เสียงของนางแฝงความเศร้าสร้อยเจือปนนางไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงทำกับนางเช่นนี้หรือว่านางเป็นตัวขวางหูขวางตาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
อย่างไรเสียนางก็อุ้มท้องลูกของเขาอยู่นี่ไม่ใช่หลานของพวกเขาหรอกหรือ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเหตุใดจึงต้องใช้ความห่วงใยที่นางมีต่อเขา มาหลอกลวงนางด้วยวิธีนี้
“ฮูหยินพอจะทราบหรือไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?”แม่นมเอ่ยถามเสียงกระซิบ
“แล้วเจ้าคิดว่าจะเป็นผู้ใดได้เล่า?”อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ใช่คนโง่เขลา เพียงแต่เพราะความห่วงใยบังตาจึงถูกหลอกง่ายๆ จนไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน
นางช่างไม่เหมาะกับจวนใหญ่โตเช่นนี้จริงๆเพียงคนอื่นคิดอุบายเล็กน้อย ก็หลอกนางจนหัวหมุนได้บางทีต่อให้นางสิ้นใจที่นี่ก็คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
แต่กระนั้นนางก็ยังตายไม่ได้เพราะในครรภ์ของนางยังมีลูกน้อยอยู่
อันซิ่วเอ๋อร์ลูบไล้หน้าท้องของตนเบาๆหน้าท้องยังไม่ได้นูนเด่นออกมานัก ยิ่งสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ในช่วงฤดูหนาวก็ยิ่งมองไม่ออกว่าตั้งครรภ์ ทว่าเมื่อนางวางฝ่ามือลงไปกลับราวกับสัมผัสได้ถึงชีพจรน้อยๆ ที่เต้นอยู่ภายใน
“พวกเราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ” นางถอนหายใจแผ่วเบา แล้วก้าวเท้าเข้าไปในเรือนเป็นคนแรก
ที่นี่คือกระท่อมในชนบทธรรมดาการตกแต่งก็เรียบง่ายเหมือนบ้านชาวบ้านทั่วไป ภายในเรือนไม่ได้จุดไฟยิ่งยืนอยู่นานก็ยิ่งหนาวเหน็บ
“ป่านเซี่ย เจ้าไปหาถ่านมาที” แม่นมสั่งการ จากนั้นก็หาเก้าอี้ให้อันซิ่วเอ๋อร์นั่งลง
เห็นได้ชัดว่าเรือนหลังนี้ไม่มีผู้คนอาศัยมานานแล้วบรรยากาศจึงอึมครึมและชื้นแฉะ แม่นมปล่อยให้อันซิ่วเอ๋อร์นั่งรออยู่ส่วนตนเองก็เดินเข้าไปยังห้องด้านในเพื่อสำรวจดู
ภายในห้องมีเพียงผ้าห่มเก่าๆสองผืนวางกองอยู่ เครื่องเรือนอื่นไม่มีเหลืออยู่เลย พอสำรวจจนทั่วแล้วนางจึงเดินออกมาจากห้องด้านใน ประจวบเหมาะกับที่ป่านเซี่ยเดินกลับเข้ามาพอดี
“แม่นม ข้าหาถ่านไม่เจอเลยเจ้าค่ะ”ป่านเซี่ยกล่าวเสียงแผ่วเบา
“ไปหาอีกทีสิ! อากาศหนาวขนาดนี้หากไม่มีถ่านแล้วจะทำอย่างไร?” แม่นมดุ
“ไม่ต้องไปหาแล้ว หาอย่างไรก็คงไม่มี”อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างปลงๆ “รอสักครู่คงมีคนนำอาหารมาส่งถึงตอนนั้นค่อยบอกให้พวกเขานำถ่านมาด้วยก็แล้วกันข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะใจร้ายถึงกับคิดให้นายหญิงเช่นข้าหนาวตายหรอก”
“แต่ว่า…” แม่นมกล่าวอย่างอึกอักก่อนถอนหายใจออกมาแล้วกระทืบเท้าอย่างขัดใจ “เป็นความผิดของบ่าวเองถ้ารู้แต่แรก บ่าวน่าจะรั้งฮูหยินไว้ไม่ให้มาที่นี่ เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
“จะโทษท่านได้อย่างไร? นี่เป็นความผิดของข้าเองต่างหาก” อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า
เมื่อนั่งอยู่ในเรือนหลังนี้นานๆเลือดลมก็ไหลเวียนไม่สะดวก ทำให้นิ้วมือและปลายเท้าเย็นเฉียบอันซิ่วเอ๋อร์จึงลุกขึ้นยืน เดินไปมาภายในเรือนเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นบ่าวจะพยุงฮูหยินไปนอนพักบนเตียงดีกว่าผ้าห่มสองผืนนั้นน่าจะพอช่วยคลายหนาวได้บ้าง” แม่นมเสนอ
