บทที่ 17 กรีดเืสาบาน
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เด็กๆทั้งสี่คนหลังจากเ้าสำนักหนึ่งจากไปก็ช่วยกันจัดการยัดอาหารทั้งหมดที่มีเข้าไปกระเพาะเล็กๆสี่ใบจนหมดเหล่าชาวเมืองยังใจดีทำอาหารบรรจุห่อให้ไปกลับไปอีกคนละห่อสองห่อ่เวลาที่ทานเด็กชายหินได้รับฟังเื่ราวของเมืองเริ่มต้นทำให้รู้เื่มากขึ้นอย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าผลึก์หนึ่งพันก้อนมีค่าถึงเพียงไหนยังแหวนมิติที่ใช้เก็บของได้มากมาย รวมถึงเหล่าสำนักทั้งยี่สิบเอ็ดหลังหลังจากนั้นทั้งหมดก็ล่ำลาเหล่าชาวเมืองเพื่อให้เด็กชายหินเข้าไปรายงานตัวที่ตำหนักยี่สิบเอ็ดซึ่งตอนนี้เป็เวลาใกล้รุ่งของอีกวันแล้ว
เหล่าเด็กๆเดินออกจากเมืองเริ่มต้นเพื่อไปตำหนักที่ยี่สิบเอ็ดที่อยู่ห่างไปทางใต้ราวๆห้าร้อยเมตรตลอดสองข้างทางเป็พื้นที่โล่งกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแซมพื้นที่บ้างแต่ไม่มากนักพื้นที่โล่งทั้งหมดล้วนใช้ทำสวนปลูกพืชสมุนไพรต่างๆมากมายหลายชนิด พืชสมุนไพรเหล่านี้ล้วนเติมโตด้วยการซึมซับไอ์กับน้ำศิลาที่มีธาตุดิน พืชทั้งหมด เด็กชายหินกวาดมองไปเห็น ในสมองพลันปรากฏข้อความระบุชื่อสรรพคุณ วิธีการใช้ให้อย่างละเอียดนั่นเป็เพราะบันทึกพืชและสัตว์โบราณที่ได้รับจากโถงชะตาลิขิต
“เอาละ...” เด็กทั้งสี่เดินมาถึงหน้าประตูเหล็กสีเทาที่มีรอยสมิมเกาะแดงเกือบทั้งบานเหนือประตูเขียนว่ายี่สิบเอ็ดเด็กชายหินหลันหยุดเท้าลง ยกมือแกะเอามือที่อวบอ้วนของเด็กชายอ้วนออกและเดินแยกตัวออกมาเผชิญหน้ากับเด็กทั้งสาม “พวกเ้าเป็ใคร”
“เฮ้...เราเป็เพื่อนของนาย อยู่แล้ว”เด็กชายอ้วนฉีกยิ้มจนไม่เห็นดวงตาบนใบหน้า “ตอนเ้าตกลงมา พวกเรารีบเข้าไปรับไว้ไม่งั้น...คงเจ็บน่าดู”
“ ใช่ๆ พวกเรามารอดูเ้าทุกวัน ตั้งหนึ่งปีเลยน่า...”เด็กหญิงอ้วนรีบเสริมรับอย่างรวดเร็วพร้อมใช้ปลายเท้าเคาะหน้าแข้งเด็กชายผอมไปหนึ่งที
“พวกเรามาจากโลกใบเดียวกัน พวกเราทั้งสามไม่เคยทิ้งใครอยู่แล้วก็เราเป็เพื่อนกันนี่น่า” เด็กชายผอมกล่าวพร้อมยกหน้าแข้งขึ้นลูบไปมาอย่างเ็ป
คำกล่าวของเด็กชายผอมทำให้เด็กชายหินคลายสีหน้าหวาดระแวงลงมากเด็กหญิงอ้วนกับเด็กชายอ้วนถึงกับต้องมองเด็กชายผอมใหม่ไม่คิดว่าจะกล่าวได้เยี่ยมถึงเพียงนี้
“เอาเถอะ พวกเราเป็เพื่อนกันแน่นอนแล้ว ดู...เ้าดูหัวข้าสิยังปูดอยู่เลย” เด็กชายอ้วนค่อยขยับตัวเข้าใกล้ เอามือกุมหัวใบหน้ายังแฝงความเ็ปเล็กๆ
