ตอนที่ 28 ร้ายกาจจริงๆ (1)
ยิ่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นเหนือไปมากเท่าใด หิมะก็ยิ่งหนาขึ้น เมื่อมองลงไปข้างล่าง ทั้งท้องฟ้าและพื้นดินล้วนเต็มไปด้วยสีขาวโพลน แทบจะมองไม่เห็นสีอื่นเลยแม้แต่น้อย
ลู่โจวที่นั่งอยู่บนเฮลิคอปเตอร์กำลังดูวิดีโอนักพรตที่กำลัง ‘เต้นระบำบูชาทวยเทพ’ ก็รู้สึกสิ้นหวังอย่างรุนแรง จึงเก็บโทรศัพท์และไม่ดูอะไรอีก
เมื่อเข้ามาถึงเขตแดนทางเหนือ สัญญาณโทรศัพท์ก็ติดๆ ดับๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี คนอื่นๆ จึงพากันเก็บโทรศัพท์ไปด้วย
เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆ ลงจอดในลานกว้างที่อำเภอแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากใจกลางเมืองของแดนเหนือ แม้ที่นี่จะไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและพายุหิมะ แต่หิมะก็ยังคงตกบางๆ ไม่หยุด
ผานม่อชี้ไปที่กลางลานกว้าง แล้วพูดกับลู่โจวว่า “คุณชายดูสิ พวกนักพรตกำลังเตรียมประกอบพิธีกรรมกันแล้ว”
ลู่โจว “...”
ผานสื่อชี้อีกทางแล้วพูดว่า “คุณชาย นั่นพันตรีลี่”
ผู้เฒ่าเวิงได้ยินว่าลี่หนานเสวียนก็อยู่ที่นี่ ก็พลันขยับตัวอย่างไม่สบายใจ
ลู่โจวมองตามทิศที่ผานสื่อชี้ ก็เห็นร่างหนึ่งกำลังยืนตรงขณะรอเฮลิคอปเตอร์ลงจอดเงียบๆ บนพื้นห่างจากจุดจอดสิบเมตร สายตาลู่โจวพลันสว่างวาบ “มีคนช่วยแล้ว”
ลี่หนานเสวียนมารอรับคนลงจากเครื่องบิน เมื่อเขาเห็นลู่โจวก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับคาดไม่ถึง พอได้เห็นดวงตากลมโตของลู่โจวลุกวาวเหมือนกระรอกเห็นอาหารก็อดนึกขันขึ้นมาไม่ได้
ลู่โจววิ่งเข้ามาหาเขาอย่างกระตือรือร้น แต่พอเห็นทหารกลุ่มใหญ่กำลังมองมาที่พวกเขาจึงไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมอะไรนัก “หนานเสวียน คุณมาทำอะไรที่นี่”
ลี่หนานเสวียนตอบด้วยรอยยิ้ม “ผมได้รับหน้าที่ให้มาช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่นี่ แล้วคุณล่ะ”
เมื่อลู่โจวคิดถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองมาที่นี่แล้ว ก็พลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันที “ผมได้รับบัตรเชิญของอารามเต้าเทียนให้มาประกอบพิธีกรรมน่ะ”
ลี่หนานเสวียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เขารู้ดีว่าหลังจากพวกญาติผู้ใหญ่ที่เป็ผู้หญิงในบ้านเขารู้ว่าลู่โจวได้รับป้ายคำสั่งทัพแล้ว ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะได้ ‘ทดสอบ’ ลู่โจวแน่
“คุณยังยิ้มออกมาได้อีกเหรอครับ” ลู่โจวกลัดกลุ้มเป็อย่างมาก “ผมกังวลมาก ทำไมคนของอารามเต้าเทียนถึงต้องให้คนตระกูลลี่มาทำพิธีอะไรนี่ด้วย คนตระกูลลี่อย่างพวกคุณทำเื่แบบนี้เป็ด้วยเหรอครับ”
ลี่หนานเสวียนเอ่ย “ไว้วันหลังจะอธิบายให้คุณฟัง”
ลู่โจวจึงรู้ว่าที่นี่ไม่เหมาะกับการพูดคุยจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ “ผมทำพิธีอะไรไม่เป็เลย แบบนี้จะทำยังไงดีครับ”
เพื่อชื่อเสียงของตระกูลลี่ เขาต้องทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นคนอื่นๆ จะคิดว่าเขาไม่รักชาติ ไม่รักประชาชน ไม่คู่ควรเป็คนตระกูลลี่ แต่ถ้าจะให้ทำ เขาก็ไม่รู้ว่าทำอย่างไร พอขึ้นไปอยู่หน้าปะรำพิธีคงจะสร้างชื่อเสียงด่างพร้อยให้กับตระกูลลี่ ไม่ว่าทางไหนก็ลำบากทั้งนั้น
ลี่หนานเสวียนมองไปทางเหล่านักพรตที่อยู่หน้าปะรำพิธี “พวกนักพรตจะทำพิธีก่อน ถ้าการสวดภาวนาได้ผล คุณก็ไม่ต้องทำอะไร”
