เพียงเวลาไม่นานลูกเรือทั้งหมดบนเรือการค้าของสมาคมเฮเว่นก็ได้เคลื่อนย้ายไปยังเรือสำรองลำเล็กทันที เหลือเพียงกัปตันเวกเตอร์และลูกน้องของมันอีกสองคนเท่านั้นที่ยังคงมองมาที่เซนอย่างอึดอัดเหมือน้าจะต่อรองอะไรบางอย่าง
“พวกคุณยังไม่ไปอีก? ”
เซนกล่าวถามขึ้นมาในขณะที่จ้องมองไปที่พวกเขาทั้งสามคน หนึ่งในลูกน้องของกัปตันเวกเตอร์ดูเหมือนจะยอมแพ้ มันหันหลังกลับไปมองอาร์เจนโต้ และพบว่าเทพพิทักษ์ตัวนั้นกำลังจ้องมองมาที่พวกมันอยู่ การถูกสัตว์ทะเลลึกลับที่มีท่าทางดุร้ายจ้องมองทำให้มันหวาดกลัว จนต้องเลือกที่จะทิ้งหน้าที่การงานของมันเพื่อหนีไป
“ผมขอโทษด้วยกัปตัน…”
ลูกน้องคนนั้นตัดสินใจที่จะจากไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย สายตาของเวกเตอร์นั้นมองไปที่ลูกเรือคนนั้นอย่างกดดัน อย่างไรก็ตามมันกลับไม่เกิดผลแม้แต่น้อย ดังนั้นเวกเตอร์จึงได้หันกลับมามองลูกน้องคนสุดท้ายของมัน อย่างไรก็ตามลูกน้องของมันคนนี้นั้นก็ได้ตัดสินใจแล้วเช่นกัน
“หัวหน้าคุณทิ้งเรือลำนี้ไปเถอะ…ชีวิตของคุณยังมีค่าอย่าได้ใช้มันเพื่อแลกกับเรือและสินค้าพวกนี้เลย…”
เมื่อมันกล่าวกับหัวหน้าของมันจบก็ไม่ได้ล่ำลาหัวหน้าของมันเลย มันรีบมุ่งไปหาสหายคนอื่นๆ ที่กำลังจะออกไปจากเรือลำนี้
“ชิ! ไอพวกสวะ! ”
เวกเตอร์สบถออกมาทำให้เซนต้องขมวดคิ้ว เวกเตอร์หันกลับมาและมองไปที่เซนด้วยสายตายำเกรง และได้กล่าววาจาด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมออกมาว่า
“คุณ้าเงินเท่าไหร่สำหรับซื้อเรือลำนี้และพวกทาสคืน ขอเพียงให้ผมกลับไปที่สมาคมการค้าผมสามารถจ่ายให้คุณได้เท่าที่คุณ้าเลย! ”
เวกเตอร์พยายามจะต่อรองจริงๆ แต่วาจาของมันนั้นกลับไม่ได้จริงใจเหมือนกับน้ำเสียงและท่าทางที่มันแสดงออกมาเลย ในใจของมัน้าจะนำเรือและทาสไปคืนที่สมาคมการค้าเฮเว่นและจากนั้นก็ส่งคนออกมาจัดการกับเซน มันเชื่อว่ายังไงเซนก็เป็มนุษย์เหมือนกับมันไม่มีทางที่จะสามารถต่อต้านกองทัพนักรบที่สมาคมเฮเว่นว่าจ้างมาได้
อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่ได้สนใจข้อเสนอใดๆ ทั้งสิ้น ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้เพียงพริบตาเดียวร่างของเซนก็ได้เลือนหายไปจากเบื้องหน้าของกัปตันเวกเตอร์ต่อหน้าต่อตาสร้างความสับสนและประหลาดใจให้กับอีกฝ่ายอย่างมาก
“ปัง! ”
ไม่มีเวลาแม้แต่จะร้องออกมาร่างกายของเวกเตอร์รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงอันมหาศาลและแรงเสียดทานที่ปะทะกับอากาศอย่างรุนแรง ความสับสนของมันในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็ความรู้สึกหวาดกลัว และค่อยๆ สูญเสียความเยือกเย็นไปทั้งหมด หลังจากที่มันได้ค้นพบว่าตนเองนั้นกำลังลอยขึ้นไปบนอากาศแถมยังเป็ทิศทางที่ออกห่างจากเรือเรื่อยๆ ความเร็วที่พุ่งขึ้นไปนั้นเรียกได้ว่าเร็วยิ่งกว่าจรวดเสียอีกซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเซนออกแรงโยนอีกฝ่ายออกไปจากเรือเท่านั้น
