเดียวกันกับวันนี้
ย้อนไปเมื่อ5 ปีที่แล้ว
ขณะที่ผมกำลังเดินกลับไปที่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ผมอยู่มาั้แ่ผมจำความได้ทุกๆวันผมมักจะไปเรียน เสร็จแล้วก็ไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งหลังจากนั้นผมก็จะกลับบ้าน มันคงจะเป็แบบนี้เหมือนเช่นทุกวันถ้าวันนี้ผมไม่เลือกที่จะเข้าไปหลบฝนที่ใต้ชายคาของตึกร้างแห่งหนึ่งจนเข้าไปยุ่งกับบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
ปังปัง ปัง
เสียงปืนดังอย่างต่อเนื่องแข่งกับเสียงฝนจนทำให้ผมที่กำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาใกล้กับจุดที่เกิดเหตุถึงกับแทบร้องออกมาอย่างใก่อนจะรวบรวมสติเพื่อมองหาต้นตอและที่มาของเสียง ผมค่อยๆเดินตรงเข้าไปเรื่อยๆเรื่อยๆเพื่อไปยังที่มาของเสียงก่อนจะเข้าไปหลบซ่อนตัวที่ใต้กองไม้เก่าๆที่วางระเกะระกะอยู่ไม่ไกลและสิ่งที่ผมเห็นก็คือชายชุดดำไม่ต่ำกว่า 50คนกำลังยิงต่อสู้กันจนแยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร พวกไหนเป็พวกไหน
“นายถอยก่อนเถอะครับพวกมันมีมากกว่าเราถ้าไม่รีบไปตอนนี้เกรงว่า...อ๊าก”ชายคนที่กำลังพูดอยู่ยังพูดไม่ทันจบประโยคเสียด้วยซ้ำก็ถูกยิงจนล้มลงก่อนที่กลุ่มชายชุดดำที่ยิงคนคนนี้เมื่อครู่กำลังเดินตรงมายังกลุ่มของคนที่ถูกเรียกว่านาย
และก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะถึงตัวของคนที่ถูกเรียกว่านายคนของเขาก็รีบพาเขาคนนั้นหลบนี้ออกมาก่อนซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของลูกน้องที่ใช้ตัวเองเป็โล่กำบังเพื่อให้ผู้เป็นายหนีรอดแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟต่อให้พยายามแค่ไหนน้ำที่น้อยมีหรือจะดับไฟที่กำลังโหมกระหน่ำอย่างหนักแบบนั้นได้
“มึงคิดว่ามึงจะหนีความตายพ้นหรือไงไอ้ลาภ”คนที่ดูเหมือนใหญ่ที่สุดของกลุ่มชายชุดดำที่ยิงกลุ่มของคนที่ถูกเรียกว่านายและตอนนี้ก็ได้ทราบแล้วว่าเขามีชื่อว่าลาภนั้นก็เดินตรงมาหาคนที่ชื่อลาภที่ถูกยิงจนล้มลงนอนหงายอยู่ที่พื้นโดยตลอดทางที่เขาเดินตรงมาหาคนชื่อลาภนั้นคนของตนก็ค่อยๆหลีกทางให้ซึ่งมันแสดงถึงความยิ่งใหญ่มากแค่ไหนของคนๆนี้ในสายตาของผม
“เมฆินทร์ มึงทำแบบนี้ทำไมวะ”ชายที่ชื่อลาภถามคนตรงหน้าในขณะที่ตนเองพยายามจะลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
“ความจริงกูก็ไม่ได้อยากจะทำอะไรมึงหรอกนะลาภเพราะอย่างน้อยมึงก็เคยเป็เพื่อนเล่นสมัยเด็กของกูแต่มึงเองต่างหากที่เลือกข้างผิด จนทำให้มึงต้องมามีจุดจบที่น่าเวทนาแบบนี้เอาเป็ว่าในฐานะที่มึงเคยเป็เพื่อนของกูมาก่อนกูจะให้มึงตายไม่ทรมานมากก็แล้วกันนะ” ว่าจบชายคนที่ชื่อเมฆินทร์ก็ส่งปืนให้กับลูกน้องที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อนจะเดินหันหลังกลับไปเพื่อไปขึ้นรถที่จอดอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมหลบซ่อนอยู่
ปัง..
หลังจากนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นหนึ่งนัดตรงจุดที่ชายคนที่ชื่อลาภนั่งอยู่และหลังจากเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดร่างของคนที่ชื่อลาภก็ล้มลงสิ้นใจตายอยู่ตรงนั้นโดยเขาถูกยิงที่ศีรษะหนึ่งนัด และเพราะความที่ผมเอาแต่ลุ้นกับเหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ตอนที่ผมเห็นภาพของคนที่ชื่อลาภนั้นล้มลงผมจึงเผลอหลุดเสียงร้องออกมาอย่างใซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับที่คนที่ชื่อเมฆินทร์กับคนของเขาอีกสีคนเดินมาถึงที่รถใกล้กับจุดที่ผมหลบซ่อนตัวเพื่อแอบดูเหตุการณ์เข้าพอดี
“เฮ้ย!!”