“ก็ดีเหมือนกัน” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า
นางเป็นคนขี้หนาวมาก พอเข้าสู่ฤดูหนาวมักจะมือเท้าเย็นเฉียบ สมัยก่อนตอนอยู่ที่บ้านนางจะต้องเอาถุงน้ำร้อนมาวางไว้ใต้ผ้าห่มให้อุ่นเสียก่อน แม้กระทั่งตอนนอนหลับก็ยังต้องใช้เท้าหนีบถุงน้ำร้อนไว้
ต่อมาเมื่อแต่งงานกับจางเจิ้นอันเขาตัวอุ่นอยู่เสมอ นางจึงไม่จำเป็นต้องใช้ถุงน้ำร้อนอีก พอเขาจากไปในเรือนก็มีเตาถ่านจุดไว้ทุกวัน นางจึงไม่ค่อยรู้สึกหนาวเท่าใดนัก
แต่ทว่าในเรือนที่อึมครึมและชื้นแฉะหลังนี้กลับมีลมเย็นๆ พัดแทรกเข้ามาใต้ผ้าห่ม แม้นางจะพยายามห่มผ้าให้แน่นหนาเพียงใดก็ยังคงรู้สึกหนาวเหน็บ โดยเฉพาะเท้าทั้งสองข้าง ที่ไม่อาจอบอุ่นขึ้นได้เลย
นางไม่ได้นำตะกร้าเครื่องเย็บปักถักร้อยมาด้วยเรือนหลังนี้ก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้ทำ ในเวลานี้ นางจึงได้แต่กอดผ้าห่มเอนกายพิงขอบเตียงอย่างเหม่อลอย
แม่นมเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เอาแต่เหม่อลอยจึงคิดหาทางทำให้นางคลายกังวลลง เมื่อระลึกได้ว่านางชอบฟังนิทาน จึงเอ่ยว่า“ฮูหยิน หรือจะให้บ่าวเล่านิทานให้ฟังดีไหมเจ้าคะ?”
“เล่ามาสิ” อันซิ่วเอ๋อร์ตอบโดยไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายเลยดวงตายังคงจ้องมองไปยังเบื้องหน้า
แม่นมจึงเริ่มเล่านิทานเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับบัณฑิตเมื่อเล่าจบ นางก็แอบชำเลืองมองอันซิ่วเอ๋อร์ เห็นว่านางยังคงมีท่าทีเหมือนเดิมในใจจึงถอนหายใจแผ่วเบา รู้ดีว่านิทานที่เล่าไปนั้นอันซิ่วเอ๋อร์คงไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย
“ฮูหยิน ท่านอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะรอสักครู่พอนายท่านกลับมา ทราบว่าท่านหายตัวไป จะต้องกลับมาตามหาท่านแน่ๆท่านต้องดูแลตนเองให้ดีนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นหากเขาเห็นท่านในสภาพนี้จะต้องเสียใจมากแน่ๆ” ป่านเซี่ยเองก็กล่าวปลอบโยน
“ข้ารู้” อันซิ่วเอ๋อร์หันมาส่งยิ้มให้พวกนาง“พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้าจะดูแลตนเองให้ดี”
แต่รอยยิ้มของนางซีดเซียวเกินไปยากที่จะน่าเชื่อถือ แม่นมกับป่านเซี่ยสบตากัน แววตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความจนใจ
ห้องที่ไม่ได้จุดไฟเช่นนี้หนาวเหน็บเหลือเกิน แม้จะปิดประตูหน้าต่างแน่นหนาแล้ว แต่ลมเย็นๆก็ยังเล็ดลอดเข้ามาจากไหนก็ไม่รู้ คอยแทรกซึมเข้าไปในเสื้อผ้าราวกับจะแทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกและปอด
เมื่อยืนอยู่นานๆแม่นมกับป่านเซี่ยเองก็เริ่มรู้สึกหนาวเหน็บเช่นกัน ความเย็นเริ่มไต่ขึ้นมาจากเท้าทำให้รู้สึกว่าขาเริ่มแข็งทื่อ พวกนางแม้จะเป็นบ่าว แต่ก็ไม่เคยลำบากเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่ติดตามอันซิ่วเอ๋อร์มา หน้าร้อนก็อยู่ในเรือนน้ำแข็ง หน้าหนาวในเรือนก็มีเตาถ่านนอกจากคอยดูแลปรนนิบัติอันซิ่วเอ๋อร์ในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ไม่มีงานอื่นให้ทำอีก
“ป่านเซี่ย เจ้าดูแลฮูหยินให้ดีข้าจะออกไปดูข้างนอกสักหน่อย” แม่นมเอ่ยขึ้นนางหนาวจนทนไม่ไหว อยากจะออกไปเดินดูลาดเลา เผื่อจะคิดหาทางออกไปได้
พอออกจากห้องด้านในนางก็เดินไปยังประตูเรือน เมื่อเดินไปถึงหน้าประตู นางก็ออกแรงทุบประตูพร้อมกับร้องตะโกนว่า “มีใครอยู่ข้างนอกไหม?”