“ตัวปัญหาหมดไปซะที…”
เซนกล่าวขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ ในขณะที่มองขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศหนึ่งที่ห่างไกลออกไป บนเรือนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่เงียบมีเพียงเสียงใบเรือสะบัด ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเนื่องจากลมทะเลที่พัดมาอยู่เรื่อยๆ และแสงแดดที่ดูจะทำให้ผิวไหม้หากถูกมันนานๆ
ท่ามกลางเหล่าเด็กๆ เผ่าครึ่งคนครึ่งสัตว์นั้นทุกคนต่างมองมาที่เซนด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากก่อนหน้านี้ สายตาของพวกเธอที่มองด้วยความหวาดระแวงในตอนแรก เริ่มเปลี่ยนไปเป็เคารพและยำเกรงมากขึ้น
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือพวกเรา…พวกเราสัญญาว่าในอนาคตจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
เด็กสาวหูแมวที่ดูแล้วน่าจะเป็ผู้ที่พูดคุยกับมนุษย์เก่งมากที่สุดได้กล่าวขึ้น พร้อมกับโค้งให้เซนอย่างเคารพ ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นเด็กคนอื่นๆ เองก็ทำตามด้วยเช่นกัน
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ยังไงผมก็เป็แค่มนุษย์เหมือนกับพวกเขา การที่พวกเขาทำแบบนั้นกับพวกคุณ ผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งยอมรับมันไม่ได้จริงๆ”
คำพูดของเซนนั้นไม่ได้แค่แสดงอุดมการณ์ที่แท้จริงของเขาเท่านั้น แต่มันคืออุดมการณ์ของผู้ต่อต้านความรุนแรงต่างๆ ที่อยู่บนโลกเก่าของเขาด้วย
เซนไม่ได้้าที่จะอยู่บนเรือลำนี้อีกต่อไป เขายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมายโลกแฟนตาซีบนผืนแผ่นดินขนาดใหญ่กำลังรอให้เขาไปผจญภัยอยู่ เขานั้นรู้สึกเบื่อทะเลและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่แห่งนี้อยู่เต็มทีแล้ว อย่างไรก็ตามในขณะที่เซนกำลังจะลงจากเรือเพื่อจากไปจากที่นี่นั้น เด็กสาวครึ่งมนุษย์ครึ่งแมวคนเดิมก็ได้กล่าวขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านจะไปแล้วเหรอคะ? ”
“อืมมม…”
เซนเพียงพยักหน้าตอบเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขากลับนึกขึ้นได้ว่าท่าทางของเขานั้นดูจะเคร่งเครียดจนเกินไป นี่อาจจะเป็สาเหตุหลักที่ทำให้เขาไม่มีเพื่อนในโลกก่อนก็ได้ เขาจึงตัดสินใจหันหลังกลับมามองเด็กๆ พร้อมกับยิ้มและโบกมือลาอีกฝ่าย
“ไว้เจอกันนะคะ! ”
เด็กสาวครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ต่างก็โบกมือลากลับพร้อมกับยิ้มออกเช่นเดียวกัน รอยยิ้มของพวกเธอคราวนี้ไม่ใช่รอยยิ้มที่เสแสร้ง แต่มันเป็รอยยิ้มที่ออกมาจากใจพวกเธออย่างแน่นอน