“เพื่อนก็เพื่อน นับแต่นี้พวกเ้าคือเพื่อนของข้าฉีเทียนพวกเรามีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมต้าน” เด็กชายหินหลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วอึดใจ“เช่นนั้นเรามากรีดเืสาบานกัน”
“ดี... เ้าผอมบื้อ ไปหาถ้วยมา” เด็กชายอ้วนรีบตบปากรับคำก่อนสั่งงานเด็กชายผอมที่ปกติไม่ค่อยมีปัญหาใด ใช้ทำอะไรก็ทำแต่เด็กหญิงอ้วนกลับขยับตัวมาใกล้กระซิบเบาว่า
“ต้องสาบาน มันจะดีเหรอ โลกเทวะใบนี้การสาบานออกจะน่ากลัวนะ”
“เ้าก็เห็น เด็กหน้าใหม่นี่ คนทั้งเมืองชมชอบกันหมด เ้าสำนักที่หนึ่งก็ด้วยลองคิดดู หากวันใดเด็กนี่เข้าสำนักที่หนึ่งได้จริง พวกเราย่อมมีแต่ได้กับได้”เด็กชายอ้วนดีดลูกคิดในรางแก้วเสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าอย่างไรตัวเองต้องสาบานแน่นอน
เด็กชายหินทำหันไปมองดูสวนสมุนไพรแต่รับรู้ว่าเด็กอ้วนชายหญิงกระซิบกระซาบกันมุมปากยกยิ้มอย่างชั่วร้ายวูบครุ่นคิดว่า–พวกเ้ายังอ่อนนัก-
รอจนเด็กชายผอมกลับพร้อมถ้วนเล็กๆในมือ เด็กชายหินแสดงความจริงใจยืมมีดสั้นจากเด็กชายอ้วนกรีดหยดเืก่อนผู้ใด จากนั้นเป็เด็กชายผอมที่ไร้เลห์เพทุบายถัดมาเด็กชายอ้วน และเด็กหญิงอ้วนปิดท้าย หลังจากดื่มเืสาบานทั้งหมดเอ่ยชื่อพร้อมอายุเพื่อจัดลำดับ เด็กหญิงอ้วนมีอายุแปดปีสองเดือนเรียกว่าหงส์เยี่ย เด็กชายอ้วนวัยแปดปีสิบสามวัน เรียกว่าลู่เฉียวเด็กชายผอมอายุเจ็ดปีเก้าเดือนเรียกว่าลู่ชาง ซึ่งความจริงเด็กชายอ้วนผอมเป็พี่น้องคนละแม่จึงไม่แปลกที่นิสัยเ็าของเด็กชายผอมจะอยู่กับเด็กชายอ้วนได้
“ตัวเราแซ่เฮง นามฉีเทียน อายุแปดปีหกเดือนแล้วเช่นนั้นเราเป็พี่ใหญ่ น้องหงส์เยี่ยเป็พี่รอง ลู่เฉียวน้องสาม ลู่ชางน้องสี่ฮ่าฮ่าฮ่า” เด็กชายหินรีบบอกอายุตนเองพร้อมจัดลำดับพี่น้องทันทีอย่างไม่ให้โอกาสผู้ใดกล่าว
“ผู้ใดเชื่อเ้ากัน” เด็กชายอ้วนรู้สึกไม่ถูกต้อง รับค้านทันที
“เ้าตัวเท่านี้ดูยังไงก็ไม่น่าเกินเ้าบื้อน้อยอย่างแน่นอน”เด็กหญิงอ้วนหงส์เยี่ยก็ไม่ยอมรับ
เด็กชายหินยังคงยิ้มอย่างเยือกเย็นเดินไปโอบไหล่เด็กชายลู่เฉียวกับเด็กหญิงหงส์เยี่ย กล่าวไปว่า
“ตอนข้าพเ้าเดินทางเข้ามาอายุก็เจ็ดขวบกับหกเดือนน้องสามเป็คนบอกเองว่าพี่ใหญ่อยู่ในดอกบัวมาหนึ่งปี เช่นนี้ไม่ผิดแน่พี่ใหญ่ดื่มเืสาบานไม่กล้าโกหกน้องทั้งสามหรอก”