“ใครนะออกมานะโว๊ย ไม่งั้นพวกกูยิง” คนของเมฆินทร์ทั้งสี่คนเล็งปืนมาที่จุดที่ผมซ่อนตัวอยู่อย่างพร้อมเพรียงก่อนที่หนึ่งในพวกมันก็พูดออกมาเพื่อกดดันให้ผมออกมาจากที่ซ่อน
ในตอนนั้นผมอยากจะด่าตัวเองที่เลือกที่จะมาแอบดูทั้งๆที่ตนจะเลือกที่จะเลยผ่านไปแล้วกลับบ้านไปอาบน้ำนอนเหมือนเช่นทุกวันแต่ในเมื่อเื่ราวมันได้มาถึงจุดนี้แล้วผมจึงเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างไม่เกรงกลัวผมจึงค่อยๆออกมาจากจุดที่ผมซ่อนตัวอยู่โดยไม่มีความเกรงกลัวหรือตัวสั่นเลยแม้แต่น้อย
และเมื่อผมออกมาจากที่ซ่อนเพื่อมายืนเผชิญหน้ากับพวกเขาทั้งสี่คนพวกมันต่างก็จ่อปืนมาที่ผมหมายที่จะปลิดชีวิตของผม แต่กับถูกผู้เป็นายอย่างเมฆินทร์ห้ามไว้เสียก่อน
“นายเป็ใคร”คนที่ชื่อเมฆินทร์ถามผมด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงผู้มีอำนาจ
“ผมชื่ออัคคี”ผมตอบนายเมฆินทร์ไปโดยไม่ได้มีความเกรงกลัวหรือขาดความมั่นใจแม้แต่น้อย
“นายกล้ามากนะที่กล้าที่จะต่อปากต่อคำกับฉันโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย”
“ทำไมผมต้องกลัว”ปากผมไวกว่าความคิดอีกแล้วเล่นเอาคนของนายเมฆินทร์ที่ยืนคุมเชิงอยู่บางคนถึงกับคิ้วกระตุก และบางคนถึงกับขยับปืนซึ่งถ้าไม่ได้รับสายตามห้ามปรามจากผู้เป็นายป่านนี้ผมคงถูกพวกมันยิงตายไปนานแล้ว
“ใช่นายพูดถูกที่บอกว่าทำไมนายต้องกลัวแต่ถ้านายได้รู้ว่าฉันเป็ใครบางทีนายอาจจะกลัวจะลนลานหรือวิ่งหนีห่างจุกตูดเหมือนกับใครหลายๆคนที่ผ่านมาไปแล้วล่ะ” นายเมฆินทร์พูดอย่างอวดตัว
“ถึงผมจะไม่รู้ว่าพวกคุณเป็ใครแล้วทำไมถึงกล้าสังหารคนเหมือนผักปลาอย่างที่ผมเห็นแต่ผมคิดว่าพวกคุณก็คงจะมีอิทธิพลมากไม่ใช่น้อยแต่สำหรับคนที่ต้องปากกัดตีนถีบมาั้แ่เกิดมันก็คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายกับชีวิตไปมากกว่านี้อีกแล้วล่ะครับ” ผมตอบออกไปอย่างที่ใจคิด
“นายเลือกเอาแล้วกันว่าระหว่างความตายกับการตามพวกฉันไปนายจะเลือกทางไหนเพราะฉันคงไม่ปล่อยให้คนที่เห็นสิ่งที่พวกฉันทำลอยนวลโดยที่ไม่ได้ทำอะไรลงไปอย่างแน่นอน”
“บางทีความตายก็ยังคงน่ากลัวน้อยกว่าการต้องอยู่อย่างโดดเดี๋ยวอย่างทุกวันนี้ก็ได้นะครับ”คำตอบของผมทำให้คนที่กำลังจะหันหลังกลับไปที่รถต้องหันกลับมามอง
แปะแปะ แปะ
ตามมาด้วยเสียงปรบมือจากนายเมฆินทร์พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างชอบใจในคำตอบของผม
“ดีฉันชอบคนที่ไม่กลัวแม้กระทั้งความตายอย่างนายนายอัคคี และถ้าการที่ต้องอยู่ในที่สว่างแล้วต้องใช้ชีวิตลำบากแบบที่นายว่าถ้าฉันจะชวนให้นายลองมาเจิดจรัสเปล่งแสงอยู่ในที่มืดแบบพวกฉันบ้างนายจะว่าอย่างไร”
“....”ผมยังคงไม่ตอบ
“นายเลือกเอาก็แล้วกันว่านายจะเลือกตายอย่างหมาข้างถนนหรือเลือกที่จะตายอย่างเสือ”
“ถึงผมจะไม่รู้ว่าการที่ผมตามคุณไปบทสรุปจะเป็อย่างไรแต่ผมก็เลือกที่จะตายอย่างเสือมากกว่าตายอย่างหมาข้างถนนอยู่ดี”
“นั้นก็แสดงว่านายตัดสินใจแล้วใช่ไหมที่จะไปกับฉัน”
“ใช่แต่ต้องหลังจากที่ผมได้กลับไปล่ำลาแม่และน้องๆของผมที่บ้านเด็กกำพร้าเรียบร้อยแล้วเท่านั้น”ผมยื่นข้อเสนอ
“ได้ฉันจะให้เวลานายได้ล่ำลาคนของนายหลังจากนั้นนายก็ตามคนของฉันกลับมาหาฉัน ฉันจะรอนายอยู่ที่แก๊งของเราล่ำลากันเสียให้เต็มที่เพราะหลังจากนี้ไปชีวิตของนายจะไม่มีพวกเขาอยู่ในชีวิตอีกแล้ว”ว่าจบเมฆินทร์ก็หันหลังกลับไปขึ้นรถโดยทิ้งลูกน้องไว้กับผมสองคนและลูกน้องของเขาอีกสองคนก็ตามขึ้นรถไป
และนับจากวันนั้นชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปภายใต้ชายคาของแก๊งพยัคฆ์ทมิฬมาเฟียอันดับต้นๆของเมืองไทยโดยมีนายเมฆินทร์เป็ประมุขผู้นำแก๊ง