ตอนเย็นของวัน ณ บ้านอัครโชค
“ช้าจริงๆ เลยตากฤษเนี่ย”นางกรองแก้วนั่งบ่นกับตัวเองก่อนจะลุกขึ้นเดินอย่างวัยชรารุ่นแม่ใจร้อนออกไปดักรอหน้าประตูบานใหญ่เฝ้ารอการกลับมาของลูกชายที่ออกไปทำงานจนป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา
“มีอะไรก็ไปทำเถอะแม่แช่มไม่ต้องมาคอยตามฉันหรอก” หันไปบอกคนเฒ่าคนแก่ของบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆก่อนจะหันกลับไปมองประตูรั้วอีกครั้ง
ทางด้านลูกชายอย่างกฤษณะที่กลับบ้านช้ากว่าปกติยังไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า ตอนนี้ได้ตกเป็เป้าสายตาของสารถีผู้ซื่อสัตย์ใสซื่อเป็ที่เรียบร้อยแล้วสายตาคมมองสิ่งที่อยู่ในมือจนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวจนกระทั่งเริ่มสังเกตเห็นรอยยิ้มแปลกๆ ของคนสนิททางกระจกเขาจึงรีบปรับเปลี่ยนอารมณ์และใบหน้าให้เป็ปกติ ส่งเสียงเข้มตามมา
“ยิ้มอะไรของแกฮะไอ้เต”
‘ผมก็ยิ้มนายนั่นแหละครับ’ ได้แต่พูดโต้ตอบภายในใจถ้าขืนพูดออกไปมีหวังอดโบนัสเป็แน่ และสมองใสอันชาญฉลาดของเขาก็ตอบออกไปอย่างไว
“เปล่านี่ครับผมก็เห็นแต่นายนั่นแหละที่นั่งยิ้มอยู่คนเดียวตั้งนานสองนาน”ตอบแบบพยายามไม่แสดงอาการขำออกมาให้ผู้เป็นายเห็นแต่มีรึที่จะรอดพ้นสายตาเหยี่ยวคมไปได้
‘ไอ้นี่มันวอนท์กินยำตรีนซะไม่มี เื่เมื่อเช้ายังไม่ได้คิดบัญชียังจะมีหน้ามากวนประสาทกูอีก’เมื่อไม่สามารถทำอะไรคนสนิทได้ จึงได้แต่เข่นเขี้ยวภายในใจ
ไม่กี่อึดใจต่อมา รถคันหรูก็มาหยุดจอดอยู่หน้าบ้านใหญ่ใบหน้าคมเข้มของกฤษณะยิ่งเคร่งขรึมเข้าไปอีกเท่าตัวเมื่อพบว่านางกรองแก้วผู้เป็มารดาได้ออกมายืนรอรับถึงหน้าบ้านอย่างเตรียมพร้อมที่จะบุกประชิดตัวทุกเมื่อหากเขาก้าวลงจากรถ
“กลับมาแล้วหรอลูก มานั่งดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนสิแม่อยากจะคุยกับกฤษเื่เมื่อเช้านี้ต่ออีกสักหน่อยน่ะ”
มาแล้วนั่นไง!! ประโยคเกริ่นนำเป็อย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิดนี่คงอยากจะให้เขาแต่งงานกับเธอคนนั้นให้ได้อย่างนั้นสินะ ทั้งๆ ที่เขาปฏิเสธไปแล้วแท้ๆว่าไม่้าแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รัก และที่สำคัญเขายังไม่รู้จักหน้าตาเธอด้วยซ้ำแล้วอย่างนี้จะให้แต่งงานได้อย่างไรกัน ให้ตายสิ!!ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้หงุดหงิดเสียจริงๆและเมื่อเดินเข้ามาในห้องรับแขกไม่ทันที่เขาจะได้หย่อนก้นลงนั่งผู้เป็มารดาก็เริ่มเปิดประเด็นเื่ทันที
“วันอาทิตย์นี้กฤษว่างใช่ไหมพอดีน้าผกากับน้องลูกหว้าจะมากินข้าวที่บ้านเราน่ะแม่เลยอยากให้กฤษอยู่เพื่อจะได้ทำความรู้จักกับน้องแม่ว่าถ้ากฤษได้เจอจะต้องชอบอย่างแน่นอน เพราะน้องเค้าทั้งสวย เก่ง น่ารักแถมยังเป็สถาปะ...” ไม่ทันที่นางจะได้บรรยายคุณสมบัติต่างๆ ของหญิงสาวที่้าให้มาเป็ลูกสะใภ้ครบถ้วนเ้าลูกชายเ็าก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