“ถ้าไม่สำเร็จล่ะครับ” ถ้าแค่สวดภาวนาแล้วหิมะหยุดตก โลกก็คงไม่มีภัยพิบัติอะไรแล้วสิ
“ถ้าไม่สำเร็จ คุณก็ต้องขึ้นไปทำพิธี แต่ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ ต่อไปผู้าุโในตระกูลก็จะไม่ให้คุณเข้าร่วมงานชุมนุมนักพรตอีก”
“จะได้ผลหรือไม่ผลเป็แค่เื่รอง เื่สำคัญคือผมไม่รู้บทสวด ท่าเดินในพิธีกรรมของพวกนักพรตผมก็ทำไม่เป็ ยิ่งเื่สวดมนต์ขอให้หิมะหยุดตกยิ่งแล้วใหญ่ คงไม่ต้องให้ผมไปยืนะโหน้าปะรำพิธีสั่งให้หิมะหยุดตกหรอกใช่ไหม” ลึกๆ ลู่โจวยังไม่อยากยอมแพ้ เขาไม่อยากให้เป็แค่ครั้งแรกก็ล้มเหลวไม่เป็ท่า
ลี่หนานเสวียนกลั้นยิ้ม “อาจจะเป็แบบนั้นก็ได้”
ลู่โจวกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “คุณอย่ายุผมนักเลย ไม่อย่างนั้นผมจะทำจริงๆ นะ”
ลี่หนานเสวียนลูบผมลู่โจวอย่างอารมณ์ดี ดึงหมวกที่ตกไปอยู่ด้านหลังของอีกฝ่ายสวมเข้ากับศีรษะให้พอดีเพื่อไม่ให้หิมะตกลงบนศีรษะ จากนั้นก็มองไปทางเฮลิคอปเตอร์ พลันเห็นผู้เฒ่าเวิงเดินลงจากเครื่องบินแล้วส่งยิ้มให้เขาอย่างเก้อเขิน
ลี่หนานเสวียนหรี่ตามอง “เขาออกมาได้ยังไง”
บ้านหยางเหมินมีเขตแดนพุทธ อย่าว่าแต่ผีเลย แม้แต่เทพก็ออกมาไม่ได้ แต่ผู้เฒ่าเวิงกลับออกมาได้
“ใครเหรอครับ” ลู่โจวหันไปมองผู้เฒ่าเวิง “ผมพาผู้เฒ่าเวิงออกมาเองครับ”
“คุณพาเขาออกมาเหรอ” ั์ตาลี่หนานเสวียนฉายแววตกตะลึง
“ใช่แล้ว ความจริงผู้เฒ่าเวิงจะมาจุดธูปบูชาที่อารามเต้าเทียนกับผม แต่ถูกเร่งให้ขึ้นเครื่องบินมาด้วยกัน”
ลี่หนานเสวียน “...”
ผู้เฒ่าเวิงเข้ามาทักทาย “พันตรีลี่”
ลี่หนานเสวียนกล่าวกับผู้เฒ่าเวิงโดยใช้น้ำเสียงตักเตือนเป็เชิงรู้กันสองคน “ในเมื่อมาแล้วก็คอยดูแลเสี่ยวโจวให้ดี อย่าเดินไปทั่ว ตอนนี้ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็งจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย”
ผู้เฒ่าเวิงรีบตอบ “ข้ารู้แล้วๆ”
ทันใดนั้นเคอเจินก็เดินเข้ามา “พันตรีครับ ตอนนี้เตรียมปะรำพิธีเรียบร้อยแล้ว เ้าอารามเต้าเทียนบอกว่าอีกห้านาทีก็จะเริ่มพิธีครับ”
ลี่หนานเสวียนพยักหน้า “พวกเราไปกันเถอะ”
ลู่โจวพูดเบาๆ “พวกทหารอย่างคุณก็เชื่อเื่ไสยศาสตร์ด้วยเหรอ ถึงได้ยอมเข้าร่วมพิธีกรรมกับพวกนักพรต”
“มีหิมะกองใหญ่ปิดกั้นทางของเรา ซ้ำพายุหิมะก็โหดร้ายเสียเหลือเกิน เครื่องบินเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยไม่ได้ ในเมื่อไม่มีทางเลือกก็จำต้องพึ่งความเชื่อ มันอาจจะได้ผลก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
ลู่โจว “...”
ต่อให้เป็สุนัขก็ยังดิ้นรนข้ามกำแพงได้ในยามคับขัน สถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้แม้แต่ทหารก็ได้แต่เชื่อเื่ไสยศาสตร์เท่านั้น
ห้านาทีต่อมา เหล่านักพรตก็เข้ามาทำพิธีกรรมที่หน้าปะรำพิธี คนกลุ่มหนึ่งรับหน้าที่เคาะเครื่องดนตรี ส่วนอีกกลุ่มรับหน้าที่สวดมนต์ ยังมีกลุ่มนักพรตาุโผู้มีวิชาแก่กล้ากำลังถวายเครื่องสักการะให้เหล่าทวยเทพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีใครกล้าไปรบกวนพวกเขา
เมื่อเหล่าทหารได้ยินเสียงก็วิ่งเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผานม่อถามลู่โจวว่า “ทำไมอารามเต้าเทียนถึงไม่ให้คุณชายเข้าไปช่วยล่ะ”
ลู่โจวกลอกตา “นายอยากเห็นฉันเข้าไปช่วยนักเหรอ”
“อยากเห็นสุดๆ เลยละ”
ผู้เฒ่าเวิงมองท้องฟ้าแล้วยิ้มให้ผานม่อ “สิ่งที่เ้าอยากเห็นกำลังจะเป็จริงแล้ว”
ลู่โจว “...”