เหมือนมีผู้คนเดินผ่านไปมานอกเรือนทว่าพวกเขากลับทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงของนาง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น่าตายนัก!
แม่นมสบถอย่างขุ่นเคืองในใจจากนั้นจึงตะโกนอีกว่า “ใครเอาถ่านมาให้พวกเราได้ข้าจะให้เงินหนึ่งตำลึง!”
ก็ยังคงไม่มีผู้ใดตอบรับก่อนหน้านี้ยังเห็นมีทหารยามคนหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ แต่ตอนนี้กลับหายไปไร้ร่องรอยแม่นมเดินวนเวียนอยู่หน้าเรือนเป็นเวลานาน มือแทบจะทุบประตูจนพังแต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ ราวกับว่ากระท่อมหลังน้อยของพวกนางอยู่คนละโลกกับข้างนอก
“ขึ้นมานั่งด้วยกันเถอะ” อันซิ่วเอ๋อร์หันไปเห็นป่านเซี่ยยืนตัวสั่นอยู่ข้างเตียง จึงตบที่นอนแล้วชวนนาง
ป่านเซี่ยส่ายหน้าในใจยังนึกถึงความแตกต่างระหว่างนายกับบ่าว กล่าวเพียงว่า“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ บ่าวไม่หนาว”
“ข้าเห็นเจ้าตัวสั่นอยู่ที่นี่ก็ไม่มีเตาถ่าน ขึ้นมาช่วยข้าอุ่นเท้าก็แล้วกัน” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป่านเซี่ยก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนความหนาวไม่ไหว ถอดรองเท้าถุงเท้าออกแล้วก้าวขึ้นเตียงไป
เป็นดังที่อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวจริงๆแม้นางจะนอนอยู่บนเตียงมานานแล้ว แต่ร่างกายท่อนล่างกลับไม่อุ่นเลยป่านเซี่ยนั้นมีเลือดลมดีกว่า พอนางขึ้นมานอนได้ครู่หนึ่งในที่สุดผ้าห่มก็เริ่มอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
แม่นมเดินเข้ามาด้วยท่าทีสิ้นหวังก่อนหน้านี้นางทุบประตูอยู่นาน แต่ก็ไม่มีใครตอบรับ นางจึงจำต้องยอมแพ้พอเข้ามาในเรือน กลับเห็นป่านเซี่ยกับอันซิ่วเอ๋อร์นอนอยู่ด้วยกันนางจึงตำหนิทันทีว่า “ป่านเซี่ย เจ้าเด็กนี่!เหตุใดจึงบังอาจขึ้นมานอนกับฮูหยินได้!”
ป่านเซี่ยตกใจจนตัวสั่นกำลังจะรีบลุกลงจากเตียง ก็ได้ยินอันซิ่วเอ๋อร์กล่าวว่า“พอเถอะแม่นม ข้ารู้ว่าท่านเคร่งครัดกฎระเบียบ แต่เวลานี้เหตุใดยังจะคิดเรื่องเหล่านี้อยู่อีก? ท่านเองก็ขึ้นมาเถอะพวกเราห่มผ้าผืนเดียวกันนี่แหละ จะได้คลายหนาว”
“ฮูหยินเจ้าคะ ไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ต้องสำรวมกายวาจา แม้ในที่ลับตา ผู้มีคุณธรรมย่อมไม่ละทิ้งหลักการ” แม่นมกล่าวเตือน
“ท่านก็มีเหตุผลของท่านข้าก็มีเหตุผลของข้า หากท่านไม่อยากขึ้นมา ข้าก็เข้าใจแต่เรื่องที่ข้าให้ป่านเซี่ยขึ้นมาช่วยอุ่นเท้านั้นท่านคงไม่มีอะไรจะว่าแล้วกระมัง?” อันซิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจแผ่วเบาแม่นมผู้นี้ดีต่อนางจริงๆ เพียงแต่เคร่งครัดกฎระเบียบมากเกินไป
ตกอยู่ในสภาพนี้แล้วจะยังมัวคำนึงถึงกฎระเบียบอะไรอีก
แม่นมไม่ได้โต้เถียงอีกแต่แผ่นหลังก็ยังคงตั้งตรงเหมือนต้นสน เฝ้าอยู่ข้างเตียงนิ่งๆ
อันซิ่วเอ๋อร์รู้ว่าข้างนอกมันหนาวเหน็บเพียงใดพอผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดนางก็ใจอ่อน กล่าวว่า“แม่นม ข้าสั่งให้ท่านขึ้นมา คำสั่งของข้า ท่านคงไม่ขัดใช่ไหม?”