“พอเถอะครับคุณแม่ ผมก็บอกไปแล้วไงว่าผมจะไม่แต่งงานกับใครหน้าไหนทั้งนั้น โดยเฉพาะกับคนที่ผมไม่ได้รักและถ้าผมจะแต่งงานจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นก็จะต้องเป็คนที่ผมเลือกและรักเท่านั้น”
นางกรองแก้วที่รู้เต็มอก ว่าไม่มีใครสามารถบังคับลูกชายคนนี้ได้แม้แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าแม่อย่างนางเองก็ตามที แต่มีรึที่นางจะยอมแพ้ว่าแล้วก็เริ่มดราม่าเรียกคะแนนความสงสารอย่างสุดพลัง
“ใช่ซิ...กฤษโตแล้วนี่ จะทำอะไรก็ได้งั้นก็ปล่อยให้แม่ทนเหงาเปล่าเปลี่ยวเหี่ยวเฉารอวันที่จะอุ้มหลานแบบนี้แหละแม่คนนี้รอได้”
ได้ยินคำพูดแรกของมารดาทำให้กฤษณะรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ“โธ่...คุณแม่ละก็ อย่างเพิ่งน้อยใจกันสิครับ ก็ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมจะมีใครจริงๆ”คนเป็ลูกครางเสียงอ่อย
“หึ แล้วเมื่อไหร่ล่ะ เมื่อไหร่แกจะพร้อม รึแม่จะต้องล้มหมอนนอนเสื่อขอความเห็นใจจากลูกชายเพียงคนเดียวเพื่อให้รีบแต่งงานซะจะได้มีหลานให้แม่อุ้มไวๆ เหมือนอย่างในละครน้ำเน่ากัน งั้นก็ตามใจ”
กฤษณะที่เห็นว่า ณเวลานี้มารดาคงจะกู่ไม่กลับเสียแล้วได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจและเมื่อสายตาคมหันไปเห็นแบบรีสอร์ตที่วางไว้บนโต๊ะรับแขกก็ราวกับว่ามีอะไรดลใจให้เขาพูดออกไปเช่นนั้น
“ถ้าหากตอนนี้ผมเจอคนที่ใช่แล้วล่ะครับคุณแม่จะว่าไง” บอกเนิบๆ นางกรองแก้วหันหน้าที่กำลังงอนลูกชายกลับมาอย่างไว
“คะ...คนที่ใช่ หมายความว่ากฤษมีคนรักแล้วงั้นหรอ” ไม่หรอกมั้งคิดเข้าข้างตัวเอง
“ก็ประมาณนั้นแหละครับ”
โอ้โน้ววว!!!!!ช่างเป็คำพูดที่ะเืลำไส้คนฟังเสียนี่กระไร อื้ม!!..แต่ช้าก่อนเย็นไว้ก่อนเถอะโยม ถึงจะมีหลายอย่างที่อยากจะพูดแต่ก็ต้องใจเย็นเอาไว้ก่อน
“งั้นก็ได้ ถ้าอย่างนั้นกฤษจะต้องพามาให้แม่รู้จักซะก่อนแม่จะให้เวลาจนถึงวันอาทิตย์นี้ซึ่งเป็วันที่น้าผกากับน้องลูกหว้ามาที่บ้านเราพอดี แต่ถ้ากฤษไม่ยอมพาเธอมาละก็แม่ก็จะถือว่ากฤษโกหก ซึ่งถ้าเป็อย่างนั้นจริงกฤษก็จะต้องแต่งงานกับคนที่แม่เลือกให้ ตกลงตามนี้ไหม” น้ำเสียงที่ฟังดูเรียบแต่ใครจะไปรู้ว่ามีความกังวลขนาดไหน
กฤษณะมองสายตามารดาที่ส่งความหมายมาว่า ‘คราวนี้ห้ามปฏิเสธ’ถ้าหากได้ยินคำว่า ‘ไม่’ จากปาก มีอันตัดแม่ตัดลูกเป็เวลาชั่วคราว
“ครับแน่นอนอยู่แล้ววันอาทิตย์นี้ผมจะพาเธอมาให้คุณแม่รู้จัก ขอบคุณมากครับที่ให้โอกาสผม”
“ก็กฤษเป็ลูกของแม่นี่ แม่ก็ต้องทำเพื่อลูกอยู่แล้ว”ยิ้มอย่างภูมิใจกับคำพูดสวยหรูของตัวเอง “อย่าลืมล่ะถ้าแม่ไม่เห็นคนรักของกฤษ กฤษก็จะต้องแต่งงานกับคนที่แม่เลือกให้ ห้ามบิดพลิ้วอย่างเด็ดขาด”
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับ ไม่ว่ายังไงผมจะต้องพาเธอมาพบคุณแม่ให้จงได้”พูดจบก็เดินขึ้นบันไดไปอย่างอารมณ์ดี
...........................................................................................................................................................................................