เมื่อล่ำลากันเสร็จแล้วเซนก็ได้ะโขึ้นไปบนหัวของอาร์เจนโต้ทันที อาร์เจนโต้ได้ส่งเสียงในคอของมันออกมาหนึ่งครั้งก่อนที่จะหันกลับไปมองพวกเด็กๆ และหันจากไปด้วยความเร็วที่ผิดธรรมดา
“เขาคงไม่ใช่เทพใช่ไหม? ฉันเคยได้ยินมาว่าเทพบางองค์จะสามารถอยู่ในรูปลักษณ์ของมนุษย์ได้”
เด็กที่มีเขาและขาเหมือนกับแพะได้กล่าวขึ้นในเวลาที่เซนได้จากไปไกลแล้ว คำพูดของเธอนั้นเด็กๆ คนอื่นๆ บนเรือสามารถได้ยินมันได้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อพวกเด็กๆ ลองนึกกันดูแล้วพวกเขาก็ค่อนข้างที่จะเชื่อ การที่คนที่แข็งแกร่งอย่างเซนจะเป็เทพไม่ใช่เื่แปลกอะไร เนื่องจากเขาได้เดินทางมากับอาร์เจนโต้ ซึ่งเป็หนึ่งในเทพผู้พิทักษ์ดินแดน และยังเป็เทพที่ปรากฏในตำนานของเกาะครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์อีก ทำให้พวกเขาค่อนข้างจะนับถือเทพองค์นี้
……
ในระยะทางที่ห่างไกลออกไปจากเรือขนส่งสินค้าหลายร้อยกิโล เซนที่กำลังยืนอยู่บนหัวของอาร์เจนโต้ที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเล็กน้อย และกำลังแหวกว่ายบนผิวน้ำด้วยความเร็วที่ตาคนปกติไม่สามารถมองได้ทันหากผิวน้ำไม่ได้เกิดแรงกระเพื่อมคงจะไม่มีใครสังเกตได้
ท่าทางของชายหนุ่มตอนนี้นั้นดูยิ่งใหญ่และไร้ความหวั่นเกรงใดๆ ผิดกับอดีตที่ผ่านมา ในมือของชายหนุ่มกำลังถือไว้ด้วยกระดาษแผ่นหนึ่ง มันแทบจะขาดเนื่องจากโดยแรงอากาศปะทะเนื่องเพราะความเร็วของอาร์เจนโต้
กระดาษใบนั้นมีภาพวาดหลากสี ซึ่งดูเหมือนจะวาดจากหมึกชั้นดีและคนวาดก็ค่อนข้างมีฝีมือ มันคือแผนที่แผ่นแรกของโลกแฟนตาซีใบนี้ที่เซนได้แตะ แผนที่ไม่ถึงขั้นละเอียดเหมือนกับที่จะใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ แต่อย่างน้อยองค์ประกอบสำคัญทุกอย่างก็ครบถ้วน
หลังจากดูแผนที่มาสักพักเซนก็ได้เลือกที่จะมุ่งไปต่อในทิศตะวันออก เนื่องจากเป็เส้นทางที่ใกล้กับแผ่นดินใหญ่มากที่สุดหากเทียบกับเส้นทางอื่นๆ แถมยังมีประเทศขนาดเล็กที่ชื่อว่าประเทศวอเตอร์ฟอร์ดตั้งอยู่ด้วย
“สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการทำความรู้จักกับโลกนี้ก่อน จากนั้นก็หาวิธีเพิ่มเลเวลของตนเอง! ”
เซนบันทึกเป้าหมายของตนเองเอาไว้ในใจ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะลองเทียบความแข็งแกร่งกับมนุษย์บนโลกใบนี้แล้ว แม้ว่ามนุษย์พวกนั้นจะไม่ต่างอะไรจากมดหากเทียบกับพลังที่เซนมี แต่ด้วยเื่ของระดับ หากวันหนึ่งเซนต้องพบกับคนที่มีระดับสูงมากกว่านั้นเขาอาจจะลำบากก็ได้