แม่นมตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกการทำตามคำสั่งของอันซิ่วเอ๋อร์นั้นไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมแต่คำสั่งของอันซิ่วเอ๋อร์นางก็ไม่อาจไม่ฟัง สุดท้ายจึงได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมไม่กล่าวอะไร
“แม่นมพวกเราไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน หากแม้แต่ท่านล้มป่วยลงแล้วใครจะมาช่วยข้าได้อีก?” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงแผ่วเบา“เวลานี้ ท่านอย่ามัวเคร่งครัดกฎระเบียบอยู่เลยรักษาสุขภาพไว้ก่อนเถอะ”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ในใจของแม่นมก็หวั่นไหว ในที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อความหนาวเย็น ถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วขึ้นมาบนเตียง
ทั้งสามนายบ่าวจึงอาศัยผ้าห่มผืนเดียวกันคลายหนาวเมื่อมีคนเพิ่มขึ้น เตียงก็ดูแคบลงไปบ้าง แต่ก็อบอุ่นขึ้น ในไม่ช้าอันซิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่หนาวเหน็บเท่าเดิมแล้ว
ส่วนจางเจิ้นอันหลังอันซิ่วเอ๋อร์ถูกหลอกออกมาไม่นาน เขาก็มาถึงเมืองหมิ่นเยว่เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะไปพบปะเหล่าผู้ดูแลในบัญชาสิ่งแรกที่ทำคือเดินทางกลับจวนตระกูลจาง เขาแทบจะรอพบอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ไหวแล้ว
ตอนอยู่บ้านไม่รู้ซึ้งถึงรสชาติของความคิดถึงพอจากมา กลับคิดถึงแต่ความดีของนาง ยามค่ำคืน เขามักจะคิดถึงนางสงสัยว่านางนอนหลับสบายดีหรือไม่ จะเผลอถีบผ้าห่มอีกหรือไม่บางครั้งก็ฝันว่าตนเองกอดใครบางคนไว้ในอ้อมแขน นางกระซิบข้างหูเขาก็กระซิบหยอกเย้าตอบ แต่เมื่อตื่นขึ้นมา กลับพบเพียงตนเองนอนอยู่ลำพัง
“คุณชายใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!” ทันทีที่จางเจิ้นอันกลับถึงจวน ก็มีสายรายงานให้อูซื่อทราบ
อูซื่อแค่นเสียงเย็นชา กล่าวว่า“ข้าจะคอยดูสิว่าเขาจะเดินไปทางไหนก่อน”
ในอดีต ทุกครั้งที่จางเจิ้นอันกลับถึงบ้านเขามักจะมาคารวะนางก่อนเสมอ ไม่เคยกลับไปยังเรือนของตนเองก่อนทว่าครานี้พอจางเจิ้นอันเดินผ่านประตูม่านลายดอกไม้ ก็ลังเลไปชั่วขณะ
หากว่าตามเส้นทางจากตรงนี้ไปยังเรือนสดับไผ่ย่อมใกล้กว่าทว่านิสัยที่ทำมานานหลายปีก็ยังคงผลักดันให้จางเจิ้นอันมุ่งหน้าไปยังเรือนของอูซื่ออยู่ดีนี่คือความกตัญญูที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือด ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อเดินทางไกลกลับมาเขาจะไม่ลืมที่จะมาคารวะมารดาเป็นคนแรก
“คุณชายใหญ่กำลังมาทางนี้เจ้าค่ะ!”มีสาวใช้ตัวน้อยมารายงานแก่อูซื่ออีกครั้ง
“แปลกจริงๆ” อูซื่อมองเล็บตัวเองนางแทบไม่อยากเชื่อ เพราะช่วงที่ผ่านมาจางเจิ้นอันเย็นชากับนางเหลือเกินนางไม่เชื่อว่าเขาจะมาหานางก่อนจริงๆ
ทว่าเขากลับมาจริงๆสาวใช้ตัวน้อยเพิ่งออกไปไม่นานสาวใช้เปิดม่านก็เดินเข้ามาแจ้งว่าจางเจิ้นอันมาถึงแล้ว
“ให้เขาเข้ามา” อูซื่อโบกมือในใจอดยินดีอยู่บ้างไม่ได้