เด็กชายอ้วนกับเด็กหญิงถึงกับอ้าปากแต่ไม่อาจกล่าวโต้แย้งได้เมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กชายหินสลายยิ้มบนใบหน้าปรากฏแววหดหู เสียใจ กล่าวเสริมไปว่า
“พี่ใหญ่แสดงความจริงใจ สามารถตีแผ่ต่อฟ้า หากน้องรองน้องสามไม่เชื่อใจแล้วละก็ คำสาบานที่กล่าวขอให้เป็โมฆะความผิดกลับคำสาบานข้าเฮงฉีเทียนขอรับไว้เอง”
“พี่ใหญ่” เด็กหญิงหงส์เยี่ยกับเด็กชายลู่เฉียวรีบแยกตัวออกจากเด็กชายหิน หันหน้ามาคารวะพร้อมกัน “พวกเราสำนึกผิดแล้ว”
เด็กชายหินเห็นเช่นนั้น ดวงตาเรื่อแดงขึ้นรีบก้มหน้าลง ยกมือเช็ดน้ำตาแต่มุมปากยกยิ้มขึ้นมาคราหนึ่งนึกในใจ – การการนิยายจีนช่วยได้มากจริงๆแต่ออกจะกล่าวยากไปหน่อยนะ-
“ขอเพียงพวกเ้าเชื่อพี่ใหญ่ก็ไม่โกรธพวกเ้าแล้ว”เด็กชายหินเงยหน้าที่ระบายยิ้มจนเต็ม โอบกอดเด็กทั้งสองพร้อมกันอย่างมีความสุข
“มาเถอะพี่ใหญ่ ท่านต้องเข้าไปพบรายงานตัวกับเ้าสำนักเดี๋ยวพวกข้าพาไป” เด็กอ้วนรีบแสดงความกตัญญูทันที
“แย่แล้ว...” เด็กหญิงอ้วนหงส์เยี่ยร้องเสียงดัง “ภูตอัคคีเราต้องจับพวกมันมา ไม่เช่นนั้นต้องถูกทำโทษแล้ว”
เด็กอ้วนต้องหยุดเท้าลง เด็กผอมลู่ชางก็ตัวแข็งเกร็งขึ้นมา เด็กหญิงหงส์เยี่ยรีบคว้าแขนเด็กชายทั้งสองอย่างร้อนรนเมื่อนึกถึงบทลงโทษที่ภารกิจล้มเหลวที่จะได้รับ
“พี่ใหญ่ พวกเรามีเื่ต้องรีบไปทำภารกิจก่อนนะ”เด็กชายอ้วนส่งเสียงก่อนจะจากไป
“ภูตอัคคี จับง่ายนิดเดียวเอง” จู่ๆเด็กชายหินส่งเสียงทำให้เด็กทั้งสามชะงักเท้าทันที
“ไปที่ร้านสมุนไพร ซื้อต้นหงอนแดง ผลรากเพลิงนำมาตำผสมกันแล้วนำไปเผาไฟ รับรองพวกมันจะนอนหลับให้จับแน่นอน”เด็กชายหินบอกสิ่งที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้มาก่อน ด้วยบันทึกสมุนไพรกับสัตว์โบราณตอนนี้เด็กชายหินสามารถเป็ผู้หยั่งรู้ที่หาผู้ใดทัดเทียมได้ยากแล้ว
“ต้นหงอนแดง เป็หญ้าไร้ค่าขึ้นเต็มไปหมดไม่ต้องซื้อ ผลรากเพลิงก็นับเป็ของไร้ค่าเมื่อเทียบกับรากของมันพี่ใหญ่มันจะได้ผลเหรอ”เด็กชายผอมลู่ชางกลับเป็ผู้ชมชอบอ่านเื่ราวของหญ้าสมุนไพรจึงมีความรู้มากกว่าเด็กอีกสองคน
เด็กชายหินเพียงส่งยิ้ม ไม่ตอบคำหันกลับเดินเข้าประตูสำนักไปทันทีปล่อยให้เด็กทั้งสามมองหน้ากันไปมา
“ไม่ลองก็ไม่รู้ ดีกว่าตักส้วมสามวัน พวกเราไป”เด็กหญิงหงส์เยี่ยรีบดึงทั้งสองเข้าไปในป่าเพื่อหาของทั้งสองทันที
...............