เมื่อคิดถึงเื่ระดับเซนก็อดนึกถึงเพื่อนๆ ในห้องเรียนที่มาในโลกนี้พร้อมๆ กับเขาไม่ได้ เวลานั้นได้ผ่านไปนานจริงๆ ถึงแม้ว่าเซนจะไม่รู้เวลาที่ผ่านไปจริงๆ แต่เขาประมาณเอาอย่างน้อยมันก็ต้องมากกว่าสองปีแน่นอน เขาสงสัยว่าพวกเพื่อนๆ ของเขานั้นจะมีระดับถึงไหนกันแล้ว หรือเป็ไปได้ว่าพวกนั้นอาจจะแข็งแกร่งกว่าเขา
อย่างไรก็ตามความคิดของเขาก็ต้องหยุดลงในทันทีเมื่อความเร็วของอาร์เจนโต้ได้ลดลง และวิสัยทัศน์เบื้องหน้าของชายหนุ่มปรากฏเป็ผืนดินขนาดใหญ่พร้อมกับมีสีเขียวของพืชและต้นไม้ปกคลุมไปทั่วทุกที่
ใบหน้าที่เรียบเฉยของเซนค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็ตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อาร์เจนโต้เข้าใกล้ผืนแผ่นดิน
“ในที่สุดชีวิตของเราก็หลุดพ้นออกจากทะเลสักที! ”
เซนะโขึ้นเสียงดัง ในขณะที่ะโออกจากหัวของอาร์เจนโต้และลงไปที่ผืนแผ่นดินทันที
“ตุบ! ”
เสียงเท้าทั้งสองข้างของเซนนั้นเหยียบลงบนพื้นดิน ชายหนุ่มรู้สึกถึงความนุ่มของดินใต้ฝ่าเท้าแม้จะใส่รองเท้าอยู่ก็ตาม ความรู้สึกเมื่อได้เหยียบพื้นดินนั้นแม้แต่เซนก็ยังไม่เคยนึกว่ามันจะทำให้เขารู้สึกประทับใจได้ถึงขนาดนี้
“โอมมมมมมมม…”
อาร์เจนโต้คำรามออกมาทำให้เหล่านกตัวน้อยและตัวใหญ่ซึ่งทุกตัวล้วนแล้วแต่เป็พันธุ์ที่เซนไม่เคยพบเห็นหรือเจอพวกมันมาก่อนบนโลกเก่าของเขา แต่ในขณะนี้พวกมันกำลังตอบสนองต่อเสียงของเทพซึ่งทำให้มันได้รับความหวาดกลัว เซนได้กลับมามีสติอีกครั้งก่อนที่จะหันกลับไปมองเพื่อที่อยู่ด้วยกันในใต้ทะเลลึกมานาน มันเป็สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่เซนยอมรับและสามารถเรียกมันได้อย่างเต็มปากว่า ‘เพื่อน’
“อาร์เจนโต้! ”
เซนได้เรียกชื่อของเทพพิทักษ์และเพื่อนของเขาขึ้น ซึ่งอาร์เจนโต้ก็ได้ชูคอขนาดใหญ่ของมันขึ้นมาเหนือน้ำพร้อมกับใช้ดวงตาที่สะท้อนแสงสีไพลินจ้องมองมาที่มนุษย์ตัวจ้อยที่เป็เพื่อนของมัน
“เราอาจจะต้องจากกันตรงนี้แล้วล่ะ…เราต้องได้เจอกันอีกแน่นอน ในครั้งหน้าฉันหวังว่าจะฟังที่นายพูดรู้เื่มากกว่านี้ ฉันสัญญาว่าจะหาทางเรียนรู้ภาษาของนาย”
อาร์เจนโต้พยักหน้าของมันก่อนที่จะมองมาที่เซนอย่างลึกซึ้งเป็ครั้งสุดท้าย ในใจของมันนั้นไม่ได้มีความเป็ห่วงเพื่อนตัวน้อยเลยสักนิดแม้ว่าจะต้องออกเดินทางคนเดียวก็ตาม เนื่องจากในสายตาของเทพอย่างมันแล้วสิ่งที่สามารถทำอันตรายกับเซนได้ในตอนนี้บนผืนแผ่นดินหากไม่นับเทพพิทักษ์องค์อื่นๆ แล้วก็แทบจะหามองหาไม่เจอ
“ลาก่อน…”
เซนโบกมืออำลาสหายของตนเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะอาร์เจนโต้จะหันหลังกลับไปและดำดิ่งลงสู้ทะเลลึกที่เซนไม่สามารถมองเห็นมันได้อีกต่อไป
“เอาล่ะ! ได้เวลาออกสำรวจแล้ว! ”
เซนกล่าวขึ้นพร้อมกับลืมความเศร้าที่ต้องจากเพื่อนก่อนหน้านี้ไปหมด พร้อมกับเดินผ่านดงต้นไม้และพืชพันธุ์เข้าไปใจกลางผืนแผ่นดินแห่งนี้